เปิดหน้าชน ภารโรงปัดข่มขืนเด็ก 16 จนคลอด ลุ้นผล DNA ฟ้องกลับ – ฝ่ายเด็กแฉซ้ำ มีดจี้คอขู่ฆ่า (คลิป)

จากกรณีพ่อของน้องโฟ อายุ 16 ปี เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปลายพระยา ว่าลูกสาวถูกข่มขืนและตั้งครรภ์ จนขณะนี้ได้คลอดลูกออกมาแล้วเมื่อวันที่ 29 ส.ค.61 โดยก่อนหน้านี้ พี่สาวของเด็กหญิงวัย 16 ปี ได้พบเห็นว่าน้องซึ่งป่วยเป็นออทิสติก มีลักษณะคล้ายคนท้อง จึงได้สอบถามกระทั่งน้องสาวยอมบอกว่าถูกนักการภารโรงของโรงเรียนแห่งหนึ่งข่มขืน ภายในห้องน้ำหลังอาคารเรียน ตั้งแต่เดือนธ.ค. 60 ที่ผ่านมา เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการตรวจดีเอ็นเอผู้ที่คาดว่าเกี่ยวข้อง และเก็บหลักฐานไปตรวจพิสูจน์แล้ว

นางกัลยา ปฏิพัฒน์ แม่ของผู้เสียหาย

วันที่ 14 พ.ย. 61 นางกัลยา ปฏิพัฒน์ แม่ของผู้เสียหาย ระบุว่า น้องโฟเรียนจบมาได้แล้วหลายปี แต่ก็ยังชอบไปเดินเล่นที่โรงเรียนบ่อย ๆ ตอนเกิดเหตุ ตนมาสังเกตเห็นลูกท้องโตขึ้น จึงถามว่าท้องหรือไม่ น้องก็ปฏิเสธ ตนก็สังเกตเห็นลูกสาวมีอาการแพ้ท้อง ชอบกินส้มเป็นพิเศษ กินทุกวัน จนกระทั่งพี่สาวกับพี่เขยถามจนรู้ว่าลูกสาวถูกข่มขืนมา โดยตอนที่ทราบเรื่อง ครอบครัวจึงได้ปรึกษาแพทย์ เพื่อขอให้เอาเด็กออก แต่แพทย์ระบุว่ามีความเสี่ยงสูง เพราะน้องตั้งครรภ์ได้ 7 เดือนแล้ว จึงอยากให้คลอดด้วยธรรมชาติ

สำหรับนายสุชาติ ภารโรงที่ถูกอ้างว่าเป็นคนข่มขืนนั้น ตนเองไม่เคยคลุกคลีกันมาก่อน เพียงแค่เห็นกันผ่าน ๆ ส่วนที่เขาจะปฏิเสธว่าไม่ใช่คนก่อเหตุก็แล้วแต่เขา ซึ่งตนจะไม่ยอม ตนจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แล้วตนก็เชื่อว่าเขาเป็นคนก่อเหตุ เพราะตนไม่เคยเห็นลูกสาวคบหากับใครมาก่อน

ภาพจำลองเหตุการณ์ ตามคำอ้างของญาติน้องโฟ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจดีเอ็นเอของคนในครอบครัวไปด้วย รวมถึงตรวจของนายสุชาติไปแล้ว ตนไม่เชื่อว่าจะเป็นคนอื่นนอกจากนายสุชาติ เพราะเขาเป็นคนลักพาตัวน้องบังคับไปข่มขืนในห้องน้ำด้วยการรัดคอ แล้วเอามีดจี้จากในห้องพักครู ซึ่งตนเชื่อว่าเขาน่าจะก่อเหตุเป็นสิบครั้ง เพราะการกระทำครั้งเดียวไม่น่าจะท้องได้ ทั้งนี้ นายสุชาติยังข่มขู่น้องว่าห้ามบอกพ่อแม่ หากบอกพ่อแม่จะฆ่าน้องให้ตาย ทำให้น้องปิดบังคนในครอบครัวมาตลอด เพราะกลัวว่าจะถูกอีกฝ่ายทำร้ายร่างกาย

นางกัลยา ยืนยันว่า ลูกสาวตนป่วยคล้ายกับคนเป็นโรคออทิสติกจริง เรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง และเขาอาจไม่ได้ทันระวังตัว ทำให้อีกฝ่ายเอามีดจี้พาไปข่มขืน ส่วนตัวยอมรับว่าโกรธ ตนไม่ยอมและไม่อยากได้เงินคนที่ทำผิด แต่ตนต้องการดำเนินคดีอีกฝ่ายอย่างถึงที่สุด ขณะนี้ลูกสาวตนก็ยังอยู่ในอาการไม่ค่อยกล้าพูดกับตำรวจมากนัก แต่ตนและครอบครัวก็พยายามบอกให้น้องพูดให้หมด เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นร้ายแรงมาก

