หนุ่มพม่ารับชกหน้าแก๊งฆ่าลุงวัย 60 ฉุนถูกด่าสัญชาติ ไม่นึกคนแก่จะรับกรรมแทน (คลิป)

กรณีกลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุรุมทำร้ายนายจรูญ อินต๊ะ อายุ 60 ปี เจ้าของหอพักในพื้นที่ ต.สันนาเม็ง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ช่วงกลางดึกวันที่ 28 ก.ย. 61 โดยเนื่องจากผู้ตายเข้าไปห้ามปรามเหตุทะเลาะวิวาท ระหว่างผู้เช่าห้องพักที่เป็นวัยรุ่นคนไทยกับคนงานชาวไทยใหญ่ แล้วถูกกลุ่มวัยรุ่นคนไทย ที่ต่อมาทราบว่าเป็นกลุ่มปล่อยเงินกู้นอกระบบ รุมทำร้ายบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ซึ่งกล้องวงจรปิดในหอพักสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้ โดยรวมผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมทั้งหมด 6 รายแล้ว ล่าสุดวันนี้เดินทางมามอบตัวเพิ่มอีก 3 ราย และอยู่ระหว่างหลบหนีอยู่อีก 4 รายนั้น (อ่าน :แฉความโหดแก๊งทืบลุง 60 ดับ เหยื่อโคม่าถูกหิน ขวดทุบ เลือดคั่งสมอง-ก๊วนเงินกู้ปัดเอี่ยวรุม)

นายภานุพงศ์ อินต๊ะ และนางกมลวรรณ ชุ่มใจ ลูกชายและหลานสาวของนายจรูญ

วันที่ 4 ต.ค. 61 นายภานุพงศ์ อินต๊ะ และนางกมลวรรณ ชุ่มใจ ลูกชายและหลานสาวของนายจรูญ ระบุว่า ขณะนี้ทางครอบครัวได้รับความช่วยเหลือจากกระทรวงยุติธรรม หลังยื่นเรื่องเพื่อขอเงินอุดหนุนให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นจำนวน 110,000 บาท ซึ่งหากถามว่าสบายใจขึ้นหรือไม่ ก็ยอมรับว่าสบายใจขึ้น แต่เรื่องคดี ยืนยันว่า อยากให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีถึงที่สุด หรือให้กลุ่มคนก่อเหตุออกไปจากพื้นที่อำเภอสันทราย เพราะตอนนี้ชาวบ้านอยู่กันอย่างหวาดระแวง เพราะกลุ่มเพื่อนผู้ต้องหายังคงทำงานเก็บเงินกู้อยู่ในพื้นที่ ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะไปทำร้ายคนอื่นต่อ เพราะ สามารถทำร้ายพ่อของตนได้ แม้จะไม่รู้จักกัน

ทั้งนี้ ไม่รู้สึกกังวลว่าพยานหลักฐานอาจไม่เพียงพอ เพราะตนเห็นด้วยตาของตัวเอง ว่าพวกกลุ่มก่อเหตุวิ่งไปรุมทำร้ายด้วยกัน อีกทั้งกล้องวงจรปิดหน้าหอพัก ก็เป็นหลักฐานยืนยันได้ โดยห้องเช่าเหลือผู้เข้าพักทั้งหมด 2 ราย และมีแนวโน้มว่าจะย้ายออก ยอมรับว่า หากตนกลับไปเห็นจุดเกิดเหตุ คงทำใจไม่ได้ น้ำตาตก รวมถึงแม่และยายรู้สึกเสียใจเช่นกัน ส่วนจะเปิดให้คนเช่าต่อหรือไม่ คิดว่าลูกค้าคงไม่กล้าเข้าพัก เพราะกลัวจะมีเหตุเกิดขึ้นอีก กระทั่งชาวบ้านบางรายที่ต้องสัญจรผ่านหน้าหอพัก ก็เริ่มเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่น เนื่องจากบริเวณจุดเกิดเหตุมีไฟส่องสว่างค่อนข้างน้อย และไม่มีกล้องวงจรปิด ทั้งนี้ ทางครอบครัวต้องการให้คนร้ายรับข้อหาสูงสุด และตอนนี้ อยากให้เจ้าหน้าที่นำกำลังสายตรวจเข้ามาดูแลคนในหมู่บ้านให้มากขึ้น หากเกิดเหตุจะได้ควบคุมสถานการณ์ได้ทัน

