เปิดวินาทีผัวมือราดน้ำกรดหนี ลูกพยุงส่งรพ. – หมอพาพิสูจน์ห้องฉุกเฉิน ยันผู้ตายยังไม่วิกฤติ (คลิป)

จากกรณี วันที่ 9 พ.ย. 61 นางช่อลัดดา ทาระวัน ผู้เสียชีวิต ถูกสามีใหม่ราดน้ำกรดใส่ ก่อนหลบหนี ด.ญ.เตเต้ ลูกสาววัย 12 ปี รีบพาแม่ส่งโรงพยาบาลพระราม2 กลับถูกปฏิเสธไม่รักษาให้ สุดท้ายแม่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิต ส่วนสามียังหลบหนี ญาติร้องขอความเป็นธรรมจากโรงพยาบาลพระราม 2

ครอบครัวผู้เสียชีวิตเดินทางมาที่ รพ.พระราม 2 พร้อมกับนายอัจฉริยะ

วันที่ 11 พ.ย. 61 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมด้วยครอบครัวของ นางช่อลัดดา ทาระวัน ผู้เสียชีวิต เดินทางมาที่โรงพยาบาลโดยนำศพของผู้ตาย ใส่โลงวางไว้หน้าโรงพยาบาล เมื่อศพถูกเคลื่อนย้ายมาถึง ครอบครัวโดยเฉพาะ ด.ญ.เตเต้ ร้องไห้กอดญาติ ๆ ด้วยความเสียใจ

ด.ญ.เตเต้ อายุ 12 ปี ลูกสาวที่อยู่กับมารดาในวันเกิดเหตุ

ด้าน ด.ญ.เตเต้ อายุ 12 ปี ลูกสาวที่อยู่กับมารดาในวันเกิดเหตุ และเป็นผู้ที่พาแม่มาโรงพยาบาล เปิดเผยวว่า ช่วงเวลาประมาณ 05.00 น. ตนตื่นมาเพราะแสบผิวหนัง พร้อมเห็นแม่วิ่งไปมาในบ้าน เหมือนปวดแสบร้อนที่แผลที่ถูกโดนที่ขา ตนตกใจ ก็ถามแม่ว่าเป็นอะไร แม่ไม่ตอบ บอกเพียงให้ไปหาหมอ

ระหว่างทางตนโทรศัพท์หายาย ปรากฎว่าแม่บอกว่าถูกน้ำร้อนสาด โดยมีลุงหมู พ่อเลี้ยง เป็นคนก่อเหตุ เมื่อขึ้นแท็กซี่ ก็แจ้งให้ไปส่งที่โรงพยาบาลบางมด แต่แท็กซี่แนะนำให้ไปโรงพยาบาลพระราม 2 เพราะอยู่ใกล้กว่า จึงตัดสินใจไปตามคำแนะนำ เมื่อถึงโรงพยาบาลแม่ก็วิ่งขึ้นไป ตะโกนร้องเรียกหาหมอ ตนเห็นหน้าแม่เหมือนเปื่อยยุ่ย จึงเกิดความกลัวจึงออกมานอกห้องฉุกเฉิน จากนั้นมีพยาบาลแจ้งตนว่า แม่มีสิทธิ์การรักษาอยู่โรงพยาบาลบางมด ให้ตนพาแม่ไปรักษาที่โรงพยาบาลบางมดได้หรือไม่ ให้นั่งแท็กซี่ไป พยาบาลให้เงินตนมา 40 บาท ตนก็ทำตามที่บอก

ภาพจำลองเหตุการณ์ ขณะนางช่อลัดดาถูกทำร้าย
ภาพจำลองเหตุการณ์ ขณะนางช่อลัดดาและด.ญ.เตเต้ ไปโรงพยาบาล

จากนั้น พยาบาลจึงอุ้มแม่ตนขึ้นเตียง พร้อมเรียกแท็กซี่ให้ นอกจากนี้ ยังถามแม่ของตนว่าเดินไหวหรือไม่ แม่ตนก็ส่ายหัว พยาบาลจึงช่วยกันพยุงแม่ตนขึ้นรถ แต่แม่ก็ทรุดเข่าลงกับพื้น พยาบาลก็ส่งตนขึ้นรถแท็กซี่ออกเดินทาง ระหว่างทางที่เดินทาง แม่ตนดิ้นด้วยความทรมาน มีช่วงหนึ่งแม่ตนมือตกลงไป และแน่นิ่งไป ตอนนั้นใจหาย พยายามเรียกแต่แม่ก็ไม่ตอบบอกเพียงว่าทรมาน