นายสุเมธ ยศสง พี่เขยผู้เสียหาย

นายสุเมธ ยศสง หรือ หนึ่ง พี่เขยของผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนให้เจ้าหน้าที่ตรวจดีเอ็นเอไปแล้ว คาดว่าสิ้นเดือนนี้จะได้ผลตรวจว่าใครเป็นคนก่อเหตุ แต่โดยส่วนตัว ตนไม่เชื่อว่าคนในครอบครัวเป็นคนก่อเหตุ แล้วตนก็มั่นใจว่านายสุชาติเป็นคนทำ ตนจึงไม่มีความกลัวว่าผลดีเอ็นเอจะออกมาเป็นตน เพราะตนไม่ใช่คนก่อเหตุ

ส่วนแฟนน้องสะใภ้ก่อนหน้านี้นั้น ตนคิดว่าเลิกรากันไปนานแล้ว ซึ่งอดีตแฟนน้องก็ต้องไปตรวจดีเอ็นเอเช่นเดียวกัน สำหรับตัวนายสุชาติ ตนไม่เคยเห็นเขามายุ่งเกี่ยว ซึ่งภายหลังตนทราบจากน้องสะใภ้ว่า ถูกนายสุชาติข่มขู่ไปกระทำชำเราในห้องน้ำหลังโรงเรียน โดยไม่ได้บอกว่าโดนกระทำชำเรากี่ครั้ง ทั้งนี้ ตนยอมรับว่าก็รู้สึกโกรธ แต่ก็คงไม่ไปทำอะไรเขา ขอให้เป็นไปตามรูปคดี หากเขาจะอ้างว่าน้องตนโกหก ตนเองก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ และหากผลดีเอ็นเอออกมาว่าไม่ใช่เขาจริง ตนก็ต้องหาคนมารับผิดชอบให้ได้

ห้องน้ำของโรงเรียน ที่คาดการณ์ว่าเป็นที่เกิดเหตุ

ต่อมา ทีมข่าวเดินทางมาที่โรงเรียนที่เกิดเหตุ เป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก ตั้งอยู่ภายในชุมชนหมู่บ้าน บ้านบางโสก โดยโรงเรียนมีขนาดอาคารชั้นเดียว เด็กในโรงเรียนมีตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 จากการประเมิน คาดว่ามีนักเรียนเพียง 50-60 คนเท่านั้น ส่วนคุณครูภายในโรงเรียนมีเพียง 4 ท่าน ที่กำลังสอนอยู่

ทีมข่าวเดินตรวจสอบห้องน้ำ ที่เป็นจุดที่น้องโฟ ระบุว่าถูกข่มขืนกระทำชำเรา พบว่าห้องน้ำดังกล่าวอยู่ด้านหลังอาคารเรียน ห่างจากอาคารเรียนเพียง 30 เมตร เป็นห้องน้ำรวม มี 4 ห้อง ขนาดประมาณห้องละ 1 x 1 เมตร โดยจุดนี้ด้านหลังเป็นพื้นที่ป่า ตอนกลางคืนคาดว่าค่อนข้างเงียบ โดยมีไฟส่องสว่างเพียงเล็กน้อย และไม่พบกล้องวงจรปิดแต่อย่างใด หากจากห้องน้ำไปอีกประมาณ 40 เมตร จะพบว่ามีอาคารโรงอาหารอยู่ใกล้กัน

นายสุชาติ กาญจนคลอด ภารโรงของโรงเรียน ผู้ถูกกล่าวหา

ด้าน นายสุชาติ กาญจนคลอด นักการภารโรงของโรงเรียน ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำชำเราข่มขืนเด็กสาววัย 16 ปี เปิดใจว่า ตนไม่ทราบว่า เหตุใดจึงถูกกล่าวหาเช่นนั้น โดยเมื่อช่วงเดือนส.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตนให้ไปสอบปากคำที่โรงพัก พร้อมกับบอกว่า ตนข่มขืนกระทำชำเราเด็ก ขณะนั้นตนเห็นว่าพ่อของเด็ก และเด็กผู้เสียหาย รวมถึงพี่สาวของเด็กผู้เสียหาย อยู่ภายในห้องสอบปากคำด้วย ตนจึงหันไปถามว่า “ทำไมถึงมาแจ้งจับกูอย่างนี้ กูเคยมีอะไรเสียหายไหม กูเคยพูดจาอะไรด้วยไหม” เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแยกห้องสอบปากคำ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถามตนว่า ตนเคยไปไหนมาไหนคนเดียวหรือไม่ ตนจึงตอบไปว่า ไม่เคย เพราะตนเป็นคนติดเพื่อน อยู่กับภรรยาและเพื่อนตลอด ไปไหนก็ไปด้วยกัน

