ไล่ออก! โชเฟอร์โหดฟันเพื่อนร่วมสายกลางถนน แค้นปาดหน้าแย่งผู้โดยสาร

จากกรณีที่ ร.ต.อ.หญิงศรสิรัศฐิ์ นิยมรส รองสารวัตร(สอบสวน) สน.พหลโยธิน ได้รับแจ้งเหตุทะเลอะวิวาทบนรถเมล์สาย 39 บริเวณป้ายรถเมล์ถนนพหลโยธิน หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ช่วงเย็นวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา ในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบนายธีระพล เชาวกาญน์ อายุ 25 ปี คนขับรถเมล์ร่วมสาย 39 สีชมพู เลขทะเบียน 11-1801 กรุงเทพมหานคร ของบริษัทหลีกภัย ถูกของมีคมฟันที่แขนได้รับบาดเจ็บ และ น.ส.เบ็ญ(ไม่ทราบชื่อ-สกุล) ซึ่งเป็นกระเป่ารถเมล์ ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บ ในการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ พบว่า ผู้ที่ทำร้ายนายธีระพล คือ นายยุทธนา (ไม่ทราบนามสกุล) เป็นกระเป่ารถเมล์ของรถเมล์ร่วมสาย 39 อีกคันของบริษัทหลีกภัย

ส่วนเหตุที่ทะเลาะวิวาทกัน เป็นเพราะช่วงกลางวันของวันที่ 22 กันยายน รถเมล์ร่วมสาย 39 คันที่นายธีระพล เป็นคนขับ และรถคันที่มีนายแจ้ เป็นคนขับและมีนายยุทธนาเป็นกระเป๋า ได้ขับรถปาดหน้ากันเพื่อรับผู้โดยสารที่ป้ายรถเมล์ตลาดสะพานใหม่ หลังจากนั้นทั้งคู่ได้แยกย้ายกันไป ต่อมานายแจ้ พร้อมด้วยนายยุทธนา และน.ส.มะลิวัลย์ (แฟนของนายยุทธนา) ได้นั่งรถเก๋ง ตามมาเจอรถคู่กรณีที่หน้าป้ายรถเมล์หน้าห้างดังกล่าว ก่อนที่นายยุทธนา และน.ส.มะลิวัลย์จะลงจากรถแล้วไปตะลุมบอลกับนายธีระพล และกระเป๋าบนรถเมล์ ระหว่างนั้นนายธีระพล ได้ใช้อาวุธมีดฟันทีกลางหลัง น.ส.มะลิวัลย์ ได้รับบาดเจ็บ ก่อนนายยุทธนา จะเข้าไปแย่งมีดมาฟันเข้าไปที่แขนนายธีระพล ได้รับบาดเจ็บที่ต้นแขน ต่อมาทั้ง 2 ฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปรักษาตัว

ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (24 ก.ย.61) นายคมสันต์ โชติประดิษฐ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถเอกชนร่วมบริการ รักษาการรองผู้อำนวยการ ฝ่ายการเดินรถเอกชนร่วมบริการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
เปิดเผยว่า หลังพูดคุยกับเจ้าของบริษัท หลีกภัย ขนส่ง ถึงสาเหตุเบื้องต้น แต่ยังไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดว่าเรื่องนี้ใครคือคนผิดหรือคนถูก ได้มีคำสั่งให้ทางบริษัทไล่ออกคู่กรณีที่ขึ้นไปก่อเหตุ คือนายยุทธนา เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเป็นการกระทำที่ร้ายแรง เพราะใช้มีดดาบขึ้นไปไล่ฟันผู้อื่น และถือเป็นคดีความ

คมสันต์ โชติประดิษฐ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายการเดินรถเอกชน ร่วมบริการ

ส่วนประเด็นที่เรียกผู้ประกอบการและพนักงานขับรถ เข้ามาพูดคุยในวันนี้ เพื่อเป็นการสอบสวนข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้น และกำชับให้ทางบริษัท ควบคุมดูแลพนักงานในสังกัด ม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก
เบื้องต้น ได้สั่งปรับเจ้าของบริษัท ในอัตราสูงสุด จำนวน 5,000 บาท ฐานไม่ควบคุมดูแลพนักงานจนเกิดเหตุทำให้เสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของ ขสมก. ส่วนผู้บาดเจ็บ ต้องรอการสอบสวนว่า เป็นต้นเหตุของการทะเลาะวิวาทครั้งนี้ด้วยหรือไม่ หากพบว่าเป็นต้นเหตุร่วม ก็จะต้องลงโทษตามระเบียบต่อไป และหากเกิดเหตุซ้ำซาก ในรถคันเดิม อาจจะพิจารณายกเลิกสัญญาการเดินรถคันดังกล่าวด้วย โดยที่ผ่านมาได้ทำการยกเลิกไปแล้วจำนวน 2 คัน จากทั้งหมดประมาณ 40 คัน

keyboard_arrow_up