เปิดใจ ดาบตำรวจ – ผญบ. แจง ยิงรถสาวห้างมีพิรุธ เปิดไซเรนดันหนี – สาวแฉคำพูดสุดอึ้ง (คลิป)

จากกรณี น.ส.ศิรินทร บุญจันทร์ พนักงานห้างฯ ร้องทุกข์ อ้างว่าถูกผู้ใหญ่บ้านและตำรวจทางหลวงขับรถไล่ ก่อนใช้อาวุธปืนยิง เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 61 บนถนนสายปริก-คลองรำ มุ่งหน้า ต.ทุ่งหมอ อ.สะเดา จ.สงขลา

น.ส.ศิรินทร บุญจันทร์ ผู้เสียหาย ชี้จุดเกิดเหตุ
ปลอกกระสุนปืนที่จุดเกิดเหตุ

วันที่ 31 ส.ค. 61 ที่สถานีตำรวจทางหลวงที่ 3 กองกำกับการ 7 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ดาบตำรวจอาคม ชูกำเนิด เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุ ตนได้รับรายงานเรื่องยาเสพติด ในเส้นทางถนนบ้านปริก-คลองรำ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ถูกตรวจจับยาเสพติดบ่อยครั้ง จึงลงพื้นที่ดังกล่าว ปรากฎว่าระหว่างที่ตนขับรถตรวจพื้นที่ตามปกติ โดยรถยนต์ ของ น.ส.ศิรินทร ขับสวนทางกลับมา ประกอบกับตนเห็นรถลักษณะคล้ายรถต้องสงสัย ตนจึงกลับรถขับตามรถคู่กรณีไป

ดาบตำรวจอาคม ชูกำเนิด คู่กรณีผู้เสียหาย

ดาบตำรวจอาคม ยืนยันว่า ตนแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ มีการเปิดเสียงสัญญาณและไฟไซเรน พร้อมขับรถของกรมทางหลวง ตลอดเส้นทางกว่า 5 กิโลเมตร ตนเพียงขับรถตามหลัง กระพริบไฟหน้ารถใส่ เพื่อให้รถคู่กรณีจอด แต่รถคู่กรณีก็ยังไม่จอด ตลอดเส้นทางมีทั้งทางสว่างและทางมืด ซึ่งมีจุดที่คิดว่าสามารถจอดได้ แต่ผู้ต้องสงสัยก็ยังไม่จอด ทำให้ขณะนั้นตนสงสัยว่าในรถอาจมีสิ่งผิดกฎหมาย

จนกระทั่งระหว่างทาง รถกระบะของ นายวิพันธ์ คงสกุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านทุ่งหมอ ได้ขับสวนทางไป และคาดว่าเห็นรถตน จึงกลับรถมาตามท้ายตน ขณะนั้นตนยังคิดว่าเป็นรถของคนร้าย ที่อาจเข้ามาประกบท้ายตน ก่อนที่นายวิพันธ์จะโทรศัพท์หาตน และบอกว่าได้ขับรถตามมาช่วยสกัดรถยนต์ผู้ต้องสงสัย

จากนั้นผู้ใหญ่ให้ตนเปิดทางให้ ก่อนที่ผู้ใหญ่จะขับรถขึ้นแซงหน้าตน และอาศัยจังหวะเข้าสกัดรถต้องสงสัย แต่ผู้ต้องสงสัยก็ยังไม่หยุด ทำให้ผู้ใหญ่ใช้อาวุธปืนพยายามยิงไปที่ล้อรถต้องสงสัย 1 นัด ก่อนที่จะขับไปอีก 200 เมตร และจอดที่หน้าบ้านของชาวบ้าน จากนั้นตนก็ลงไปพูดคุยสอบถาม แต่หญิงรายดังกล่าวก็โวยวาย พูดไม่ได้ใจความ ตนเพียงถามว่าเหตุใดจึงไม่จอดรถ แต่ไม่ได้ข่มขู่ จากนั้นหญิงต้องสงสัยก็ร้องเรียกคนละแวกนั้นให้ช่วย เมื่อชาวบ้านออกมาก็ทำให้รู้ว่าฝ่ายหญิงเป็นญาติห่าง ๆ ของตน ส่วนตัวไม่เคยคุยกับคู่กรณีแต่ญาติรู้จักกัน

ทั้งนี้ มองว่าหากคู่กรณีบริสุทธิ์ใจก็ต้องจอดรถ แต่ตลอดเส้นทางผู้ต้องสงสัยไม่จอดรถ ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่มีเจตนาใช้อาวุธ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน และเชื่อว่าเรื่องที่เป็นข่าวนั้นเป็นความเข้าใจผิดกัน หากตนตั้งใจทำร้ายร่างกายจริงก็คงทำไปนานแล้ว ทั้งที่ตนสามารถทำได้ แต่ตนก็ไม่ได้ทำ อีกทั้งยอมรับว่าเครียด ครอบครัว ภรรยา และลูกก็นอนไม่หลับ อย่างไรก็ตาม ตนมีการจับกุมกลุ่มค้ายาเสพติดมานาน ขอให้สังคมเข้าใจด้วย

