เหยื่อเพียบ! เผยนาทีถูกหนุ่มหลอนยา ขี่จยย.ปาหินกลางกรุง อึ้ง เพิ่งพ้นคุกก่อคดีซ้ำ (คลิป)

จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์เตือนภัยให้ผู้ใช้ถนนพุทธบูชา 36 และพุทธบูชา 39 ว่า ให้ระวัง เนื่องจากมีแก๊งปาหินระบาดในย่านนี้ โดยมีผู้เสียหายถูกปาหินใส่กระจกแล้วหลายรายนั้น (อ่าน : วันเดียว 3 ราย! รถยนต์ถูกปาหินอัดกระจก ตร.คาดฝีมือกลุ่มเดียวกัน เช็กวงจรปิดล่าคนร้าย)

นายวสันต์ เปี่ยมสวัสดิ์ ผู้เสียหาย ชี้จุดที่รถเสียหาย

วันที่ 18 พ.ย. 61 นายวสันต์ เปี่ยมสวัสดิ์ ผู้เสียหายที่ถูกหินปากระจกรถ เปิดเผยว่า วันที่เกิดเหตุวานนี้ (17 พ.ย.) เวลา 16.44 น. ตนขับรถเบนซ์ออกมาจากบ้านของแม่ เมื่อขับมาถึงบริเวณถนนพุทธบูชา 36 หลุดจากไฟแดงไปประมาณ 100 เมตร จังหวะที่กำลังชะลอรถลงสะพาน ตนเองได้ยินเสียง “ปัง” ซึ่งดังมาก ตอนนั้นก็คิดว่าขับรถไม่ดี หรือไปปาดหน้าใครหรือไม่ จนรถมอเตอร์ไซค์ไม่พอใจขับรถวนมาเขวี้ยงก้อนหินใส่ แต่ตอนนั้นติดไฟแดงอยู่ จึงคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ จึงโทรศัพท์ปรึกษาที่บ้าน แล้วได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สน.ราษฎร์บูรณะ จึงทราบว่ามีกรณีแบบนี้ก่อนหน้า จำนวน 2 คัน คือในซอยสุขสวัสดิ์ 30 เป็นรถเก๋งยี่ห้อ bmw และบริเวณหน้าธนาคารกสิกรไทยสำนักงานใหญ่ ถนนราชบูรณะ เป็นรถเก๋งยี่ห้อ bmw ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน

นายวสันต์ เปี่ยมสวัสดิ์ ผู้เสียหาย

ในขณะนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก แต่จำได้ว่าตนเองขับรถอยู่เลนขวา ซึ่งเป็นเลนสวนและเห็นว่ามีรถมอเตอร์ไซค์ใส่หมวกกันน็อกสวนขึ้นมา มองไม่เห็นว่าใครจะทำอะไร จากนั้นก็ได้ยินเสียงดัง กระแทกกับกระจกรถ และไม่ได้ลงมาดูแต่อย่างใด ทั้งนี้ ก็รู้สึกโชคดีที่ขับรถมาไม่เร็ว ทำให้รถของตัวเองไม่ได้เป็นอะไรมาก มีแค่รอยถลอกเท่านั้น ไม่รุนแรงเท่ากรณีอื่น ๆ ยอมรับว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตัวเองรู้สึกตกใจและโมโหมาก

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจโทรมาบอกกับตนว่า จับตัวคนร้ายที่ปาหินที่พระประแดงได้แล้ว ตนก็รู้สึกดีใจ และเจ้าหน้าที่ให้ตนมารอดูตัวที่ สน.ราษฎร์บูรณะ ว่าใช่คนเดียวกันหรือไม่ ซึ่งตนก็อยากให้จับคนร้ายได้ เพราะตนเองก็อาศัยอยู่บริเวณนี้มาตั้งแต่เด็ก และไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ รู้สึกกลัว และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