สำหรับนิสัยใจคอของคนร้าย ตนเชื่อว่าคนที่ทำงานเป็นแก๊งทวงหนี้ ก็ต้องมีนิสัยใจคอเหี้ยมโหด หากจะบอกว่าพูดจาดีกับลูกหนี้ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะลูกหนี้ต้องทำตามสัญญาที่ให้กันไว้ แต่กับกรณีนี้สาเหตุหลักน่าจะมาจากการเมาสุราด้วย

นายแดง ผู้บาดเจ็บ คู่กรณีกลุ่มทวงหนี้

ล่าสุด นายแดง ผู้บาดเจ็บสาหัส หลังจากถูกกลุ่มทวงหนี้รุมทำร้าย ออกจากโรงพยาบาลแล้ว เล่าว่า วันเกิดเหตุนายบรรจงดื่มสุราเมาอาละวาด ส่งเสียงดัง รวมถึงเคาะห้องของนายดาว ห้องเบอร์ 6 ซึ่งเป็นห้องของน้องชายตน จากนั้นก็ถีบรถจักรยานยนต์ของนายชัย ห้องเบอร์ 5 แล้วก็มาอาละวาดที่หน้าห้องของตนต่อ โดยมีการพูดจาด่าทอด้วยคำหยาบคายในลักษณะว่า “กูเป็นคนไทย กูจะทำอะไรกับพวกพม่าก็ได้” ตนทนไม่ไหว จึงออกไปมีเรื่องชกต่อยด้วย จากนั้นนายบรรจงทำท่าทีว่ามีอาวุธอยู่ในกระเป๋า ตนก็ไม่รู้ว่ามีอาวุธปืนหรือมีด หรือแค่ข่มขู่ จึงคว้าเอามีดด้ามยาว ที่เอาไว้ใช้เกลี่ยฟืนหน้าห้อง ออกมาขู่กลับ แล้วก็ต่อยนายบรรจง 2-3 หมัด ก่อนที่ตนจะไปบอกให้ห้องเบอร์ 1 ช่วยโทรหาเจ้าของหอ และจากนั้นก็แยกย้ายกันไป ผ่านไปสักครู่ แฟนสาวของห้องเบอร์ 2 ก็โทรศัพท์ไปเรียกเพื่อนว่า “มาเลย ๆ เอาเพื่อนมาเลย” ซึ่งตนก็ไม่คาดคิดว่า จะมากันเยอะ โดยขณะนั้นแฟนของห้องเบอร์ 2 ก็รู้ว่านายบรรจงอยู่ในอาการเมาสุรา

บาดแผลที่บริเวณดวงตาของนายแดง

ช่วงเวลาเดียวกัน นายจรูญ และภรรยา เจ้าของหอพัก ก็ข้บขี่รถจักรยานยนต์มาที่หน้าห้องนายบรรจง โดยไม่ทันพูดเจรจากับใคร กลุ่มคนร้ายก็ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาต่อยทันที เจ้าของห้องบอกว่า “ผมเป็นเจ้าของห้อง” ทางกลุ่มพวกนั้นก็วิ่งเข้าหาตนทันที ตนวิ่งไปล็อกประตูไม่ทัน ก็ถูกเตะต่อยภายในห้อง ขณะนั้นตนมีลูกเล็กนอนอยู่ กลัวว่าจะถูกทำร้ายด้วย จึงตัดสินใจวิ่งออกจากห้อง จากนั้น พอตนวิ่งหนีไปถึงสะพานหน้าห้องเช่า ก็เจอกลุ่มรถจักรยานยนต์อีกประมาณ 2-3 คัน ใช้ขวดสุรา ตีเข้าที่ศีรษะของตนจนหัวแตก ตนจึงล้มลงไปในป่าที่อยู่ติดกับสะพานริมคลอง จากนั้นก็ตามไปกระทืบตนจนตนสลบไป โดยตนไม่ทันเห็นเหตุการณ์ขณะลุงเจ้าของหอพักโดนทำร้าย เพราะขณะนั้น ตนก็โดนรุมทำร้ายอยู่

