ศาลชี้พิรุธ ตร.จับเหยื่อยัดยาไม่ถ่ายรูป แต่มีของกลาง เจ้าตัวทิ้งบ้านเกิดกลัวถูกล่า (คลิป)

จากกรณี นายราชศักดิ์ เจริญรุ่งเรือง อายุ 31 ปี ชาว จ.ปราจีนบุรี อดีตจำเลยที่ศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุด ให้ยกฟ้อง ฐานครอบครองยาบ้า มอบอำนาจให้นายธนากร เจริญรุ่งเรือง บิดา และทนายความมายื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นจำเลยในความผิด เรื่องละเมิด พร้อมเรียกค่าสินไหมทดแทนจำนวน 30 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5

นายธนากร เจริญรุ่งเรือง พ่ออดีตผู้ถูกกล่าวหา

วันที่ 29 ก.ย. 61 นายธนากร เจริญรุ่งเรือง พ่ออดีตผู้ถูกกล่าวหา เปิดเผยถึงประเด็นข้อพิรุธที่ตำรวจระบุในสำนวนการจับกุมว่า พบยาบ้าจำนวน 10 เม็ด ในกระเป๋ากางเกงของลูกชายนำไปสู่การตรวจค้นบ้านเพื่อขยายผล ซึ่งจุดนี้ไม่มีการพิสูจน์ เช่น การตรวจปัสสาวะ รวมถึงไม่มีภาพบันทึกการจับกุมในที่เกิดเหตุ ซึ่งก็อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชี้แจง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องภาพบันทึกการจับกุมที่ขัดกับความเป็นจริง เช่นเรื่องของภาพถ่ายจุดพบยาข้างบ้าน ซึ่งตำรวจระบุว่าจับในเวลา 17.00 น. แต่ภาพพระอาทิตย์ตกลงที่ศรีษะของ น.ส.ศิริวรรณ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นช่วง12.00 น. ซึ่งเอกสารเหล่านี้จะคืนสนองเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม โดยตนจะดำเนินคดีฐานสมคบกันกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จ

ภาพแสงที่ตกกระทบศีรษะ แสดงให้ทราบว่าเป็นเวลาเที่ยง

ในวันเกิดเหตุตนได้เข้าไปในห้องสืบสวน พบว่าลูกชายนั่งอยู่ที่พื้นใส่กุญแจมือ ส่วน น.ส.ศิริวรรณ นั่งโซฟาไม่ใส่กุญแจมือ จึงคิดว่าเป็นข้อพิรุธบางอย่างโดยน่าจะรู้จักกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนตอนหลังเจ้าตัวรับสารภาพว่าตำรวจหลอกให้กดเงินให้จำนวน 50,000 บาท แลกการปล่อยตัว

โดยในขณะนี้ตำรวจชุดที่ทำคดี ยังใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด ตนจึงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม นอกจากนี้ตนต้องอยู่แบบหวาดระแวงและคอยระวังตัว โดยไม่สามารถอยู่บ้านตลอดได้ ต้องไป ๆ มา ๆ ซึ่งตำรวจที่ตนร้องทั้ง 24 คน ส่วนตัวเชื่อว่า ไม่ใช่คนเลวทั้งหมด แต่มีแกะดำอยู่ไม่กี่ตัว ที่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น โดยการร้องเรียกเงิน 30 ล้านบาท ไม่ใช่เงินที่มากเกินไป เพราะตำรวจ 24 คน จ่ายเพียงคนละ 1 ล้านเศษเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารคำพิพากษาของศาลที่มีการพบพิรุธของคดี มีข้อความระบุว่า “เบิกความว่า ผู้หมวด เป็นผู้ตรวจค้นตัวจำเลย พบเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด บรรจุในถุงพลาสติกแบบกดปิดดึงเปิด ซุกซ่อนในกระเป๋ากางเกงด้านขวา ตัวที่จำเลยสวมใส่อยู่ นอกจากนี้ยังพบหลักฐานการโอนเงิน และโทรศัพท์เคลื่อนที่อีกด้วย แต่จำเลยปฏิเสธ เมื่อคำนึงถึงว่าการถ่ายรูปเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานธรรมดาในยุคร่วมสมัย ทั้งโดยกล้องถ่ายรูปทั่วไปและที่ติดตั้งในโทรศัพท์เคลื่อนที่ อีกทั้งยังเป็นพยานหลักฐานสำคัญ เมื่อมีการดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด ซึ่งอาจมีน้ำหนักยิ่งกว่าคำเบิกความพยานบุคคลเสียด้วยซ้ำ แต่กลับไม่ปรากฏภาพถ่ายขณะเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นตัวจำเลยแล้วพบเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด

ภาพเปรียบเทียบแสงที่กระทบศีรษะช่วงเวลา 12.00น. และ 17.20 น.