นายเอกนรินทร์ ศิระพงศ์ภัค ผู้เสียหาย

วันที่ 18 พ.ย. 61 นายเอกนรินทร์ ศิระพงศ์ภัค ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า เมื่อวาน (17 พ.ย.) เวลา 16.15 น. ตนเองขับรถเก๋งยี่ห้อ bmw ออกมาจากโรงงาน เพื่อจะกลับบ้านเป็นประจำเหมือนปกติ จากนั้นมีรถมอเตอร์ไซค์สวนเลนมา 1 คัน แต่ตนเองก็ไม่ได้สังเกตอะไรมาก รถมอเตอร์ไซค์ขับมาระยะใกล้ ๆ รถของตน ทำท่าจะเขวี้ยงอะไรบางอย่างมาที่รถตน จากนั้นกระจกรถของตนเองก็แตก แต่ไม่ได้ทะลุ เมื่อกระจกรถแตกตนมองอะไรไม่เห็นแล้ว มองได้แต่กระจกข้าง ตนพยายามขับรถตามมอเตอร์ไซค์คันที่ก่อเหตุ แต่ก็ไม่ทันแล้ว โดยที่ตนเห็นลักษณะคนขับรถมอเตอร์ไซค์คร่าว ๆ เป็นผู้ชาย ใส่หมวกกันน็อก ใส่เสื้อสีน้ำเงินเข้ม คาดว่าเป็นคนเดียวกับที่ปาหินรถของนายวสันต์ ผู้เสียหายอีกราย ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

ภาพจำลองเหตุการณ์ รถนายเอกนรินทร์ ถูกปาหินใส่

ทั้งนี้ ตนเองไม่ทราบว่าคนปากระจกทำแบบนี้เพื่ออะไร แต่คาดว่าคนทำคงไม่มีเป้าหมาย และพอใจที่จะทำไปเรื่อย ๆ กับเหยื่อหลาย ๆ ราย เพราะเท่าที่สังเกตคือ มีเหยื่อคนอื่นที่โดนด้วย ส่วนค่าเสียหายในการซ่อมกระจกรถครั้งนี้ ประมาณ 20,000 บาท และตนไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม อยากให้ตำรวจจับคนร้ายได้เร็ว ๆ เพราะจะได้ไม่ต้องไปทำแบบนี้กับคนอื่นอีก

ภาพจากกล้องวงจรปิด ขณะผู้ต้องหาก่อเหตุ

ล่าสุด ตำรวจจับผู้ก่อเหตุได้แล้ว เบื้องต้นพบว่าเกิดจากอาการทางประสาท หลังผู้ก่อเหตุเพิ่งพ้นโทษในคดียาเสพติดได้ไม่นาน ขณะเดียวกัน หลังตรวจสอบประวัติพบว่าผู้ก่อเหตุเคยถูกจับดำเนินคดีในลักษณะนี้มาแล้ว โดยภาพจากกล้องวงจรปิด ย่านตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ บันทึกเหตุการณ์ขณะนายนันทพัทธ์ หอมชื่นชม อายุ 33 ปี สวมหมวกนิรภัยสีชมพู แบบครึ่งใบ ขี่รถจักรยานยนต์ สวนทาง พร้อมปาหินใส่รถเก๋ง ตำรวจสืบสวนภูธรพระประแดง และตำรวจสืบสวนนครบาลราษฎร์บูรณะ ใช้เป็นข้อมูล ในการติดตามไปจับกุมนายนันทพัทธ์ได้ที่บ้านพัก ที่ซอยสุขสวัสดิ์ 84 อำเภอพระสมุทรเจดีย์ พร้อมของกลาง รถจักรยานยนต์

นายนันทพัทธ์ หอมชื่นชม ผู้ต้องหา

พลตำรวจตรีอำพล บัวรับพร รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1 เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ เร่งรัดให้ตำรวจ 2 โรงพัก ประสานข้อมูลเชิงสืบสวน กระทั่งทราบตัวผู้ก่อเหตุ สอดคล้องกับคำให้การของผู้ก่อเหตุ ที่เข้าข่ายให้การแบบวกวน ลักษณะมีอาการทางโรคประสาท ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลจากการเสพยาเสพติด ขณะเดียวกัน หลังตรวจสอบประวัติพบว่านายนันทพัทธ์ ถูกตำรวจจับกุมดำเนินคดีเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังตระเวนก่อเหตุปาก้อนหินใส่รถ และร้านสะดวกซื้อ มีผู้เสียหาย 5 ราย แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บ หลังตรวจร่างกายนายนันทพัทธ์ก็พบว่า มีสารเสพติดจึงถูกดำเนินคดี

เบื้องต้น ตำรวจดำเนินคดีในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ พร้อมส่งตัวผู้ก่อเหตุไปตรวจอาการทางจิต รวมทั้งตรวจร่างกาย หากพบว่ามีสารเสพติดก็จะดำเนินคดีเพิ่มด้วย ขณะเดียวกันฝากประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ก่อเหตุให้มาดูผู้ก่อเหตุ เพื่อเพิ่มโทษตามการกระทำผิดที่ปรากฏ

keyboard_arrow_up