เปิดใจ เหยื่อ 2 รายรวด ถูกสายเคเบิ้ลหย่อนเกี่ยวคอรถล้ม – “ทรู” โร่รับผิดขอเยียวยา (คลิป)

กรณีเพจเฟซบุ๊ก ข่าวคนนนท์ โพสต์ภาพชายได้รับบาดเจ็บที่คอ พร้อมข้อความระบุว่า เกิดเหตุกับคนขับรถจักรยานยนต์ 2 รายเคราะห์ร้ายถูกสายเคเบิลห้อยต่ำเกี่ยวคอจนรถล้ม โดยผู้ได้รับบาดเจ็บ ระบุข้อความว่า ตนขับรถมอเตอร์ไซค์มา จากนั้นได้มีวินมอเตอร์ไซค์ขี่สวนทางไปแล้วรถเขาก็ล้มลง เมื่อหันไปมองเพียงไม่กี่วินาที ก็มีสายเคเบิ้ลเกี่ยวคอจนตัวเองรถล้มเช่นเดียวกัน เบื้องต้น ทั้งสองคนจึงได้พากันไปแจ้งความที่ สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทั้งสองคนไปตามหาเจ้าของสายเอง ซึ่งผู้เสียหายก็ยังไม่รู้ว่าหน่วยงานใดหรือบริษัทใดต้องออกมารับผิดชอบในเรื่องนี้

สายไฟบริเวณจุดเกิดเหตุ
สายไฟบริเวณจุดเกิดเหตุ

วันนี้ 5 พ.ย. 61 พ.ต.อ.สุรพจน์ รอดบำรุง ผกก.สภ.บางใหญ่ เปิดเผยว่า วันนี้ตนเรียกผู้เสียหายทั้งสองคน มาสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมติดต่อประสานไปยังเจ้าหน้าที่บริษัท ทีโอที เพื่อให้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบสายเคเบิ้ลว่าเป็นของใคร หลังตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จากนั้นจึงประสานไปให้บริษัทส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ โดยบริษัทดังกล่าวยอมรับว่า เป็นสายเคเบิ้ลของบริษัทจริง โดยจะรับผิดชอบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด และเข้าซ่อมบำรุงแก้ไขจุดเกิดเหตุให้สายสื่อสารอยู่ในสภาพเรียบร้อย

ภาพจำลองเหตุการณ์ ขณะที่นายสุรัตน์ และนายเขษมประสบอุบัติเหตุ

โดย นายสุรัตน์ เหลืองอ่อน หรือ นายอู๊ด ผู้บาดเจ็บ ผู้ประกอบอาชีพคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่วินอู่บิ๊กซีเอ็กตร้า สาขาบางใหญ่ เปิดเผยว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ต.ค. เวลาประมาณ 19.00 น. ขณะที่ตนกลับจากรับส่งผู้โดยสารในหมู่บ้านเอื้ออาทร ได้ขับรถผ่านจุดที่เกิดเหตุ พบว่าขณะนั้นมีฝนตกและลมพัดค่อนข้างแรง โดยเส้นทางที่ขับผ่านจุดเกิดเหตุนั้น ไม่ค่อยมีรถขับผ่าน และตนก็ไม่คาดคิดว่าจะมีสายเคเบิ้ลร่วงลงมา เพราะขณะไปส่งผู้โดยสารในเส้นทางเดียวกัน ก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ

นายสุรัตน์ เหลืองอ่อน หรือ นายอู๊ด ผู้บาดเจ็บ

ทั้งนี้ เมื่อตนขับรถจักรยานยนต์กลับผ่านจุดดังกล่าว ปรากฏว่ามีสายมารั้งคอ ทำให้รถตนเสียหลัก รู้สึกตัวอีกทีคือตนตกลงมาจากรถ ส่วนรถจักรยานยนต์ของตนก็ไถลไปอีกทาง ซึ่งไม่นานก็ได้ยินเสียงรถอีกคันล้มตาม

