เปิดใจ! “บอย สกล” โต้ลวงโลก จ่อฟันผิดพวกใส่ร้าย แจงโผล่จุฬาฯ นับปี เพื่อนชวนไป (คลิป)

กรณีเพื่อนร่วมกิจกรรมในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แฉพฤติกรรมของนายสกล เอี่ยมสะอาด หรือ บอย ที่แอบอ้างเป็นนักศึกษา และเข้าไปร่วมทำกิจกรรม ส่อโกงเงินค่ายกิจกรรม (อ่าน : ฉาวอีก “บอย สกล” อวด จบจุฬาฯ ไปต่อนอก – เพื่อนชี้ ป่วยโรคจินตนาการ) ซึ่งภายหลังเกิดเรื่องขึ้นเจ้าตัวได้หายตัวเงียบไป จนกระทั้งวันนี้ ออกมาเปิดใจครั้งแรก กับอมรินทร์ ทีวี

นายสกล เอี่ยมสะอาด หรือ บอย ผู้ถูกกล่าวหา

วันที่ 28 ต.ค. 61 นายสกล เอี่ยมสะอาด หรือ บอย เปิดเผยว่า ช่วงแรกที่ทราบเรื่อง รู้สึกแย่มาก เพราะมีกระแสวิจารณ์ตนเองแรงมาก โดยมีคนพูดถึงงานกีฬาประเพณีจุฬา และเงินของมหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี รวมถึงเรื่องอื่น ๆ อีกมาก ทำให้ตนต้องตัดสินใจถอยกลับไปตั้งหลัก เพื่อรอดูว่า มีการตั้งข้อหาดำเนินคดีอย่างไรหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ตนเองก็เตรียมหลักฐานไว้แล้วเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ กรณีการปรากฏตัวในงานประเพณีฟุตบอล ตนส่งหนังสือชี้แจงไปยังมหาวิทยาลัยแล้ว โดยเป็นการอธิบาย เนื่องจากมีข้อมูลระบุว่า ตนเข้าไปเป็นนักศึกษาอยู่ภายในมหาวิทยาลัยดังกล่าวต่อเนื่องถึง 4 ปี ซึ่งไม่เป็นจริง และตนไม่เคยไปนั่งเรียนในมหาวิทยาลัย ส่วนเรื่องที่มาของการปรากฏตัวในงานฟุตบอลประเพณี เกิดจากเพื่อนที่รู้จักกันในมหาวิทยาลัย ชักชวนให้ไปช่วยงาน โดยอ้างว่าคนไม่เพียงพอ ซึ่งงานดังกล่าวก็เป็นงานเปิด ใครก็สามารถเข้าร่วมได้ เพราะยังมีบุคคลภายนอก เข้าร่วมอีกหลายคน ซึ่งเพื่อนของตนได้ชักชวนว่าให้ไปช่วยเดินให้คนในขบวนเต็ม ให้ดูมีคนเยอะขึ้น ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ดราม่าขึ้นภายหลัง และหากเลือกได้ ตนก็จะไม่รับปากเพื่อน ไม่ไปเดินอยู่ในงานนั้นอย่างแน่นอน

ส่วนหลักฐานที่มีกลุ่มคนออกมาแฉว่า ตนทำเอกสารในการจัดตั้งชมรม และจัดกิจกรรมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอชี้แจงว่า ยังไม่เห็นเอกสารดังกล่าว แต่เชื่อว่าเป็นการปลอมแปลงขึ้นมา และทำให้เกิดความเข้าใจผิด จากเพียงที่ตนเองไปปรากฏตัวในงานประเพณีเท่านั้น พร้อมยังตั้งข้อสังเกตว่า หากเอกสารฉบับดังกล่าวเป็นของจริง จะต้องมีลายเซ็นลงมือชื่อของตนปรากฏอยู่

ส่วนอีกหลายกิจกรรมที่มีภาพตนเองไปปรากฏอยู่นั้น ยอมรับว่าเป็นกิจกรรมจิตอาสา และตนได้รับการชักชวนจากเพื่อนให้ไปร่วมกิจกรรม เนื่องจากคนไม่เพียงพอ ตนเองจึงอาสาเข้าไปร่วมกิจกรรม และไม่ได้ใช้เงินของชมรมแต่อย่างใด แต่เป็นใช้เงินส่วนตัว เพื่อไปร่วมกิจกรรมดังกล่าว เพราะกิจกรรมเหล่านั้นเป็นกิจกรรมเปิด เช่น งานวิ่งการกุศล ปลูกป่าชายเลน สอนน้องโรงเรียนยากไร้

