พ่อมือปืนยิงถล่มร้านข้าวต้ม งงลูกคนดี ชี้ฆ่าคนคงกดดัน – พยานเห็นรัวกระสุนคาดเขม่นหน้า (คลิป)

จากเหตุการเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 61 เวลา 03.00 น. เกิดเหตุวัยรุ่นยิงกันเสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บ ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 คน คือนายวารุต ทิมประทุม อายุ 27  ปี สภาพศพนอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ข้างถนนหน้าร้านข้าวต้ม ตามร่างกายพบบาดแผลถูกยิงด้วยปืน เข้าที่บริเวณใต้ตาด้านขวากระสุนฝังใน 1 นัด นอกจากนี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกยิงด้วยปืนอีก 2 คน คือนายณัฐวุฒิ โล่ขุนพรหม อายุ 26 ปี ถูกยิงเข้าบริเวณก้น และนางสาวจันเพ็ญ ช้างนอก อายุ 35 ปี ถูกยิงเข้าบริเวณศีรษะ และขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งทั้งหมดที่ถูกยิงเป็นเพื่อนของนายวารุต ล่าสุด ตำรวจออกหมายจับผู้ก่อเหตุแล้ว 2 ราย

ภาพจำลองเหตุการณ์ ขณะเกิดเหตุ

วันที่ 16 พ.ย. 61 ทีมข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุบริเวณหน้าร้านข้าวต้มริมคลอง ถนนเลียบคลองแอล 1 – 2 หมู่ 14 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พบว่ายังมีร่องรอยของคราบเลือดผู้ตายอยู่บริเวณหน้าร้าน ห่างจากตัวร้านประมาณ 1 เมตร

หน้าร้านข้าวต้ม จุดเกิดเหตุ

นายเดชา โพธิจักร เจ้าของร้านข้าวต้ม เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุกลุ่มผู้ตายประมาณ 10 คน เมาสุรามานั่งกินข้าวต้มที่ร้านตนได้ประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อย พร้อมจะแยกย้าย แต่จังหวะที่กลุ่มของนายวารุต กำลังจะแยกย้ายนั้น ตนสังเกตเห็นชายวัยรุ่นประมาณ 5 คน เดินมาหน้าร้านของตน โดยมี 4 คนยืนอยู่หน้าร้าน และมี 1 คน เดินเข้าไปในร้านเหมือนจะสั่งกับข้าว แต่ยังไม่ทันได้สั่ง ก็เดินกลับออกมาหาเพื่อนอีก 4 คน จากนั้นทั้งหมดก็เดินออกไปข้างร้าน

นายเดชา โพธิจักร เจ้าของร้านข้าวต้ม

ส่วนฝั่งนายวารุต ผู้ตาย กำลังจะขึ้นรถจักรยานยนต์กลับ หลังจากนั้น ตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้นสนั่นร้านประมาณ 10 นัด คาดว่า อาจจะเป็นคนที่เดินเข้าไปสั่งอาหารในร้านเป็นคนยิง ขณะเสียงปืนดังขึ้นตัวเองหาที่หลบ เพราะกลัวว่าจะถูกลูกหลง จากนั้นจึงพบว่า นายวารุตนอนเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่หน้าร้าน โดยดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนคิดว่าน่าจะมีปัญหากันมาจากที่อื่น ก่อนเกิดเหตุยิงกันเกิดขึ้นที่บริเวณร้านของตน

นางนชิชา สว่างนวล ภรรยาของผู้ตาย

นางนชิชา สว่างนวล ภรรยาของผู้ตาย ซึ่งมีลูกชายด้วยกัน 2 คน เล่าว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 13.00 น. มีเพื่อนของสามีตนมารับสามีไป ซึ่งตัวสามีเองก็ไม่ได้พูดอะไรกับตนก่อนที่จะออกไป จากนั้นเวลาประมาณ 16.00 น. ตนก็โทรศัพท์ไปถามสามีว่าอยู่ไหน สามีบอกว่าอยู่กับเพื่อน จากนั้น 19.00 น. ก็โทรไปตามอีกรอบ ซึ่งสามีบอกว่ายังอยู่กับเพื่อน จากนั้นตนจึงไม่ได้โทรตามอีก มารู้อีกทีว่าสามีเสียชีวิตแล้ว โดยมีเพื่อนของสามีตนขี่รถจักรยานยนต์มาบอก ครั้งแรกที่รู้ว่าสามีเสียชีวิต เหมือนโดนโกหก ส่วนตัวตนก็ไม่เชื่อว่าสามีเสียชีวิต ซึ่งเวลาประมาณ 00.20 น. บ้านล็อกอยู่ ตนปีนกำแพงออกจากบ้าน เพื่อที่จะไปดูว่าสามีเสียชีวิตจริงหรือไม่ เมื่อไปถึงก็พบว่าเป็นเรื่องจริง

