น้องฆาตกรแฉนาทีโหด ฆ่าสาย ตร. ฟันหัวทืบซ้ำ ผวากลิ่นศพผีรังควาน (คลิป)

กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา พบศพนายกิฐติ พูลสะสมทรัพย์ อายุ 41 ปี สายตำรวจ สภ.สามโคก จ.ปทุมธานี ถูกคนร้ายฆ่า ด้วยการทุบตีด้วยของแข็ง มีบาดแผลบริเวณคิ้วและท้ายทอย ก่อนถูกนำศพมาทิ้งไว้ บริเวณริมคลองส่งน้ำกลางทุ่งนา ม.2 เชียงรากน้อย อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

สภ.ช้างใหญ่ จ.พระนครศรีอยุธยา

วันที่ 30 ก.ย. 61 ทีมข่าวเดินทางมาที่ สภ.ช้างใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำของกลางคือ รถจักรยานยนต์ฮอนด้าคลิก สีส้ม ทะเบียนพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นรถที่นายกิฐติ พูลสะสมทรัพย์ ผู้เสียชีวิต ที่ใช้ขับมาที่บ้านของนายนารินทร์ สุทธิ อายุ 43 ปี หรือ ไก่ ผู้ต้องหา ในวันเกิดเหตุคือ วันที่ 26 ก.ย. 61 พบว่า สภาพกระจกรถมองข้างด้านขวา มีรอยดินโคลน และมีรอยของเศษใบไม้ที่อยู่ตามซอกชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ ส่วนรถจักรยานยนต์ซาเล้ง เป็นรถที่ผู้ต้องหานำศพวางไว้ ก่อนจะขับไปทิ้งที่คูน้ำ จุดพบศพ โดยสังเกตเห็นว่ามีดินโคลนอยู่ตรงล้อเช่นกัน

พ.ต.อ.สถิตย์ สังข์ประไพ ผกก.สภ.ช้างใหญ่

พ.ต.อ.สถิตย์ สังข์ประไพ ผกก.สภ.ช้างใหญ่ เผยว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย. มีพลเมืองดีให้อาหารสุนัข แล้วพบศพชายอายุประมาณ 30-40 ปี อยู่บริเวณริมคลองส่งน้ำกลางทุ่งนา หมู่ 2 ต.เชียงรากน้อย อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าสภาพศพเริ่มขึ้นอืดและส่งกลิ่นเหม็น บริเวณปากเลอะโคลน พบว่าท้ายทอยด้านซ้ายของผู้เสียชีวิต มีรอยถูกฟัน เป็นแผลยาวประมาณ 6 เซนติเมตร คาดว่าโดนของมีคม และมีรอยคล้ายกับถูกกระแทกอย่างแรง บริเวณคิ้วขวามีรอยบุบประมาณ 1 เซนติเมตร อีกทั้งภายในกางเกงมีหอยอยู่ด้วย โดยในขณะนั้น ยังไม่ทราบว่าผู้เสียชีวิตคือบุคคลใด ต่อมาภายหลังภรรยาผู้เสียชีวิตจึงได้โทรศัพท์ประสานมาว่าได้แจ้งความไว้ที่ สภ.สามโคก ว่านายกิฐติ พูลสะสมทรัพย์ สามี หายไปตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. เวลาประมาณ 20.00 น. แล้วเมื่อมาดูสภาพศพจึงทราบว่าผู้เสียชีวิตที่พบคือสามีของตัวเอง