เมื่อถึงโรงพยาบาลบางมด เจ้าหน้าที่อุ้มตัวแม่ตนออกจากรถเข้าไปห้องฉุกเฉิน ตนรออยู่ด้านหน้า จากนั้นตนถูกเรียกเข้าไปทำแผลในห้องฉุกเฉิน ขณะนั้นตนได้ยินเสียงพยาบาลเรียกแม่ตนหลายรอบ แต่แม่ไม่ตอบ ไม่มีการตอบโต้ ตนจึงออกไปหน้าห้องฉุกเฉิน

นายคำตัน สิงหนาท สามีผู้ตาย ผู้ก่อเหตุ

ด.ญ.เตเต้ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนไม่ได้ร้องขอโรงพยาบาลพระราม 2 ให้รักษาแม่ต่อ แต่ตนก็ทำตามคำแนะนำ ถึงแม้ในใจอยากจะให้รักษาที่นี่ก็ตาม ยืนยันว่าแม่ตนบอกกับเจ้าหน้าที่พยาบาลโรงพยาบาลพระราม 2 ว่าไม่ไหวแล้ว แม่ทรุดลง ส่วนตัวเป็นเด็ก ตนตัดสินใจอะไรไม่ถูก ก่อนเกิดเรื่องผู้ก่อเหตุที่เป็นพ่อเลี้ยง ยังคงอยู่ที่ห้องปกติ อาศัยอยู่ด้วยกัน แต่เมื่อตื่นมาก็ไม่เจอกันแล้ว คาดว่าอาจหลบหนีไปแล้ว

จากนั้นนายอัจฉริยะ พร้อมครอบครัว เดินทางเข้าไปในโรงพยาบาล เพื่อเจรจากับผู้บริหารของโรงพยาบาลพระราม 2 ซึ่งการพูดคุยดังกล่าว เป็นการเผชิญหน้าโดยมีสื่อมวลชนบันทึกภาพเป็นสักขีพยาน ในช่วงแรกเป็นการชี้แจงเห็นการณ์ที่เกิดขึ้น

บรรยากาศการพูดคุยระหว่างนายอัจฉริยะ ญาติผู้เสียหาย และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพระราม 2

โดย นายอัจฉริยะ เล่าเรื่องราวที่เป็นข้อสงสัยของครอบครัวผู้ตาย ถึงการทำงานของโรงพยาบาลที่ปล่อยให้คนไข้วิกฤติออกจากโรงพยาบาล คล้ายเป็นการผลักความรับผิดชอบ พร้อมระบุว่าจะดำเนินการตรวจสอบโรงพยาบาล

จากนั้น นพ.พีระ คณานุวัฒน์ ที่ปรึกษาแพทย์ฉุกเฉินของโรงพยาบาล ชี้แจงว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน โดยโรงพยาบาลวัดชีพจร ทุกอย่างปกติ จากการสอบถามผู้ป่วยยังให้ข้อมูลได้ พูดคุยรู้เรื่อง อีกทั้งพยาบาลยังเห็นผู้ป่วยเดินเองได้ จึงให้เดินไปล้างแผลออก เนื่องจากคนไข้ใช้ยาสีฟันทางแผลมาก่อน จึงถือว่าผู้ป่วยไม่ได้วิกฤติ และมีการส่งตัวให้ไปรักษาตามโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยมีสิทธิ์การรักษา

นายอัจฉริยะ สอบถามว่า การที่ผู้ป่วยถูกน้ำกรดสาดมา และปวดแสบปวดร้อนเช่นนี้ ไม่ถือว่าฉุกเฉินอีกหรือ พร้อมท้าให้เปิดวงจรปิดต่อหน้าสื่อมวลชน และให้เรียกพยาบาลคนที่ส่งผู้ป่วยขึ้นแท็กซี่มาสอบถาม เนื่องจากฝ่ายครอบครัวยืนยันผู้ป่วยอาการแย่ ลุกเดินไม่ไหว ตั้งแต่อยู่ที่โรงพยาบาลพระราม 2

