หมอเปิดใจ จับนมคนไข้ตรวจมะเร็ง ปัดข่มขืน ชี้ทนายนิด้าก่อบาป – บุ๋มยันหลักฐานมัด (คลิป)

จากกรณีมีผู้เสียหายถูกสูตินรีแพทย์คลินิกแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ กระทำอนาจารระหว่างรับการรักษา ขณะเข้าตรวจภายใน ซึ่งต่อมาพบว่ามีผู้เสียหายอีกหลายรายออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า เคยถูกหมอคนดังกล่าวกระทำในลักษณะเดียวกัน จนกระทั่งทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้ออกมาเผยถึงข้อพิรุธดังกล่าวไปแล้วนั้น (อ่าน : เหยื่อสาวถาม “เดชา” ทำไมไม่ป้องเพศแม่ ทนายนิด้ายันหลักฐานแน่น ที่เห็นแค่ 10%)

บริเวณด้านหน้าคลินิกของแพทย์ผู้ถูกกล่าวหา

วันที่ 19 พ.ย. 61 ทีมข่าวเดินทางมาที่คลินิกที่ถูกร้องเรียน เปิดในช่วง 17.00 น. เมื่อเข้าไปสอบถามในคลินิก โดย แพทย์ผู้ถูกกล่าวหา เปิดเผยว่า ตนยังไม่สะดวกออกมาอธิบายเนื่องจากติดการบรรยาย ส่วนจะดำเนินการฟ้องร้องเรื่องที่เกิดขึ้นหรือไม่นั้น ขณะนี้ตนขอปรึกษากับทนายส่วนตัวก่อน ตนยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิด ขณะนี้ตนรู้สึกเครียดนิดหน่อย แต่ตนรู้สึกว่าทนายนิด้าออกมาเคลื่อนไหวแบบนี้ ทำให้ตนกลายเป็นคนบาปหนัก ซึ่งหากทนายนิด้าจะดำเนินคดีก็ให้ดำเนินคดีไป แต่บางเรื่องตนคิดว่าคนไข้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนมากกว่า

คลินิกของแพทย์ผู้ถูกกล่าวหา

แพทย์ผู้ถูกกล่าวหา กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ราชวิทยาลัย สูตินารี มีมาตราการอยากให้ประชาชนตรวจเรื่องมะเร็งปากมดลูก และตระถึงความสำคัญของการตรวจภายใน ตนเองจึงจำเป็นต้องตรวจภายใน ไม่ว่าจะเป็นช่องคลอด ปาดมดลูก และตัวมดลูกเอง ซึ่งหากข่าวออกไปแบบนี้อาจทำให้ผู้หญิงกลัวเรื่องการตรวจภายใน และเกิดภาวะเสี่ยงที่จะป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกก็จะสูงขึ้น ส่วนเรื่องการจับเต้านมก็เพื่อตรวจมะเร็งเต้านม เนื่องจากผู้หญิงไทยที่อายุ 30 ปี ขึ้นไป มีความเสี่ยงสูงทั้งหมด เมื่อเข้ามารับการตรวจรักษาหมอก็จำเป็นที่จะต้องตรวจอย่างละเอียด

ทั้งนี้ ตนเองไม่คิดว่าเป็นการดิสเครดิต แต่เป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ไม่คิดว่าใครจะมาให้ร้ายตน และตนจะไปให้ร้ายใคร แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนมากกว่า ซึ่งตนเป็นคนตรง ๆ อาจจะอธิบายตรง และเป็นคนที่ตรวจละเอียดจึงเป็นที่มาของการเข้าใจคลาดเคลื่อนดังกล่าว

ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม ดารา พิธีกร และประธานองค์กรทำดี