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ จุดทิ้งศพ

จากนั้น เจ้าหน้าที่จึงได้แบ่งชุดตรวจสอบบ้านนายนารินทร์ สุทธิ อายุ 43 ปี หรือ ไก่ ผู้ต้องหา ที่เชื่อว่าก่อนผู้เสียชีวิตตาย ได้กลับไปที่บ้านหลังดังกล่าว โดยบริเวณหน้าบ้านเป็นทุ่งนา มีคูน้ำ และมีร่องรอยการลากของหนัก มีรอยเท้าของผู้เสียชีวิต รวมไปถึงมีร่องรอยการต่อสู้ รวมไปถึงการสอบปากคำพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อมั่นว่า ผู้ลงมือกระทำความผิดในครั้งนี้คือนายไก่ รวมไปถึงมีนายพิเชษฐ์ เวณุภุมิ อายุ 21 ปี หรือ เต้ย และนายนพรัตน์ ชะวัยเกตุ อายุ 34 ปี หรือ เอ้ ด้วย และทั้ง 3 ราย ขณะนี้ได้ขออนุมัติหมายจับทั้ง 3 คน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีพฤติการณ์หลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนรถจักรยานยนต์คันที่ผู้เสียชีวิตยืมบุคคลอื่นขับมาที่บ้านของนายไก่นั้น คาดว่า นายเต้ยและนายเอ้ ได้เป็นผู้นำไปทิ้งบริเวณคลองส่งน้ำที่ห่างจากจุดพบศพเพียง 500 เมตร

นายเทพ (นามสมมติ) น้องชายนายไก่

นายเทพ (นามสมมติ) น้องชายนายไก่ เผยว่า วันเกิดเหตุ ตนทราบว่านายกิฐติ ผู้เสียชีวิตมาหานายไก่ พี่ชายตน โดยคาดว่า พี่ชายตนต้องทราบว่านายกิฐติ เป็นสายให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเรียกมาพูดคุย เนื่องจากก่อนวันเกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาวนเวียนบริเวณรอบบ้าน และทำให้นายไก่เริ่มรู้ตัว ทั้งนี้ ตนเห็นนายกิฐติ มาหาพี่ชายตนตอนประมาณ 19.50 น. ตอนนั้นตนก็ถามว่า “มาหาพี่ชายตนเหรอ” ซึ่งนายกิฐติ บอกว่า “ใช่” หลังจากนั้นตนได้ยินพี่ชายถามนายกิฐติว่า “เป็นสายตำรวจใช่ไหม” โดยนายกิฐติยอมรับว่า “ใช่” หลังจากนั้นก็หัวเราะกันตามปกติ ซึ่งตนคิดว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น และหลังจากที่ตนเข้าบ้านไป ก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน โดยได้ยินเสียงนายกิฐติพูดว่า “พี่ทำกับผมขนาดนี้เลยเหรอ” และได้ยินเสียงร้อง “โอ้ย โอ้ย”

ภาพจำลองเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุฆาตกรรมนายกิฐติ
ภาพจำลองเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุฆาตกรรมนายกิฐติ

ต่อมา แม่ตนเรียกให้ออกไปดูหน้าบ้าน ซึ่งเมื่อเดินไปตรงคูน้ำ นาฝั่งตรงข้ามบ้าน ก็เห็นนายกิฐติ นอนแน่นิ่งไปแล้ว ซึ่งตนไม่ทราบว่าใครก่อเหตุบ้าง อีกทั้งลูกตนเป็นคนเห็นเหตุการณ์ว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน คือ นายไก่ นายเอ้ และนายเต้ย รุมทำร้ายผู้ตาย โดยนายเอ้เล่าให้ฟังว่า นายไก่ถือมีดไปฟันไปที่ท้ายทอย พร้อมใช้กับด้ามมีดทุบที่หัว ก่อนที่ผู้ตายจะล้มลง และได้ลากไปที่คันนา ส่วนนายเอ้ เตะผู้เสียชีวิต 3 ครั้ง ส่วนนายเต้ยก็เตะเช่นกันแต่ไม่ทราบจำนวนครั้ง โดยทั้ง 3 คน เป็นคนเสพยาทั้งหมด และมีบางรายที่คาดว่าน่าจะค้ายาด้วย ซึ่งหลังจากเกิดเหตุ ทั้ง 3 คนไม่คิดหนี ส่วนตัวคิดว่าทั้ง 3 คนคงไม่กลัว และคงคิดว่าไม่มีใครทำอะไรได้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. นายไก่ได้ชักชวนตนหนีไปกบดาน ที่ จ.ปทุมธานี ตนจึงบอกไปว่า สามารถพาไปได้แต่คงไม่คิดหนีไปอยู่ด้วย เนื่องจากตนไม่ใช่คนก่อเหตุ และหากตำรวจจับตนได้ ตนก็จะบอกตำรวจหมดทุกอย่าง โดยวันที่นายไก่จะให้พาหนี นายเต้ยกับนายเอ้ ไม่ได้ไปด้วย