นพ.พีระ ชี้แจงต่อว่า ระบุว่าผู้ป่วยสามารถเข้ามาที่โรงพยาบาลได้เอง ด้วยการวิ่งจากด้านหน้าโรงพยาบาลเข้าประตูหลังของห้องฉุกเฉิน สภาพของผู้ป่วยเต็มไปด้วยยาสีฟันพอกตามตัว เจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉินให้ไปล้างหน้าออกเพื่อตรวจแผล ตามบันทึกการตรวจผู้ป่วย ระบุว่าเห็นร่องรอยตามร่างกาย ใบหน้าของผู้ป่วย มีรอยแดง ตาข้างหนึ่งไม่สามารถลืมขึ้นได้ ระบุว่าถูกน้ำกรดสาดมา แต่ไม่ได้ระบุว่ามีการกรอกปาก อีกทั้งผู้ป่วยยังสามารถพูดคุยและลุกเดินช่วยเหลือตัวเองได้ ส่วนความดัน และสัญญาณชีพปกติ ร่างกายไม่มีไข้ เมื่อดูตามระเบียบผู้ป่วยฉุกเฉินแล้ว ผู้ป่วยจึงไม่เข้าข่ายเป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน เมื่อตรวจสอบสิทธิ์การรักษาพบว่าผู้ป่วยมิสิทธิ์รักษาประกันสังคมที่โรงพยาบาลบางมด จึงเข้าไปสอบถามผู้ป่วยเรื่องสิทธิ์การรักษา ก่อนจะแนะนำให้ผู้ป่วยนั่งแท็กซี่ไปที่โรงพยาบานบางมดเอง ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมาก

ซึ่ง นพ.พีระ ยืนยันว่า ทราบจากคนไข้ถูกน้ำกรดราดใส่ขณะหลับอยู่ แต่กรอกปากไม่ทราบ เนื่องจากยังพบว่าให้ข้อมูลได้ตามปกติ โรงพยาบาลมีวงจรปิด และไม่สามารถเปิดให้ดูตรงนี้ได้ แต่โรงพยาบาลมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ท่าข้ามทั้งหมดแล้ว

การปะทะคารมระหว่าง นพ.พีระ และนายอัจฉริยะ

จากนั้น ก็เกิดการโต้เถียงกันเกิดขึ้น โดย นพ.พีระ ระบุว่า ผู้ป่วยเดินเข้ามาทางด้านหน้าโรงพยาบาล แต่ ด.ญ.เตเต้ ยืนยันว่า แม่ตัวเองอาการทรุดหนักแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่พยาบาลยังอุ้มแม่ตนขึ้นแท็กซี่ส่งไปอีกโรงพยาบาล ทำให้ฝ่ายครอบครัวผู้เสียชีวิตไม่พอใจ ที่ทางโรงพยาบาลชี้แจงกลับไปกลับมา และทางโรงพยาบาลมีการทุบโต๊ะเกิดขึ้น ก่อนทั้ง 2 ฝ่ายจะชี้หน้าใส่กัน ต่างฝ่ายใช้อารมณ์ ทางโรงพยาบาลก็พยายามอธิบายกับสื่อมวลชน เนื่องจากการพูดคุยไม่สามารถเจรจากันต่อไปได้

ด.ญ.เตเต้ มีอาการคล้ายเป็นลม

ระหว่างต่างฝ่ายทะเลาะกัน ด.ญ.เตเต้ นั่งร้องไห้กอดญาติไว้แน่น ด้วยความกลัว ก่อนที่การเจรจาจะจบลง เมื่อ นพ.พีระ ขอจบการเจรจา เนื่องจากไม่สามารถคุยกันได้ และด.ญ.เตเต้ เดินออกจากโรงพยาบาล จากนั้น ด.ญ.เตเต้ ร้องไห้อย่างหนัก ก่อนที่ร่างกายคล้ายจะหมดแรง ต้องให้ญาติพยุงให้เดิน คล้ายจะเป็นลม จังหวะนี้ ด.ญ.เตเต้ ระบุว่า ตนเองกลัว และยืนยันขณะเกิดเหตุ แม่มีอาการทรุดจริง มีการล้มลงกับพื้น เหมือนคนป่วย ที่อาการไม่ไหวแล้ว

