สาวใหญ่ ฟ้องรพ.จับมัด ตบตี กรอกยา ยัน “ไม่ได้บ้า”-“ศรีธัญญา” แจงรักษาคนไข้ ประเมินก่อนรับ (คลิป)

จากกรณีที่นางทัศนัย อุดมผล ผู้ร้องเรียน ที่อ้างตัวเองว่าตกเป็นผู้เสียหาย โดนหญิงสาวอีกรายเข้ามาคบหา จนกระทั่งนำทรัพย์สินส่วนตัวไปขายจนหมดตัว และส่งให้ไปอยู่ในโรงพยาบาลศรีธัญญา โดยโรงพยาบาลได้มีการกักขังหน่วงเหนี่ยว รวมถึงบังคับให้กินยา ล่าสุด ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนโรงพยาบาลแล้ว

นางทัศนัย อุดมผล ผู้ร้องเรียน

วันที่ 3 ต.ค. 61 นางทัศนัย อุดมผล อายุ 57 ปี ผู้ร้องเรียน เล่าว่า เมื่อก่อนตนเองเคยคบกับเสี่ย จนกระทั่งเลิกกันไป จากนั้นจึงได้ตกลงคบกับ น.ส.แคท (นามสมมติ) ขณะนั้นตนเห็นว่า น.ส.แคท เป็นคนดี ไม่น่าจะมาหลอกตน ซึ่งแต่ก่อนตนเองเป็นคนที่มีฐานะ มีทรัพย์สินค่อนข้างมาก ทั้งเงินในสมุดบัญชี 300,000 บาท บ้านเดี่ยวขนาด 50 ตารางวา รถเก๋งยี่ห้อโตโยต้าวีออสอีก 1 คัน ที่ดินที่ราชบุรีอีก 2 ไร่ และที่ดินที่นครปฐม 1 งาน 5 วา ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ตอนนี้ถูกขายไปหมดแล้ว ด้วยกลอุบายของหญิงสาวคนดังกล่าว

นางทัศนัย เล่าต่อว่า ความสัมพันธ์ระหว่างที่คบกันเป็นเชิงชู้สาว กินนอนด้วยกัน โดยระหว่างคบกัน ได้มีเรื่องน่าตกใจอีกคือ น.ส.แคท มีนิสัยซาดิสต์ ชอบความรุนแรง บางครั้งถึงขั้นที่ตนต้องทนเจ็บตัว และในระหว่างคบกับตน ก็แอบไปคบหากับคนขับรถตู้อีกด้วย

ภาพจำลองเหตุการณ์ขณะนางทัศนัย และน.ส.แคท เข้าพบแพทย์

ส่วนเหตุการณ์ที่ตนเองถูกโรงพยาบาลกักขังหน่วงเหนี่ยวนั้น มาจากที่ก่อนหน้านี้ ตนมีปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต ทำให้รู้สึกสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงตัดสินใจเข้าไปปรึกษากับแพทย์แผนกจิตเวช ชั้น 7 ที่โรงพยาบาลศิริราช จนกระทั่งตนเองได้พูดคุยกับหมอผู้เชี่ยวชาญ โดยเป็นการปรึกษาทั่วไป ซึ่งขณะนั้นตนไม่ได้รับคำตอบใด ๆ จนกระทั่ง น.ส.แคท เข้าไปพบกับแพทย์ในห้อง 2 ต่อ 2 เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นเมื่อหมอเดินออกจากห้อง สั่งให้เจ้าหน้าที่และ รปภ. จับแขนและขาตนขึ้นไปนอนอยู่บนเตียง และจับมัดมือมัดเท้า

ภาพจำลองขณะที่นางทัศนัยถูกจับมัดและบังคับให้กินยา

จากนั้นประมาณ 3 ชั่วโมง จึงมีรถโรงพยาบาลพานำตัวส่งโรงพยาบาลศรีธัญญา และเปลี่ยนชุดเป็นชุดสีชมพู คล้ายกับผู้ป่วยภายใน และให้เข้าไปอยู่ในห้องกรงคัดแยกผู้ป่วย ซึ่งตนเองพยายามบอกกับพยาบาลและหมอว่าไม่ได้ป่วย และไม่ได้บ้า แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ และช่วงระหว่างการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ก็ต้องทำตามที่หมอ และพยาบาลสั่งให้ทำ เพราะหากไม่ทำตามก็จะถูกทำร้ายร่างกาย โดยบีบคอ ทุบตี ให้กินยา หากฝ่าฝืนมาก ก็จะโดนจับฉีดยา

และขณะนี้ ตนได้ทยอยเข้าแจ้งความดำเนินคดีชอบโกง กับน.ส.แคท แล้ว และมีการเรียกทรัพย์สินคืน รวมถึงให้มีการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

แพทย์หญิงสมรัก ชูวานิชวงศ์ แพทย์ทรงคุณวุฒิ โรงพยาบาลศรีธัญญา

ด้าน แพทย์หญิงสมรัก ชูวานิชวงศ์ แพทย์ทรงคุณวุฒิ โรงพยาบาลศรีธัญญา เปิดเผยว่า กรณีผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเวช จะมีการฟ้องร้องโรงพยาบาล ก็เป็นเรื่องที่ปกติ และมีมาตลอด เนื่องจากผู้ป่วยจะรู้สึกว่าตัวเองถูกกักขังอิสรภาพ แต่เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้น ก็จะรู้สึกเปลี่ยนไป เนื่องจากอาการป่วยที่ดีขึ้นกว่าเดิม บางครั้งการกระทำของผู้ป่วยอาจอยู่ในภาวะไม่สบายใจ ลำบากใจ เพียงทราบว่าตัวเองไม่ปกติ ประกอบกับอายที่จะเข้ามาปรึกษาแพทย์ ก็จะยากในช่วงแรกที่จะเข้ามาที่โรงพยาบาลทางจิต ซึ่งเป็นธรรมชาติของคนทั้งโลก

พญ.สมรัก ให้ข้อมูลความรู้ว่า ก่อนจะเป็นผู้ป่วยจิตเวช จะต้องผ่านการประเมินหลายขั้นตอน ก่อนที่เข้าสู่การพบแพทย์เพื่อรักษา ผู้ป่วยต้องผ่านการตอบคำถามทางอารมณ์ก่อน เพื่อประเมินความเครียด จากนั้นต้องให้นักสังคมสงเคราะห์เข้าซักถามประวัติ ต่อมาผู้ป่วยต้องทำแบบสอบถาม จนนำไปสู่การสอบถามญาติและคนใกล้ชิด เนื่องจากบางครั้งผู้ป่วยอาจให้ข้อมูลไม่ครบ จนกระทั่งนำไปสู่การพบแพทย์และรักษา อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจิตเวชมีอาการตั้งแต่มองออก ดูรู้ว่าป่วย จนกระทั่งดูไม่ออก เพียงพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งมีเพียงคนใกล้ชิดที่สัมผัสได้

ส่วนเรื่องยา หากคนปกติได้กินเข้าไป แน่นอนว่าจะมีผลการแสดงออกต่อร่างกาย เพราะยาเหล่านี้จะเป็นยาที่มีผลต่อสารเคมีในร่างกายให้สมดุลปกติ ซึ่งหากผู้ป่วยจิตเวช แพทย์ยืนยันหากได้รับยาครบ และถูกต้อง ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่กับคนในสังคมได้เช่นคนปกติ หรืออาจจะดีกว่าที่เคยเป็นด้วย ขอยืนยันว่ายาไม่ได้เปลี่ยนคน หากไม่ได้ป่วย กินยาก็ไม่ป่วย

keyboard_arrow_up