ด้าน ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ บุ๋ม ดารา พิธีกร และประธานองค์กรทำดี เปิดเผยว่า กรณีที่เกิดขึ้น ที่มีผู้เสียหายออกมาร้องเรียนว่าถูกสูตินรีแพทย์กระทำชำเรานั้น ตนยังมีหลักฐานอีกจำนวนมาก ซึ่งจะขอเก็บไว้เปิดบนชั้นศาล เนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายถูกกระทำ ตนต้องปกป้องและบางเรื่องเป็นข้อมูลส่วนตัวตนไม่สามารถเปิดเผยได้ อีกทั้งผู้เสียหายบางรายต้องการสู้เพื่อมีชีวิตใหม่ บางรายเป็นที่รู้จักในจังหวัด เป็นข้าราชการ ตนยิ่งต้องปกป้องให้มาก ดังนั้นจึงไม่คุ้มที่จะออกมาสู้เอง

ดร.บุ๋ม ระบุว่า ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่คนในสังคมต้องรับรู้ข้อมูลเหล่านี้ ตนไม่รู้ว่าผลการต่อสู้ทางคดีจะเป็นอย่างไร แต่ตนได้ลงมือทำ เป็นกระบอกเสียงให้กับเสียงร้องไห้ของผู้เสียหาย อีกทั้งจะสังเกตว่า ผู้เสียหายแต่ละรายจะพูดถึงพฤติกรรมของแพทย์รายนี้คล้ายกัน ซึ่งการที่ตนออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ เป็นการให้ความรู้กับผู้หญิงอีกว่า การไปรับการตรวจภายในกับหมอสูติฯ จำเป็นต้องมีบุคคลที่ 3 อยู่ด้วย เพราะหลายคนไม่ทราบว่าการตรวจเหล่านี้เป็นอย่างไร ตอนนี้ตนไม่ได้มองแค่ช่วยคน 1 คน แต่ตนถึงภาพรวมที่คนทั้งประเทศได้รับรู้

ภายในคลินิกที่เกิดเหตุ

ส่วนตัวผู้เสียหาย ขณะนี้เครียดกับเรื่องที่เกิดขึ้น และสิ่งที่หลายคนสงสัยว่าทำไมผู้เสียหายต้องกลับไปที่คลีนิกซ้ำอีก การกลับไปเพราะต้องไปเก็บหลักฐาน ทั้งรูป เสียง รวมถึงพฤติกรรมบางอย่างของหมอที่บ่งบอกว่าข่มขืนผู้เสียหาย เพราะคงไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ระหว่างถูกข่มขืนจะขอถ่ายรูปขณะถูกกระทำไว้ได้ ตนอยากให้มองว่าผู้เสียหายสู้กับเรื่องนี้มาก

นอกจากนี้ การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่มีความล่าช้ามาก กว่าจะลงพื้นที่เก็บข้อมูล ทุกอย่างก็เปลี่ยนสภาพไปหมดแล้ว อีกทั้งสิ่งที่หมอกระทำ ไม่ได้มีหลักฐานจากอุปกรณ์ แต่ต้องดูจากพฤติกรรมของหมอ ตนต้องการถามเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าไปคลินิกตอนนี้ว่า “สายไปหรือไม่”

ดร.บุ๋ม กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนที่ทนายเดชา ออกมาวิจารณ์ ตั้งพิรุธ ตนยินดีรับฟังและได้พูดคุยกับทนายเดชาแล้ว ตนได้ชี้แจงรายละเอียดให้ฟัง ซึ่งไม่ได้มีปัญหาอะไร ยินดีให้ทุกคนช่วยกันตรวจสอบ เพราะเวลานี้ต้องการให้คนมีความรู้ คนมีข้อมูลมาช่วยกัน แม้นายอัจฉริยะ ที่ระบุจะลงพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ตนรู้สึกดี และอยากให้เข้ามาหาความจริงในเรื่องนี้ อีกทั้งฝากให้ตรวจสอบเรื่องที่มีข้อมูลผู้เสียหายว่าหลุดออกมาจากเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร แต่การให้เจอผู้เสียหายตนคงทำไม่ได้

keyboard_arrow_up