พญ.วัลลภา ไชยมโนวงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระราม 2 และ นพ.พีระ

จากนั้น พญ.วัลลภา ไชยมโนวงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระราม 2 และ นพ.พีระ ชี้แจงต่อสื่อมวลชนเพิ่มเติมว่า ยืนยันว่าโรงพยาบาลมีแพทย์ประจำตลอด 24 ชม. วันละ 2 คน ทั้งนี้ โรงพยาบาลมีการตรวจเบื้องต้น ยืนยันว่าผู้ป่วยไม่ได้วิกฤติ และตรวจสอบแล้วผู้ป่วยไม่ได้ตายระหว่างการเดินทาง และสามารถให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาลบางมดได้ และโรงพยาบาลไม่ได้ปฏิเสธการรักษา และไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ แม้ผู้ป่วยจะมีเงินหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากโรงพยาบาลมีหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบค่ารักษาให้ทั้งหมดอยู่แล้ว

นพ.พีระ คณานุวัฒน์ ที่ปรึกษาแพทย์ฉุกเฉินของโรงพยาบาล

ด้าน นพ.พีระ เปิดเผยอีกครั้งว่า ตนได้รับรายงานว่าผู้ป่วย ถูกสาดน้ำกรดมา แต่ยังสามารถโต้ตอบ พูดคุยรู้เรื่อง จึงประเมินให้ผู้ป่วยแอดมิดที่โรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาต่อ โดยการรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการ แต่เมื่อตรวจสอบสิทธิ์ผู้ป่วยพบว่าอยู่โรงพยาบาลบางมด ซึ่งห่างจากโรงพยาบาลพระราม 2 ไปเพียง 2 กิโลเมตร พยาบาลจึงสอบถามคนไข้ ระบุว่ามีความประสงค์จะไปรักษาตามโรงพยาบาลสิทธิ์หรือไม่ เนื่องจากหากรักษาที่นี่จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อีกทั้ง คนไข้ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ว่าจะไปรักษาโรงพยาบาลที่มีสิทธิ์ และโรงพยาบาลไม่สามารถฉีดยาแก้ปวดหรือรักษาได้ เนื่องจากผู้ป่วยต้องไปรับการรักษาที่อื่น เจ้าหน้าที่พยาบาลจึงทำการส่งตัว และแจ้งห้องฉุกเฉินที่ โรงพยาบาลบางมดไว้แล้ว จากนั้นก็เรียกรถแท็กซี่ให้ ซึ่งนอกจากนี้ พยาบาลยังให้เงินเพิ่มไปเป็นค่าแท็กซี่อีก 40 บาท ส่วนที่ต้องให้นั่งแท็กซี่ เนื่องจากเกรงว่าหากรอรถพยาบาลของโรงพยาบาลบางมดมารับ อาจต้องใช้เวลานาน และคนไข้ก็ยินดีไปเองด้วย

อย่างไรก็ตาม นพ.พีระ ระบุว่า อยากให้มองเป็น 2 ด้าน กรณีนี้หากโรงพยาบาลพระราม 2 รักษาผู้ป่วยจนหาย อาจจะถูกกล่าวหาว่าเหตุใดจึงไม่ส่งตัวไปโรงพยาบาลตามสิทธิ์ ทำให้ต้องเสียเงินค่ารักษาก็ได้ แต่กรณีนี้เสียชีวิต ก็จะตั้งคำถามว่าเหตุใดโรงพยาบาลจึงปล่อยผู้ป่วยหนักออกจากโรงพยาบาล ส่วนอาการทรุดลงกับพื้น ตรวจสอบแล้วไม่พบ มีเพียงอาการสะบัดมือขณะนั่งบนรถเข็น อีกทั้งที่เจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉินไม่ทราบว่าผู้ป่วยถูกกรอกน้ำกรดเข้าปากหรือไม่ เนื่องจากผู้ป่วยยังพูดได้ สื่อสารได้ ไม่ได้มีอาการบวมที่ช่องปาก ประกอบกับสัญญานชีพจรก็ปกติ จึงประเมินผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน

ประตูหลังห้องฉุกเฉิน จุดที่ผู้เสียชีวิตวิ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือ

จากนั้น นพ.พีระ พาทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี เก็บภาพภายในห้องฉุกเฉิน พร้อมพาดูทางเข้า-ออก ซึ่งในวันที่ผู้ตายเดินทางมา ใช้ประตูทางเข้าโรงพยาบาล เนื่องจากประตูห้องฉุกเฉินปิด พร้อมวิ่งอ้อมไปเข้าประตูหลังห้องฉุกเฉิน ระยะทางประมาณ 50 เมตร ซึ่งเชื่อได้ว่าผู้ตายรู้จักเส้นทางโรงพยาบาลดี ก่อนจะไปขอความช่วยเหลือในห้องฉุกเฉิน โดยวงจรปิดจับภาพได้ทั้งหมด

บริเวณห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลพระราม 2

จากนั้น เมื่อเข้ารับการรักษาทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน และผู้ป่วยสามารถเดินเข้ามาห้องฉุกเฉินเองได้ เดินไปห้องน้ำ ล้างแผลเองได้ พูดคุยได้ ประกอบกับการตรวจชีพจรปกติ สัญญาณชีพ และสอบถามผู้ป่วยแล้วว่าประสงค์ไปรักษาโรงพยาบาลตามสิทธิ์ จึงมองว่าไม่ผู้ป่วยไม่วิกฤติ ไม่ฉุกเฉิน พร้อมขอความเป็นธรรมให้โรงพยาบาลพระราม 2 ด้วย

หอพักที่เกิดเหตุ ย่านพระราม 2

จากนั้น ทีมข่าวเดินทางมาที่เกิดเหตุ เป็นหอพักไม่มีชื่อ ภายในซอยพระราม 2 ซอย 61 พบหอพักเป็นอาคารสูง 3 ชั้น 2 ตึก ตึกที่เกิดเหตุอยู่ตึกที่ 1 ผู้ตายพักอาศัยที่ชั้น 2 ห้องหมายเลข 6 ซึ่งอยู่ติดกับบันได

นางหนึ่ง (นามสมมติ) ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตึกที่เกิดเหตุ

นางหนึ่ง(นามสมมติ) ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตึกที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ 05.00 น. ตนเองออกมานั่งอาบน้ำ ล้างจานตามปกติทุกวัน เพื่อจะออกไปทำงาน ก่อนเกิดเรื่องตนไม่ได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน รวมถึงไม่มีเสียงใด ๆ ออกมาจากห้องที่เกิดเหตุ ตนได้ยินเสียงคนวิ่งลงบันได จากชั้น 2 ของตึกที่เกิดเหตุ ลักษณะคล้ายคนวิ่งหนีด้วยความเร่งรีบ ขณะนั้นตนคิดว่าเป็นคนร้ายหรือโจร ซึ่งตนเห็นคนที่วิ่งลงมาปาวัตถุบางอย่าง ทราบภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเก็บไปว่าเป็นแก้วน้ำของคนตาย ซึ่งขณะที่ตนเห็นแก้วดังกล่าวถูกปามาที่ช่องวางข้างบันได ใกล้จุดที่ตนอาบน้ำนั้น ตนสังเกตว่ามีควันออกมาจากแก้วดังกล่าว

ต่อมา ตนเดินออกไปดูที่หน้าทางเข้าอาคาร ปรากฎว่าไม่พบใคร และจากการสอบถามพ่อตนเองที่อยู่บริเวณนั้น ก็ระบุว่าไม่เห็นใคร แต่เมื่อตนเงยหน้าไปที่ระเบียงชั้น 2 พบลูกชายของนายคำตัน ยืนที่ระเบียงทางเดินหน้าห้อง โดยลูกชายผู้ก่อเหตุบอกตนว่า “ไม่มีไร เป็นเสียงน้า (ผู้ตาย) รีบออกไปโรงพยาบาล เพราะถูกน้ำร้อนลวก” ตนจึงกลับไปทำธุระส่วนตัวต่อ