ต่อมาทีมข่าวเดินทางไปยังบ้านสามี น.ส.ศิริวรรณ จุดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจค้นยาเสพติด และถ่ายรูปไปนั้น โดยเวลา 12.00 น. ทีมข่าวจำลองนั่งที่ข้างบ้านจุดที่มีข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขุดพบยาเสพติดและถ่ายภาพ นายราชศักดิ์ และน.ส.ศิริวรรณ ซึ่งในภาพพบว่าแสงตกที่ศีรษะของ น.ส.ศิริวรรณ ซึ่งพบว่า ช่วงเวลาดังกล่าวแสงตกที่ศีรษะของทีมข่าวเช่นเดียวกัน รวมทั้งมีเงาที่พาดมาจากหลังคา

จากนั้นในเวลาประมาณ 17.20 น. ทีมข่าวได้จำลองเหตุการณ์อีกครั้ง โดยนั่งจุดเดิมพบว่าไม่มีแสงตกกระทบที่ศีรษะ เนื่องจากไม่มีแดด รวมถึงไม่มีแสงที่ตกกระทบจากหลังคาแต่อย่างใด

นายราชศักดิ์ เจริญรุ่งเรือง อดีตผู้ต้องหาคดียาเสพติด (เสื้อขาว)

ด้านนายราชศักดิ์ เจริญรุ่งเรือง อดีตผู้ต้องหาคดียาเสพติด เปิดเผยว่า ตนมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย จึงต้องย้ายออกมาจากพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ไปอยู่กับคนรู้จักในจังหวัดหนึ่ง ตนเองต้องอยู่อย่างยากลำบาก ประกอบอาชีพทำงานรับจ้างทั่วไปแล้วแต่คนจะจ้างให้ทำอะไร ทำให้มีรายได้ไม่แน่นอน บางวันก็ไม่พอใช้ เสร็จจากงานต้องรีบกลับที่พักทันที ไม่สามารถใช้ชีวิตไปเที่ยวเล่นที่ไหนได้แบบคนปกติ ไม่กล้าแม้แต่จะเล่นสื่อโซเชียล เพราะต้องระแวดระวังตัวเอง ถึงจะย้ายที่อยู่ก็กลัวว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอย

นายราชศักดิ์เล่าว่าระหว่างที่ถูกควบคุมตัว ตนถูกทำร้ายบังคับให้เซ็นรับสารภาพว่ายาของกลางเป็นของตัวเอง แต่ตนก็ไม่ยอม โดยในตอนนั้นคิดเพียงว่า ให้เซ็นรับสารภาพว่ายาของกลางจำนวนมากขนาดนั้น ตนเองต้องถูกประหารแน่ ๆ ในเมื่อเซ็นแล้วก็ตาย ขอยืนกรานปฏิเสธถูกซ้อมตายตรงนี้ดีกว่า “รับก็ตาย ถูกซ้อมก็ตาย”

ภาพจำลองเหตุการณ์ขณะนายราชศักดิ์ถูกทำร้ายร่างกาย

นายราชศักดิ์ยอมรับว่า แม้หลังจากนี้ ตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะถูกดำเนินคดีเอาผิดแล้วก็ตาม ตนเองก็ไม่กล้าที่จะกลับเข้าพื้นที่ จ.ปราจีนบุรีที่เคยใช้ชีวิตมาเกือบ 27 ปีอีก โดยจะขอไปตั้งหลักปักฐานที่อื่น เพราะกลัวว่าคนที่เกี่ยวข้องหรือแม้แต่คนในครอบครัวคู่กรณีจะมีความแค้น และย้อนกลับมาทำอันตรายตน “ถ้ากลับไปกลัวว่าจะเจออีก ไม่อยากเสี่ยง แค่นี้ก็ไม่เหลือ พังทลายไปหมดแล้ว ต้องยอมเสีย ต้องยอมทิ้ง”

 

keyboard_arrow_up