นายสกล เอี่ยมสะอาด หรือ บอย ผู้ถูกกล่าวหา ขณะร่วมกิจกรรมมหาวิทยาลัย

นายสกล เปิดเผยว่า ตนเคยเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยบูรพาจริง เนื่องจากปี พ.ศ.2557 ได้เข้าเรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นเวลา 1 ปี ก่อนย้ายสถานศึกษาไปเรียนที่ใหม่ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยตลอดช่วงที่เรียนที่มหาวิทยาลัยบูรพา ตนเคยได้รับหน้าที่เป็นประธานรุ่นของคณะวิศวะ และยังเคยเป็นคนเก็บเงินรุ่นจริง ซึ่งการเก็บเงินก็เป็นธรรมเนียมของคณะ ที่มีต่อเนื่องมาเกือบ 20 ปี โดยรุ่นของตนเองเก็บเงินในราคา 1,500 บาท ต่อคน ทั้งหมด 800 คน ซึ่งในจำนวนนี้ก็ยังจ่ายไม่หมดครบทุกคน ทำให้มีเงินเก็บไม่เกิน 600,000 บาท ซึ่งภายหลังทราบว่าเงินหายไปจริง แต่ตนเองไม่ได้เอาเงินไป เพราะชื่อบัญชีไม่ใช่ชื่อของตนเอง จึงไม่สามารถเบิกไปใช้จ่ายได้ แต่ยอมรับว่ามีเงินบางส่วนที่ต้องเบิกมาเพื่อใช้จ่ายสำหรับทำกิจกรรม แต่เงินส่วนดังกล่าวก็มีหลักฐานบันทึกเอาไว้ครบตามจำนวน และเงินที่ใช้กับกิจกรรม ก็ไม่ถึงยอดของจำนวนเงินที่อ้างว่าหายไป ซึ่งเรื่องดังกล่าว ตนเองก็อยากจะชี้แจงให้สังคมเข้าใจว่าตนจะเอาเงินไปได้อย่างไร ทั้งที่ชื่อบัญชีไม่ใช่ชื่อของตน ส่วนเงินหายไปไหน ตนไม่ทราบ ดังนั้นควรให้เหรัญญิกออกมาชี้แจง

นอกจากนี้ นายสกล ยอมรับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของคนในครอบครัว แต่คนในครอบครัวก็ไม่ทอดทิ้ง และให้คำแนะนำตลอด รวมถึงสอบถามความคืบหน้าและความจริงกับตัวเองเสมอ แต่ขณะนี้ครอบครัวของตนยังคงติดใจเรื่องประเด็นเงินที่หายไป เพราะเป็นจำนวนเงินไม่น้อย ดังนั้น จึงไม่สามารถปล่อยให้เรื่องเงียบไปได้ ไม่เช่นนั้นสังคมก็จะมองว่าตัวเองเป็นคนผิด และเข้าใจผิดต่อไป ดังนั้นในวันที่ 31 ต.ค. นี้ ตนจะเดินทางไปแจ้งความในฐานะผู้เสียหาย ที่มีคนอ้างว่าตนเองนำเงินไปใช้ หรือมีการทุจริตเงินจากมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งจะมีเปิดใจพร้อมกับหลักฐานทั้งหมด เพื่อให้สังคมเข้าใจต่อไป

ขณะเดียวกัน เชื่อว่าการออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้ครั้งนี้ จะกลับมาเป็นกระแสสังคมอีกครั้ง ส่วนที่สังคมตั้งฉายาแล้วติดแฮชแท็ก ให้กับตนเองว่าเป็นคนลวงโลกนั้น มองว่าเป็นสิ่งไม่ดี และเกิดความรู้สึกไม่ดีตามไปด้วย แต่ก็ไม่ได้สนใจกับคำพูดดังกล่าว ทั้งนี้ ตนขอย้ำว่าการออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการขอโทษสังคมแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงแค่ชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น ยืนยันว่าตัวเองไม่ผิด และให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม อีกไม่นานความจริงจะปรากฏ

keyboard_arrow_up