นายวารุต ทิมประทุม ผู้เสียชีวิต

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผิดปกติ เพราะปกติแล้วสามีจะเข้าบ้านไม่เกิน 19.00 น. แต่วันเกิดเหตุ โทรไปครั้งล่าสุด 19.00 น. ก็ยังไม่เข้าบ้าน และตนไม่ทราบว่าสามีจะไปงานวันเกิดเพื่อน หลังจากเกิดเรื่อง มีเพื่อนของสามีตนมาเล่าให้ฟังว่ากลุ่มสามีตนเจอวัยรุ่นชายประมาณ 5 คน แล้วมองหน้ากัน จากนั้นก็บอกว่ามีปัญหากัน ซึ่งตนยังฝากบอกคนร้ายด้วยว่า อยากให้รู้ว่ามีลูก ถ้าทำแบบนี้แล้วลูกจะอยู่อย่างไร

ส่วนเพื่อนที่ไปด้วยกันวันเกิดเหตุ ไม่เคยมีใครมางานศพเลยแม้แต่คนเดียว ติดต่อไม่ได้ โทรไปไม่รับสาย ไม่รู้เพราะสาเหตุใด ตนอยากให้เพื่อนไปหาสามีตนที่สุเหร่าบ้าง เพราะตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าวิญญาณอยู่ที่ใด

ส่วนลักษณะนิสัยผู้ตาย เป็นคนที่รักลูกรักเมีย จริงจังกับงาน ไม่เคยไปหาเรื่องใครก่อน และก่อนหน้าที่จะเสียชีวิต ก็พูดกับตนว่าจะพาลูกไปสมัครเรียน และจะพาลูกไปเที่ยววันลอยกระทงที่จะถึงนี้ด้วย เขาทำหน้าที่พ่อได้ดีมาก

นายแหลม (นามสมมติ) พ่อของผู้ต้องหา

ด้าน นายแหลม (นามสมมติ) พ่อของผู้ต้องหา เปิดใจว่า วันเกิดเหตุ ลูกตนไม่ได้บอกว่าจะออกไปไหน ซึ่งปกติตอนกลางคืน ลูกก็ไม่ออกไปเที่ยวบ่อย ส่วนมากจะนั่งกินเหล้ากันอยู่หน้าบ้าน และก่อนหน้านี้ ก็ไม่เคยมีปัญหากับใคร และไม่เคยมีคดีติดตัวด้วย

นายแหลม กล่าวว่า หลังจากที่ทราบเรื่อง ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และช็อกมาก เพราะเช้าวันที่ 14 พ.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาตรวจค้นบ้าน ตนก็ยังงง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกกับตนว่าลูกชายได้ไปยิงคนเจ็บและเสียชีวิต จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เชิญตัวไปโรงพัก ตนก็ไป ส่วนปืนที่ลูกตนยิงนั้นไม่ใช่ปืนที่ตำรวจขอไปตรวจสอบ และตนก็ไม่ทราบว่าลูกไปเอาปืนมาจากที่ใด

ส่วนสภาพจิตใจตอนนี้ย่ำแย่มาก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ กินข้าวก็ติดตอ ต้องผสมข้าวกับน้ำเปล่ากิน จิตใจตอนนี้ห่อเหี่ยวไม่มีแรง ติดต่อลูกก็ไม่ได้ ตนก็อยากให้ลูกติดต่อมา แล้วตนก็จะพาลูกเข้ามอบตัว ตนก็บอกกับตำรวจว่าถ้าเจอลูก จะพาเข้ามอบตัว ทั้งนี้ นิสัยของลูกเป็นคนร่าเริง เป็นเด็กนิสัยดี ไม่เคยมีพฤติกรรมแบบนี้มาก่อน ตนเชื่อว่าที่ลูกตนตัดสินใจทำลงไปต้องมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ลูกคงทำเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง

keyboard_arrow_up