เหยื่อหมอลวนลามท้าชน คนด่าติดใจให้ลองไปตรวจจะได้รู้ แฉหลักฐานแจ้งจับจนหมอขอเคลียร์ (คลิป)

จากกรณี มีผู้เสียหายถูกสูตินรีแพทย์คลินิกแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ กระทำอนาจารระหว่างรับการรักษา ขณะเข้าตรวจภายใน ซึ่งต่อมาพบว่ามีผู้เสียหายอีกหลายรายออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า เคยถูกแพทย์คนดังกล่าวกระทำในลักษณะเดียวกัน จนกระทั่งทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้ออกมาเผยถึงข้อพิรุธดังกล่าวไปแล้วนั้น (อ่าน : เหยื่อสาวถาม “เดชา” ทำไมไม่ป้องเพศแม่ ทนายนิด้ายันหลักฐานแน่น ที่เห็นแค่ 10%)

วันที่ 19 พ.ย. 61 รายการต่างคนต่างคิด ตอน เหยื่ออ้างหมอขืนใจ ส่อพลิกเป็นสมยอม? ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50 น. ได้เชิญ คุณตูน (นามสมมติ) และคุณแป้ง (นามสมมติ)  ผู้เสียหายถูกล่วงละเมิด นพ.กำธร พฤกษานานนท์ ภาควิชาสูติ-นรีเวชศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ และคุณรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม มาร่วมพูดคุยในรายการ

คุณตูน ผู้เสียหาย

คุณตูน ผู้เสียหายถูกล่วงละเมิด เปิดเผยว่า ตนถูกแพทย์รายนี้ล่วงละเมิดตั้งแต่ปี 2558 โดยเหตุการณ์ในวันดังกล่าวคือ ตนเข้ารักษาที่คลินิกด้วยอาการฝีที่หว่างขา ในวันนั้นไปกับพี่ชาย เมื่อถึงคลินิก ก็กรอกประวัติคนไข้ไปตามปกติ แต่เริ่มมีเรื่องผิดสังเกต คือ พยาบาลกลับเรียกคิวของตนเข้าไปพบแพทย์เป็นคิวสุดท้ายก่อนปิดคลินิก เมื่อเข้าไปในห้องตรวจ แพทย์คนดังกล่าวก็เดินมาล็อกประตูทันที และใช้สรรพยามเรียกตนว่า “ที่รัก” จากนั้นบอกให้ตนไปเปลี่ยนผ้าถุงและขึ้นเตียงขาหยั่ง

ในระหว่างตรวจภายใน แพทย์คนนี้ยืนอยู่ที่ตรงหว่างขา และใช้มือลูบคลำอวัยวะเพศของตนตลอดเวลา จากนั้นจึงเริ่มขอดูหน้าอก และลูบคลึง โดยอ้างว่าสาเหตุของฝีนั้นอาจเกิดจากฮอร์โมน และเริ่มถามถึงเรื่องส่วนตัว เช่น มีลูกหรือยัง  มีแฟนไหม สักพักจึงเริ่มโยงเรื่องฝีที่หว่างขาเข้ากับเรื่องเพศสัมพันธ์ ซึ่งแพทย์คนดังกล่าวได้มีการแนะนำท่าร่วมเพศ พร้อมทำท่าทางประกอบ ทั้งจับเข่าและโยกเอวใส่ตน และพยายามใช้เป้าดันเข้ามาที่อวัยวะเพศของตนอยู่ตลอด ซึ่งขณะนั้นด้วยความทรมานจากโรค ตนจึงยังคิดในแง่ดีว่าอาจเป็นการแนะนำและรักษา จากนั้นแพทย์จึงบอกให้ตนหลับตา และเริ่มไซ้ซอกคอ เลียใบหู ตนจึงรู้สึกว่าการกระทำทั้งหมดอาจไม่ใช่การตรวจภายใน