บาดแผลที่บริเวณแขนของนายแดง

นายแดง กล่าวว่า นายบรรจงก็เคยมีปัญหากับน้องตน เรื่องปัญหาเปิดประตูเสียงดัง เพราะน้องชายตนเข้าออกห้องตอน 08.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่นายบรรจงนอนอยู่ แต่โดยส่วนตัว ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไรกับอีกฝ่าย ตนก็เคยไปนั่งดื่มสุรากับนายบรรจง แต่ไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก โดยนายบรรจงเคยอ้างว่าเจ้าตัวทำงานที่ร้านทอง ในอำเภอสันกำแพง เวลาทำงานก็จะออกจากบ้านไปประมาณ 11.00 น. กลับเข้าบ้านเวลา 03.00 น. แต่งกายด้วยเสื้อผ้าปกติ เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ไม่ได้มีเสื้อพนักงานแต่อย่างใด และนายบรรจงก็ไม่ได้ดูมีทรัพย์สินมากผิดปกติ นอกจากนี้ ตนยืนยันว่า ตนไม่เคยไปขอยืมเงินคู่กรณี และไม่ทราบมาก่อนว่าเขาทำงานเป็นคนทวงหนี้ เมื่อทราบก็รู้สึกตกใจมาก ส่วนนายอนิวัฒน์ รุจิวงศ์ หรือ ดำ ผู้ต้องหาที่พักห้องเบอร์ 2 เคยมาขอยืมรหัสไวไฟที่ห้องตน และชำระค่าอินเตอร์เน็ตให้ตนเดือนละ 100 บาทด้วย

อย่างไรก็ตาม ตนรู้สึกเสียใจที่เกิดเหตุแล้วนายจรูญต้องเสียชีวิตลง ตอนนี้ตนไม่ได้กลัวกลุ่มคนร้ายจะกลับมาก่อเหตุอีก แต่กังวลว่าญาติของผู้ต้องหาอาจโกรธแค้น และมาทำร้ายตนอีก ส่วนสภาพบาดแผลตามร่างกายตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ไม่ต้องผ่าตัดสมอง แต่มีอาการปวดบวมตามใบหน้า และดวงตา หลังจากนี้ก็ให้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียน ไม่คิดจะมีปัญหากับใครอีก เพราะตนก็มีลูกมีครอบครัวแล้ว

นางจันทร์ (นามสมมติ) ภรรยาของนายแดง

นางจันทร์ (นามสมมติ) ภรรยาของนายแดง เปิดเผยว่า ตอนนี้นายแดงออกจากโรงพยาบาลแล้ว เพราะมีอาการดีขึ้น แต่ไม่มั่นใจว่าจะกลับมาทำงานตามปกติเมื่อไร เพราะดวงตาบวม แต่ตามร่างกายไม่มีบาดแผลแล้ว สำหรับผู้ต้องหาที่จับได้แล้วหลายรายนั้น ตนก็รู้สึกดีใจมาก และตนจดจำใบหน้าของคนร้ายได้ครบทุกคน ตามรูปที่ปรากฎในข่าว ยอมรับว่าตนรู้สึกกังวล กลัวเพื่อนของผู้ต้องหาจะกลับมาทำร้าย ซึ่งหลังจากนี้ อาจจะย้ายกลับบ้านที่ต่างจังหวัดก่อน พร้อมยืนยันในพยานหลักฐานว่าจะสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทุกราย ส่วนตัวยืนยันว่าไม่เคยมีปัญหาอะไรกับผู้ต้องหามาก่อน รวมถึงไม่เคยหยิบยืมเงินจากกลุ่มผู้ต้องหา เพราะหากจะยืมเงิน ตนก็จะหยิบยืมจากลูกพี่ ที่เป็นหัวหน้างานเท่านั้น

ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวได้แล้ว
ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวได้แล้ว
ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวได้แล้ว
ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี

 

keyboard_arrow_up