นายสุชาติ เล่าต่อว่า น้องโฟเคยเรียนในโรงเรียนที่ตนทำงานเป็นภารโรงอยู่ แต่ตนก็ไม่เคยพูดคุยหรือไปคลุกคลีด้วย ภายหลังจากนั้น น้องโฟเรียนจบ ป.6 ก็ได้ย้ายออกไป และเมื่อสมัยเกือบ 30 ปีก่อน ตนย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านใหม่ ๆ ทำให้รู้จักกับพ่อของน้องโฟ จากนั้นจึงชักชวนกันไปทำงานตกปลาด้วยกัน แต่ตนสังเกตว่าพ่อน้องโฟเป็นคนชอบดื่มสุรา ขี้เมา ชอบพูดจาโวยวายเวลาเมาเหล้า ตนจึงเลิกคบไป หลังจากนั้นก็ไม่ได้พูดคุยกันอีก ทั้งนี้ ตั้งแต่ตนถูกแจ้งความกล่าวหาจากอีกฝ่าย ตนก็ไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกับครอบครัวของน้องโฟเลย แม้บ้านจะอยู่ใกล้กันก็ตาม

สำหรับกรณีที่ข่าวออกว่าน้องโฟมีอาการป่วยเป็นโรคออทิสติกนั้น ตนเองไม่เชื่อ และคิดว่าเขาเก่ง ฉลาดเสียด้วยซ้ำ เพราะสามารถแต่งเรื่องเป็นนิยาย พูดจากลับไปกลับมา แล้วก็โกหกเก่ง ปั้นน้ำเป็นตัวตั้งแต่เด็ก ซึ่งเวลาว่าง เขากับแม่ก็จะชอบมานอนเล่นใกล้บ้านตน

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า เมื่อวานก็มีเจ้าหน้าที่มาตรวจร่างกายเด็ก อีกทั้งวันนี้เจ้าหน้าที่จากสหวิชาชีพก็ได้เชิญครอบครัวเด็กไปสอบปากคำเพิ่มเติม แต่ตนเองก็ไม่รู้สึกกังวล เพราะตนมั่นใจว่าตัวเองไม่ผิด ตนไม่รู้เรื่อง แล้วหากพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ผิด ก็ขอให้อีกฝ่ายระวังไว้ด้วย ตนฟ้องกลับแน่นอน ในฐานะที่ทำลายชื่อเสียงตน ทำให้โรงเรียนเสียหาย แล้วลูกหลานตนที่ทำงานราชการต้องเสียหายด้วย ซึ่งหากจะมาขอโทษภายหลัง ตนก็ไม่ให้อภัยเด็ดขาด เนื่องจากตระกูลของตนเป็นตระกูลใหญ่

นอกจากนี้ การที่อีกฝ่ายให้สัมภาษณ์ในทำนองว่าต้องการให้ตนรับผิดชอบและอยากได้เงินมาซื้อนมเลี้ยงหลานนั้น ตนเชื่อได้อย่างเดียวว่า เขาต้องการเงินแน่นอน แต่ตนไม่ได้ทำผิด ทำไมตนต้องไปจ่ายเงินช่วยเหลือด้วย

อย่างไรก็ตาม ตนได้ตรวจดีเอ็นเอไปหมดแล้วเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 61 แม้ว่าอีกฝ่ายจะมั่นใจเรื่องดีเอ็นเอว่าตนเป็นคนก่อเหตุ แต่ตนก็ยังยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ และไม่เคยรู้สึกเครียด ใครถามเรื่องนี้ตนก็ยินดีตอบ อีกทั้ง น้องโฟยังอ้างว่าถูกข่มขืนช่วงแข่งขันกีฬา อบต. ซึ่งการแข่งขันกีฬาจัดขึ้นเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ตนจึงคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะในช่วงเดือนนั้น ตนก็ไปรับจ้างทำงานอยู่ที่จังหวัดอื่น ไม่ได้อยู่บ้าน ฉะนั้นตนจะไปก่อเหตุได้อย่างไร