นอกจากนี้ หลังจากเกิดเรื่อง ตนได้ฝันถึงนายกิฐติ โดยเจ้าตัวมาในสภาพที่ปกติ แต่มีกลิ่นเหม็น โดยมาบอกตนว่า “มึงมาช่วยกูนะ” ตนคาดว่าเพราะตนกับนายกิฐติเคยพูดคุยกัน และรู้ว่าตนไม่ได้ลงมือทำ จึงอยากให้มาช่วยเหลือ บางครั้งขนาดตนนั่งอยู่ในที่เย็น ๆ ก็กลับรู้สึกว่าที่ขารู้สึกอุ่น คล้ายกับเขามานั่งกอดขา ทั้งนี้ ตนอยากฝากไปถึงนายไก่ พี่ชายตนว่า อยากให้ทำพฤติกรรมเช่นนี้เพียงครั้งเดียว และหากออกมาจากคุกได้ ก็ให้ปรับปรุงตัวใหม่

นายนิรุจน์ มูลหา เจ้าของรถจักรยานยนต์ที่พบในที่เกิดเหตุ

ขณะที่นายนิรุจน์ มูลหา เจ้าของรถจักรยานยนต์ฮอนด้าคลิก สีส้ม ที่ผู้เสียชีวิตได้ยืมไปในวันเกิดเหตุ เล่าว่า ความจริงแล้วผู้เสียชีวิตไม่ได้ทำงานที่ร้านของตน ตามที่มีกระแสข่าวออกไป แต่ผู้เสียชีวิตเป็นคนที่มาซ่อมรถให้เวลาที่ตนโทรไปเรียกเป็นครั้งคราวเท่านั้น ทั้งนี้ วันเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 26 ก.ย. เวลาประมาณ 18.00 น. ตนได้ให้แม่โทรศัพท์หาผู้เสียชีวิต เพื่อให้มาซ่อมรถ ซึ่งเป็นรถยกสิ่งของที่บ้าน และหลังจากที่ผู้เสียชีวิตซ่อมรถเสร็จ ก็นั่งดื่มสุรากันต่อ จากนั้นผู้เสียชีวิตได้โทรศัพท์หาบุคคลหนึ่ง โดยมีท่าทีปกติ ไม่ได้มีพิรุธ และเมื่อพูดคุยเสร็จ จึงขอยืมรถจักรยานยนต์ตนไป โดยขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 19.30 น. ตนก็ให้ยืม เพราะว่ารถยนต์ที่ผู้เสียชีวิตขับมา ก็ยังอยู่ที่บ้านตน ตนจึงไว้วางใจ

รถจักรยานยนต์ และรถซาเล้งที่พบในที่เกิดเหตุ

จากนั้นผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ตนโทรศัพท์หาแม่ ให้โทรหาผู้เสียชีวิต เนื่องจากผู้เสียชีวิตได้ยืมรถไป แต่แม่ก็โทรศัพท์หาไม่ติด ต่อมาวันที่ 28 ก.ย. ภรรยาของผู้เสียชีวิตได้โทรศัพท์มาหาแม่ตนว่า คนที่ยืมจักรยานยนต์ไปเสียชีวิตแล้ว ตนก็ตกใจมาก ทั้งนี้ ตนก็ยังคงใช้รถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียชีวิตยืมไปเช่นเดิม เนื่องจากผู้เสียชีวิตไม่ได้เสียชีวิตบนรถ และยืนยันว่าที่ผ่านมา ผู้เสียชีวิตไม่เคยพูดมาก่อนว่าตัวเองเป็นสายให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายนิรุจน์ มูลหา เจ้าของรถจักรยานยนต์ที่พบในที่เกิดเหตุ

โดยนายนิรุจน์ ได้ชี้จุดที่ตัวเองนั่งดื่มสุรากับนายกิฐติ ก่อนที่นายกิฐติ จะยืมรถจักรยานยนต์ขับออกไป โดยที่บ้านของนายนิรุจน์ ยังมีรถยนต์ของนายกิฐติ จอดอยู่ที่บ้านไว้เช่นเดิม

keyboard_arrow_up