แต่ระหว่างนั้น ตนก็ไม่กล้าร้องเรียกใคร เนื่องจากคิดว่าคงไม่มีคนอยู่ข้างนอก เพราะก่อนที่ตนจะเข้าตรวจ พบว่า แพทย์สั่งให้ผู้ช่วยปิดประตูหน้าคลินิกลงแล้ว โดยแพทย์ใช้ระยะเวลาในการตรวจทั้งหมด 30 นาที

โดยหลังจากออกจากคลินิก ตนก็ปรึกษากับพี่ชาย ขณะนั้นคิดว่า ถึงแม้จะไปแจ้งความ แต่ตำรวจอาจไม่รับทำคดีของตน เพราะแพทย์คนดังกล่าวเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ประกอบกับคิดว่าตนเป็นผู้เสียหายรายแรก จึงไม่รู้จะหาหลักฐานมาจากไหน

รายการต่างคนต่างคิด ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50

ต่อมา คุณตูน เปิดเผยอีกว่า  ในปีพ.ศ. 2559 ตนมีอาการฝีที่หว่างขาในบริเวณเดิมอีกครั้ง ขณะนั้นทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งตนก็พยายามไปพบแพทย์ที่คลินิกอื่นแล้ว แต่แพทย์บอกว่า ยังไม่สามารถรักษาได้ เนื่องจากฝีของตนยังไม่ออกหัว ตนจึงตัดสินใจกลับบ้านที่ จ.พิจิตร เมื่อผ่าน จ.นครสวรรค์ ตนจึงเข้ารับการรักษากับแพทย์คนเดิม

เมื่อกลับไปพบแพทย์คนเดิมอีกครั้ง ขณะนั้นก็คิดเอาไว้แล้วว่าอาจต้องเจอเหตุการณ์แบบเดิม ซึ่งขณะที่ตรวจก็เป็นไปอย่างที่ตนคาดจริง ๆ คือ แพทย์ใช้สรรพนามเรียกตนว่า “ที่รัก” จากนั้นก็ใช้นิ้วสอดใส่ที่อวัยวะเพศ แต่คราวนี้แพทย์ทำหนักกว่าเดิม คือ นอกจากจะแอ่นเป้ามาถูกอวัยวะเพศของตนแล้ว ยังขยับสะโพกไปมา กระทั่งเลือดจากฝีของตนติดที่เป้าของแพทย์ จากนั้นแพทย์ก็ก้มลงไป และใช้ลิ้นเลียที่อวัยวะเพศของตน

ขณะนั้นตนรู้สึกตกใจมาก แต่ก็ไม่กล้าร้องเรียกความช่วยเหลือ เพราะกลัวว่าหากร้องไปก็ไม่มีหลักฐาน รวมถึงแพทย์อาจปฏิเสธการรักษาได้ ซึ่งหลังจากแพทย์ทำพฤติกรรมทั้งหมดอยู่ครู่ใหญ่ ตนร้องว่าไม่ไหวแล้ว แพทย์จึงยอมบีบฝีให้ จากนั้น แพทย์จึงได้ให้เงินตน 2,000 บาท แต่ตนไม่รับ และวางไว้กับผ้าถุงในห้องเปลี่ยนเสื้อ และขณะที่ตนเดินออกจากห้องตรวจ แพทย์คนนี้ก็ยังเดินตามดมที่ร่างกายของตน พร้อมแจ้งว่า ตนมีกลิ่นกายคล้ายผู้ชายอีกด้วย

จากนั้นตนจึงตัดสินใจแจ้งความ ซึ่งคดีดังกล่าวสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ประมาณ 40,000 บาท และตนยืนยันว่า ไม่ได้วางแผนเพื่อเรียกร้องเงินจากแพทย์ เพราะการดำเนินคดีแต่ละครั้งใช้เวลามาก รวมถึงหากจะพูดว่าตนเคลิ้มก็คงไม่ใช่ เพราะหากตนต้องการจะมีเพศสัมพันธ์กับแพทย์รายนี้จริง ตนคงจะไปทำที่อื่นที่ไม่ใช่คลินิก