นายไข่ (นามสมมติ) เพื่อนผู้เสียหาย ผู้ถูกกล่าวหา

นอกจากนี้ นายไข่ (นามสมมติ) อายุ 15 ปี ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นอดีตแฟนหนุ่มของน้องโฟ เปิดเผยว่า ตนเรียนหนังสือห้องเดียวกับน้องโฟตอนชั้นประถมศึกษา แต่เมื่อขึ้น ม.1 ก็แยกย้ายกัน ตนไปเรียนที่อื่น สำหรับนิสัยใจคอของน้องโฟ เป็นคนชอบพูดล้อเพื่อน แล้วก็พูดเยอะ พูดมั่ว ๆ พูดไม่ค่อยถูก ตนเองยอมรับว่าน้องโฟเคยเข้ามาพยายามคุยกับตน แต่ตนก็ไม่เคยเข้าใกล้ และตนยืนยันว่าไม่เคยคบหากัน

ส่วนเรื่องที่ตั้งครรภ์ ตนเองไม่ทราบมาก่อน และไม่ได้สังเกตว่าเขาท้อง เพราะตนไม่เคยคุยกับเขา ตนไม่เคยไปมั่วหรือยุ่งกับเขา ซึ่งการที่ตนต้องตรวจดีเอ็นเอ ตนก็ไม่รู้ว่าทำไมตนต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ตอนนี้ยอมรับว่ารู้สึกเครียด เพราะเมื่อวานก็ไปสอบปากคำแล้ว ส่วนใครจะเป็นพ่อของเด็ก ตนก็ไม่ทราบ แต่หากถามว่านายสุชาติ ลุงภารโรง เป็นคนก่อเหตุหรือไม่นั้น ตนคิดว่าไม่ใช่

นางแวว (นามสมมติ) แม่ของนายไข่ ผู้ถูกกล่าวหา

ขณะที่ นางแวว (นามสมมติ) แม่ของนายไข่ ระบุว่า ตนเองมาทราบเรื่องน้องโฟท้อง ช่วงเดือนส.ค. ใกล้จะคลอดแล้ว แต่ระหว่างที่เขาตั้งครรภ์นั้น ตนไม่ทราบมาก่อน โดยช่วงระหว่างเดือนส.ค. จนถึงพ.ย. ตนไม่รู้ว่าเขามีการพูดถึงลูกตนว่าเกี่ยวข้องในคดีด้วย เพิ่งมาทราบตอนเจ้าหน้าที่ตำรวจมาหาลูกชายตนถึงที่บ้านเมื่อวานนี้

ที่ผ่านมา ตนไม่รู้ว่าลูกชายเคยคบหากับฝ่ายหญิง ทราบเพียงว่าเขาเป็นเพื่อนห้องเดียวกัน เรียน ป.1 ด้วยกัน เพราะน้องโฟเรียนซ้ำชั้น ทำให้เรียนมาด้วยกันจนจบชั้น ป.6 ทั้งนี้ ลูกชายตนไม่เคยไปจีบอีกฝ่าย เบอร์โทรก็ไม่มี อีกทั้งลูกชายตนก็ไม่เคยไปบ้านของฝ่ายหญิง ตนจึงยืนยันได้ว่าลูกชายไม่เคยคบหากับน้องโฟ

นางแวว กล่าวต่อว่า เมื่อวาน (13 พ.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบถามและขอให้ตรวจดีเอ็นเอ ตอนแรกตนก็จะไม่ให้ลูกชายตรวจ เพราะลูกตนไม่เกี่ยวข้อง แต่ตำรวจบอกว่า หากไม่ตรวจจะส่งหมายเรียกมาที่บ้าน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ตนจึงยอมให้ลูกตรวจดีเอ็นเอ ส่วนกรณีเรื่องลุงภารโรงสุชาติ จะเป็นคนก่อเหตุจริงหรือไม่นั้น ตนไม่รู้ และไม่ขอตอบว่าเป็นไปได้หรือไม่ เพราะถือว่าเป็นเรื่องของเขา ตนไม่ขอยุ่ง

นอกจากนี้ กลุ่มเพื่อนที่โรงเรียน ชอบล้อลูกชายตนว่าเป็นแฟนกับน้องผู้เสียหาย จึงเป็นเหตุให้เขาอาจจะเข้าใจไปเองว่าลูกชายตนคบหาด้วย ซึ่งลูกชายตนมักถูกเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านล้อเล่นด้วยบ่อยครั้ง ทั้งนี้ ตนยังขอยืนยันว่า ลูกตนไม่เคยไปเที่ยวบ้านอีกฝ่าย

keyboard_arrow_up