เปิดใจแร็ปเปอร์ “ประเทศกูมี” หวังวัยรุ่นสนใจบ้านเมือง ชี้คนมองสุดโต่ง กลัวเกินเหตุ (คลิป)

หลังจากที่ กลุ่ม Rap Against Dictatorship ได้ผลิตเพลง “ประเทศกูมี” เป็นเพลงแร็ปที่แต่งและร้อง ซึ่งมีแนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเสรีนิยม เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2561 โดยเอ็มวีใช้ฉากหลังจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่กลุ่มผู้ประท้วงใช้เก้าอี้พับตีร่างของนักศึกษาที่ชุมนุมประท้วงการเดินทางกลับประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หนีออกนอกประเทศในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

โดยพลตำรวจเอก ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งให้ ตำรวจ ปอท. ตรวจสอบ เนื้อหาเข้าข่ายขัดคำสั่ง คสช. หรือไม่ ส่วนคนที่อยู่ในคลิปก็จะต้องเชิญตัวมาให้ปากคำว่ามีเจตนาที่จะทำให้เกิดความวุ่นวาย หรือขัดคำสั่ง คสช. ด้วยหรือไม่  (อ่าน : “ศรีวราห์” สั่ง ปอท. สอบเพลง “ประเทศกูมี” เสียดสีการเมือง ขัดคำสั่ง คสช. หรือไม่) ต่อมา รองโฆษก ปอท. ได้เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบแล้วพบว่า มีลักษณะเนื้อหาเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ (อ่าน : ปอท. พบความผิด เนื้อเพลง “ประเทศกูมี” ทำประเทศเสียหาย เตือนคนแชร์ต่อผิดด้วย)

ภาพจากเอ็มวีเพลง “ประเทศกูมี”

ล่าสุด หนึ่งในกลุ่มนักร้องเพลงแร็ป Rap Against Dictatorship เปิดเผยว่า เพลงนี้มีแร็ปเปอร์ 10 คนร่วมกันเขียนเนื้อร้อง ธีมหลักคือต่อต้านเผด็จการ แล้วพูดถึงว่าประเทศมีอะไรในสายตาของแร็ปเปอร์แต่ละคน และอ้างว่าตั้งใจรวบรวมคนที่คิดไม่เหมือนกันเข้ามาอยู่ในเพลงนี้ เป็นโปรเจกต์ที่อยากให้คนพูดเพลงการเมืองเข้ามาร่วมงาน ซึ่งซิงเกิลต่อไปอาจจะมีศิลปินหมุนเวียนมา

ส่วนที่ถามว่าเพลงนี้สุดโต่งไปหรือไม่ พวกเขากล่าวว่าไม่ได้สุดโต่งขนาดนั้น โดยอ้างว่าประนีประนอมอย่างมากแล้ว ซึ่งพวกเขาไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูประชาชนด้วยกันเอง แต่พูดถึงอำนาจรัฐเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นคนฝั่งไหน และอ้างว่าคนที่มองว่าสุดโต่งนั้นกลัวเกินเหตุ มั่นใจว่าเพลงนี้ไม่มีอะไรเกินกว่ากฎหมาย เท่ากับว่าคนในประเทศนี้ถูกจัดตั้งให้เกิดความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ปกติ ส่วนอำนาจรัฐจะมองว่าสุดโต่งหรือไม่ก็ช่างเขา เนื้อหาในเพลงใครเขาก็ด่ากัน แต่ถ้าเอาเนื้อหาแต่ละคนไปค้นหาจะพบว่ามีทุกประเด็นที่คนพูดถึงไปหมดแล้ว

ในตอนหนึ่ง พวกเขากล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักที่ออกเพลงนี้ คือ อยากให้วัยรุ่นและวัยทำงานหันมาสนใจเรื่องบ้านเมือง ซึ่งการใช้ดนตรีสื่อสารเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย ทุกคนทำได้ สามารถเอาไปทำตามได้ อย่างไรก็ตาม ในตอนจบของเอ็มวี ที่ใช้ประโยคว่า All People Unite ในโลกประชาธิปไตยคนสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เราเก็บพื้นที่เอาไว้ตีกันเอง แต่เราสามัคคีกันไม่ให้อำนาจอื่นเข้ามาแทรกในอำนาจประชาชน ในความแตกต่างหลากหลายเข้ามาตีกันเองได้ แต่ไม่ใช่ให้อำนาจรัฐเผด็จการเข้ามาควบคุมในส่วนนี้

ภาพจากเอ็มวี จำลองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ที่ใช้เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 เป็นพื้นหลังในเพลง มันสะท้อนภาพชัดที่สุดแล้วในสภาวะที่องค์กรของรัฐเข้ามาสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน จึงเกิดการแบ่งฝ่ายที่หนักมากกว่ายุคนี้ ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะเกิดแบบนั้นขึ้นก็ได้ จึงเลือกจุดที่มันหนักที่สุดขึ้นมา ภาพมันจะได้ชัดว่ามันคือจุดที่คนถูกรัฐทำให้แตกแยกจากกัน พอคนมันฟาดกันเองในระดับนั้น รัฐก็เข้ามาฉวยโอกาส ตอนนั้นมันก็เป็นเผด็จการฝ่ายขวาแบบคลาสสิกเต็มตัวแบบที่ขวาที่สุดเท่ากับที่บ้านเราเคยมี” ตัวแทนกลุ่ม Rap Against Dictatorship กล่าว

ตัวแทนกลุ่ม Rap Against Dictatorship กล่าวด้วยว่า ตอนนี้มีพื้นที่ทางการเมือง ทำเพลงแร็ปการเมืองขึ้นมาได้ ก็อยากให้ทุกคนที่มีอะไรในใจอยากจะพูด ช่วยกันพูดออกมา เพราะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ที่น่ากลัวเพราะมีจำนวนน้อย อีกทั้งไม่จำเป็นต้องผูกขาดคนใดคนหนึ่ง ปัญหาสำคัญก็คือ ต้องพูดในแง่จับไปที่โครงสร้างของมันได้ สิ่งหนึ่งที่อยากจะเสนอคือ ให้คนที่ทำงานและสื่อสารด้านศิลปะวัฒนธรรมสนใจเรื่อง Freedom of Speech (เสรีภาพในการพูด) ถ้าไม่สนใจจะไม่รู้ว่าประเด็นที่พูดได้อย่างปลอดภัยในตอนนี้ อนาคตอาจจะเป็นสิ่งที่ห้ามพูดเมื่อไรก็ได้ ถ้าไม่รักษาไว้ ถือเป็นสามัญสำนึกพื้นฐานที่ศิลปินทุกแขนงร่วมกันได้

ขอบคุณภาพจาก  YouTube Rap Against Dictatorship

keyboard_arrow_up