คุณแป้ง ผู้เสียหาย

ต่อมา คุณแป้ง ผู้เสียหายอีกคนหนึ่ง เปิดเผยว่า ตนเข้ารับการรักษาที่คลินิกดังกล่าวตั้งแต่ปี 2558 เนื่องจากต้องการตรวจฮอร์โมน และประจำเดือนมาไม่ปกติ โดยไปพร้อมกับพี่สาว เมื่อเข้าไปถึง พบว่า แพทย์มีการล็อกประตูห้องตรวจ และขณะที่แพทย์ซักประวัติก็บอกให้ตนถอดเสื้อ และเสื้อชั้นในออก จากนั้นจึงจับหน้าอกของตน ซึ่งขณะนั้นรู้สึกตกใจมาก แต่คิดว่าอาจเป็นการรักษา จึงยอมทนให้จบ ๆ ไป ต่อมา แพทย์จึงให้ตนขึ้นเตียงขาหยั่งและใช้นิ้วแหย่อวัยวะเพศของตนนานเกือบ 4 นาที พร้อมถามว่า “เสียวไหม ชอบไหม เพลินไหม” นอกจากนี้ก็มีการเป่าหูตนด้วยเช่นกัน ขณะนั้นตนรู้สึกแขยงมาก หลังการตรวจเสร็จสิ้นแล้ว แพทย์จึงบอกว่าจะรักษาให้ฟรีแต่ตนไม่ยอม

ขณะที่เดินออกมาตนได้กล่าวเตือนพี่สาวซึ่งจะต้องรักษากับแพทย์รายนี้เป็นคิวถัดไป ซึ่งขณะนั้นพี่สาวยังบอกตนว่า คิดไปเองหรือไม่ แต่เมื่อพี่สาวของตนเข้าไปรักษาบ้างก็เจอเหตุการณ์เหมือนกับตน

นพ.กำธร พฤกษานานนท์ ภาควิชาสูติ-นรีเวชศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์

ซึ่ง นพ.กำธร อธิบายว่า การตรวจของสูตินรีแพทย์นั้น จำเป็นจะต้องใช้มือจับที่อวัยวะเพศของคนไข้ เพื่อตรวจสอบขนาดของมดลูก ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนปกติ ซึ่งกรณีดังกล่าวก็ยากที่จะตัดสินว่าแพทย์ควรหรือไม่ควรทำอย่างไหน เนื่องจากจะต้องดูว่าการรักษานั้น แพทย์สงสัยอะไรแล้วจึงตรวจในจุดนั้น เช่น การตรวจฝีที่หว่างขาก็อาจจะมีการให้ผู้ป่วยขึ้นเตียงขาหยั่งได้ หากแพทย์สงสัยว่าฝีดังกล่าวมีสาเหตุจากตรงอวัยวะเพศ หรือ แพทย์สามารถขอดูหน้าอกของคนไข้ หากสงสัยว่ามีอาการที่เกี่ยวเนื่องกับโรคที่คนไข้เป็น

ส่วนเรื่องการถามผู้ป่วยว่าเคยมีเพศสัมพันธ์มาหรือไม่แพทย์ก็สามารถถามได้ เพื่อจะได้เลือกอุปกรณ์ตรวจให้เหมาะสมกับผู้ป่วย แต่เรื่องถามคนไข้ว่าเพลินไหม เสียวไหม หรือเรียกสรรพนามแทนคนไข้ว่าที่รัก นั้นไม่ใช่แนวทางการรักษาทางการแพทย์

นพ.กำธร กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักการของการตรวจภายใน นั้นมีแนวปฏิบัติคือ แพทย์จะต้องพิจารณาก่อนว่าผู้ป่วยมีความจำเป็นจำต้องตรวจภายในหรือไม่ รวมถึงจะต้องบอกผู้ป่วยเสมอว่าจะตรวจอะไร เพื่ออะไร และระหว่างตรวจ จะต้องมีบุคคลที่สามอยู่ในห้องตรวจด้วยเสมอ

คุณรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม

ด้าน ทนายรณณรงค์ แสดงความคิดเห็นว่า คดีนี้ตอนแรกตนก็ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง กระทั่งพบว่ามีผู้เสียหายเคยร้องเรียนเรื่องดังกล่าวกับแพทย์ท่านนี้ไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเรื่องนี้อาจสามารถชี้ให้เห็นถึงเจตนาและพฤติการณ์ได้ จึงคิดว่าอาจเป็นเรื่องจริง ซึ่งคดีดังกล่าวนี้มีความซับซ้อนอยู่มากพอสมควร เนื่องจากเป็นการคาบเกี่ยวระหว่างการรักษาของแพทย์ และการกระทำอนาจาร หรืออาจถึงขั้นข่มขืน

หากคดีขาดอายุความแล้วผู้เสียหายก็ต้องทำใจ อีกทั้งกรณีนี้ยังอาจจะหาหลักฐานเอาผิดแพทย์รายนี้ได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากมีระยะเวลานานมากแล้ว ดังนั้น หากประสบเหตุในลักษณะนี้ ผู้เสียหายต้องรีบไปแจ้งความ รวมถึงไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เนื่องจากคดีมีอายุความเพียง 3 เดือนเท่านั้น

รศ.นพ.กำธร แสดงความคิดเห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่สมควรจะต้องมีการดำเนินการต่อ และมีกระบวนการตรวจสอบ ตนจึงต้องการให้ผู้เสียหายเดินทางมาแจ้งเรื่องต่อแพทยสภา ซึ่งแพทยสภาจะมีคณะกรรมการตรวจสอบและกลั่นกรองข้อมูล ซึ่งอาจจะไม่อิงกับหลักกฎหมาย ดังนั้น แม้ว่าจะมีผู้เสียที่คดีหมดอายุความไปแล้วก็สามารถเข้ามาร้องเรียนได้

ต่อมา คุณแป้ง ชี้แจงถึงสาเหตุที่ทำให้ตนออกมาเรียกร้องเรื่องดังกล่าวว่า ตนออกมาเรียกร้องเนื่องจากต้องการให้สังคมเห็นพฤติกรรมของแพทย์รายนี้ ส่วนสาเหตุที่ตนไม่แจ้งความตั้งแต่เกิดเรื่องนั้น เนื่องจากแพทย์รายนี้เป็นผู้มีชื่อเสียง หากตนบอกไปก็คงจะไม่มีใครเชื่อ เพราะแม้แต่พี่สาวของตนก็ไม่เชื่อ กระทั่งต้องเจอด้วยตนเอง

จากนั้น คุณตูน กล่าวถึงกระแสในสังคมออนไลน์ว่า ส่วนเรื่องกระแสในโซเชียลมีเดียนั้น ขณะนี้ผู้เสียหายไม่กล้าอ่านคอมเม้นต์ต่าง ๆ ที่อยู่ในโซเชียลแล้ว เนื่องจากมีผู้กล่าวหาว่ากลุ่มผู้เสียหายเป็นฝ่ายผิด มีอาการเคลิ้ม ติดใจแพทย์ ซึ่งตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

สุดท้าย ผู้เสียหายทั้งสอง กล่าวว่า หากโลกออนไลน์และคนในโซเชียลมีเดียไม่เชื่อพวกตนก็ไม่เป็นไร หรือหากผลออกมาว่าแพทย์เป็นฝ่ายถูกจริง พวกตนก็ขอเชิญให้ผู้ที่เชื่อเช่นนั้นมารักษากับแพทย์ด้วยตัวเอง ลองมาเจอกับตัวเองดูแล้วจะรู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร

keyboard_arrow_up