นางหนึ่ง กล่าวต่อว่า ครอบครัวดังกล่าว อาศัยอยู่ด้วยกัน 4 คน คือ สามี ภรรยา ลูกชาย เป็นลูกติดสามี และลูกสาว เป็นลูกติดภรรยา ที่ผ่านมา ตนสังเกตเห็นสามีภรรยาคู่นี้ทะเลาะกันบ่อย โดยเฉพาะช่วงก่อนหน้านี้ 3-4 เดือน พบว่ามีปากเสียงกันช่วงกลางคืน ส่วนใหญ่สามีจะดุด่าประมาณว่า หากเลิกงานแล้ว ให้ภรรยากลับบ้านทันที ห้ามไปกินเลี้ยงที่ไหน ใครชวนก็ห้ามไป คล้ายว่าหวงภรรยา

นายแทน (นามสมมติ) เจ้าของแท็กซี่ที่ผู้ก่อเหตุเช่าขับ

นายแทน (นามสมมติ) เจ้าของแท็กซี่ที่ผู้ก่อเหตุเช่าขับ ให้ข้อมูลว่า นายคำตัน อาศัยในซอยมานาน 8 ปี ซึ่งเพิ่งมาเช่ารถตนได้ 3 เดือน ขับขี่ไม่มีปัญหา จ่ายเงินตรงเวลา เป็นคนใจเย็น รักษารถ ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นทะเลาะกับใคร เรียกว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง

นายคำตันขับรถกับตนวันที่ 8 พ.ย. 61 เป็นวันสุดท้าย และมาส่งรถคืนช่วง 15.00 น. แต่วันดังกล่าวตนไม่ได้เจอ เนื่องจากนายคำตันนำเงินค่าเช่ามาฝากไว้ที่คนที่บ้านตน ซึ่งตนก็รู้สึกแปลกใจ เนื่องจากปกตินายคำตันจะนำเงินมาให้ด้วยตนเอง กระทั่งทราบข่าวว่า ช่วงเช้าอีกวัน (9 พ.ย.) จึงมาก่อเหตุดังกล่าว

หลังเกิดเรื่องตนไม่ได้เจอ ไม่ได้ติดต่อนายคำตันอีกเลย ตนรู้สึกตกใจมาก เพราะตนไม่เคยเห็นนายคำตันทะเลาะกับภรรยา มีเพียงได้ยินคนในพื้นที่เล่าว่า ช่วงหลังทะเลาะกันบ่อย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาค้นสิ่งของในรถไปแล้ว ซึ่งมีเพียงบัตรติดหน้ารถเท่านั้นที่ผู้ก่อเหตุทิ้งไว้

ภาพจากกล้องวงจรปิด นายคำตัน ผู้ก่อเหตุ กำลังหลบหนี

ทีมข่าวยังพบว่าในซอย มีกล้องวงจรปิดบริเวณตึกที่ห่างจากหอพักที่เกิดเหตุ 100 เมตร เป็นเส้นทางออกปากซอยพระราม 2 ซอย 61 ภายในกล้องวงจรปิด เป็นช่วงเวลา 05.21 น. คนร้ายที่คาดว่า คือ นายคำตัน วิ่งออกไปทางปากซอยอย่างเร่งรีบ สวมเสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น

ภาพจากกล้องวงจรปิด นางช่อลัดดา ทาระวัน ผู้เสียชีวิต และด.ญ.เตเต้ เดินทางไปโรงพยาบาล

จากนั้นผ่านไปประมาณ 3 นาที พบนางช่อลัดดา และด.ญ.เตเต้ เดินจูงมือ กึ่งเดินกึ่งวิ่ง ออกไปที่ปากซอย เพื่อเดินทางไปโรงพยาบาล ก่อนมาเกิดเรื่องปัญหาที่โรงพยาบาลขึ้น

พ.ต.อ.ดร.อภิรัฐ พุ่มกุมาร ผู้กำกับ สน.ท่าข้าม ยืนยันว่า เมื่อเวลา 20.00 น. สามารถจับกุมนายคำตัน สิงหนาท ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุครั้งนี้ โดยสามารถจับกุมได้ที่จังหวัดนครสวรรค์ อยู่ระหว่างการควบคุมตัว และจะมีการแถลงการจับกุม โดย พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. ในวันพรุ่งนี้ (12 พ.ย. 61) เวลา 14.00 น. ที่ สน.ท่าข้าม

keyboard_arrow_up