บาดแผลบริเวณลำคอของนายสุรัตน์

นายอู๊ด กล่าวต่อว่า สายเคเบิ้ลที่รั้งคอตนและผู้เสียหายอีกคนเป็นสายเส้นเดียวกัน ซึ่งเมื่อสายเคเบิลเส้นนั้นรั้งคอตน รถอีกคันที่สวนมาก็จะโดนรั้งจากอีกฝั่งด้วยเช่นกัน ทำให้รถทั้งสองคันโดนสายเกี่ยวคอในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยก่อนเกิดเหตุ ตนมองไม่เห็นสายเคเบิ้ลดังกล่าว กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็โดนสายเกี่ยวคอแล้ว แต่สันนิษฐานว่า เนื่องจากลมพัดช่วงฝนตกสายเคเบิ้ลอาจร่วงลงมา

นายเขษม บวรกีรติโรจน์ ผู้บาดเจ็บ

ด้าน นายเขษม บวรกีรติโรจน์ ผู้บาดเจ็บอีกราย ระบุว่า คืนวันเกิดเหตุ ขณะตนขับขี่รถจักรยานยนต์ ได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์รับจ้างล้มลง ขณะนั้นตนคาดว่ารถอาจล้มเพราะฝนตก ถนนลื่น จากนั้นผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที ก็มีสายเคเบิ้ลเกี่ยวพาดคอตน ทำให้รถตนล้มเช่นเดียวกัน

จากนั้น ตนกับนายอู๊ด จึงไปแจ้งความ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปดูจุดเกิดเหตุ ส่วนตนทั้งสองคนก็ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ระบุว่าไม่ได้บาดเจ็บหนัก แต่ต้องนอนพักรักษาตัวเป็นเวลา 10 วัน โดยจะต้องทานยาลดบวม และแก้อักเสบ ซึ่งตอนนี้อาการต่าง ๆ ก็เริ่มดีขึ้นแล้ว แต่ตนกลับรู้สึกว่ามีก้อนล้กษณะคล้ายกับไตแข็ง เกิดขึ้นมาที่คอ ในจุดใกล้กับรอยแผลที่โดนสายเคเบิ้ล

บาดแผลบริเวณลำคอของนายเขษม

ซึ่งหลังวันเกิดเหตุ ตนได้โทรศัพท์ไปสอบถามกับร้อยเวรเจ้าของคดี ซึ่งทางตำรวจบอกว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่ง ไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ต้องให้เจ้าทุกข์ตามหาบริษัทเจ้าของสายเอง กระทั่งวันนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานอีกหลายฝ่ายประสานมาให้ความช่วยเหลือ จึงทราบว่าบริษัทเจ้าของสายเคเบิ้ลเป็นของบริษัทใด

ตนต้องการให้บริษัทที่ดำเนินการทำสายเคเบิ้ลที่อื่น ๆ ช่วยดูแลมากกว่านี้ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากความประมาทของบริษัทสื่อสารที่ติดตั้งไม่รัดกุม อีกทั้งตนอยากให้ทุกบริษัทมีมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด จะได้ไม่เกิดความเดือนร้อนกับคนอื่นอีก

ตัวแทนจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น พูดคุยร่วมกับผู้เสียหาย

โดย ตัวแทนจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เดินทางเข้ามาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้เสียหาย พร้อมระบุว่า เบื้องต้นทางบริษัทน้อมรับความรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด โดยจะให้บริษัทประกันเข้ามาดูแลเรื่องเงินเยียวยา ทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าสินไหมทดแทน ซึ่งทางบริษัทได้นัดแนะให้ผู้เสียหายเข้าไปพูดคุยกับบริษัทประกันของทรูในวันที่ 9 พ.ย. 61

สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น คาดว่าอาจเกิดจากแรงลมตอนฝนตก ทำให้สายสื่อสารเกิดการสะบัดและหล่นลงมา ซึ่งปกติแล้วทุกสายจะมีตัวล็อกอยู่ แต่กรณีนี้ถือเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งทางบริษัทไม่อยากให้เกิดขึ้นและจะพยายามป้องกันเหตุไม่ให้เกิดขึ้นอีก

keyboard_arrow_up