นายวิพันธ์ คงสกุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6

นอกจากนี้ นายวิพันธ์ คงสกุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านทุ่งหมอ อ.สะเดา จ.สงขลา เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุ ตนไม่ได้มีการนัดหมายกับดาบตำรวจอาคม ซึ่งขณะนั้นตนกำลังจะพาภรรยาไปโรงพยาบาล ระหว่างทางเห็นรถตำรวจเปิดไฟไซเรนผ่านมา ตนจำหมายเลขทะเบียนได้ว่าเป็นรถของดาบอาคม จึงตัดสินใจขับรถตามไป ก่อนโทรศัพท์บอกดาบอาคมว่าจะช่วยสกัดรถต้องสงสัย โดยดักสกัดผู้ต้องสงสัยก่อนถึงสะพาน จึงอาศัยจังหวะแซงรถผู้ต้องสงสัยและขวางทางบนสะพาน รถต้องสงสัยก็จอดนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนพยายามขับแซงไปอีกครั้ง ตนจึงลดกระจกลงและหยิบอาวุธปืนเล็งไปที่ล้อหลัง เพื่อต้องการให้รถหยุดเท่านั้น แต่ก็ยิงไม่โดน ทั้งนี้ ยืนยันว่าตนยิงเพียง 1 นัดเท่านั้น แต่กระสุนอีกนัดที่พบในที่เกิดเหตุนั้นตกลงจากรังเพลิง เนื่องจากตนลืมว่าปืนนั้นขึ้นลำกล้องไว้แล้ว ตนจึงขึ้นลำกล้องอีกครั้ง ทำให้กระสุนตกลงที่พื้นอีก 1 นัด

เมื่อผู้ต้องสงสัยขับรถหนีอีกตนจึงขับตาม และรอบนี้ตนขับรถไปขวางหน้าไว้ทันที ซึ่งผู้ต้องสงสัยสามารถขับรถไปได้อีกเพียง 200 เมตร เมื่อตนเห็นดาบอาคมลงมาพูดคุยกับรถต้องสงสัยแล้ว ตนจึงขับรถออกไปทันที เพราะถือว่าช่วยเสร็จสิ้นแล้ว

หลังเกิดเรื่องตนก็ไม่ได้พาภรรยาไปหาหมอ เนื่องจากกำนันเรียกตนไปพูดคุยก่อนพาตนไปที่ สภ.สะเดา ได้พบกับคู่กรณีอยู่ระหว่างการสอบปากคำ หลังจากนั้นได้คุยกับ น.ส.ศิรินทร ที่บอกว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน และตนไม่ได้มีเจตนายิง

นายวิพันธ์ ยอมรับว่า ตนเป็นคนยิงจริง แต่หวังเพียงให้รถหยุดเท่านั้น ตนเป็นคนชัดเจน หากตนตั้งใจทำร้ายจริง ด้วยระยะห่างจากคู่กรณีใกล้เพียงเท่านี้ “ไม่เหลือ ตายแน่นอน” นายวิพันธ์ กล่าว

จุดเกิดเหตุ ถนนสายปริก-คลองรำ

จากนั้น ด.ต.อาคมและนายวิพันธ์ พาทีมข่าวเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ พบจุดที่เริ่มมีการขับรถไล่ตาม 2 ข้างทางเป็นสวนยาง ขับไปราว 3 กิโลเมตร จะพบว่าเข้าเขตพื้นที่ชุมชน ซึ่งมีบ้านเรือนอยู่มาก ทีมข่าวจำลองเหตุการณ์ โดยให้รถยนต์กระบะเป็นรถของผู้เสียหาย และรถตู้ของทีมข่าวเป็นรถของผู้ใหญ่บ้าน

โดยจังหวะการจอดจุดแรก เป็นลักษณะจอดขวางหน้ากลางสะพาน ก่อนที่รถของ น.ส.ศิรินทรจะขับออกขวา และถูกผู้ใหญ่ใช้อาวุธปืนยิง จากนั้นก็ถูกปาดหน้ารถให้จอดอีกครั้งที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ห่างจากสะพานราว 200 เมตร

นายกริ่ม บุญจันทร์ ลุงของ น.ส.ศิรินทร

นายกริ่ม บุญจันทร์ ลุงของ น.ส.ศิรินทร เปิดเผยว่า ตนไปพูดคุยกับ น.ส.ศิรินทร หลังเกิดเรื่อง โดยอยากให้จบเรื่อง เนื่องจากคู่กรณีเป็นคนบ้านเดียวกัน และยืนยันว่าไม่มีใครข่มขู่ตน ตนไปคุยเพียงเพราะเห็นว่าเป็นคนในพื้นที่เดียวกัน ก็เหมือนเป็นญาติกัน แต่เมื่อตนไปคุย น.ส.ศิรินทร กลับไม่ขอคุยด้วย โดยให้เหตุผลว่า เรื่องทั้งหมดไปถึงกรุงเทพฯ แล้ว

ส่วนเรื่องที่ น.ส.ศิรินทรอ้างว่า ต้องออกจากงานเพราะถูกข่มขู่ ยืนยันไม่เป็นความจริง เนื่องจากตนทราบมาว่า น.ส.ศิรินทรยื่นหนังสือลาออกก่อนแล้ว เพราะมีปัญหาเรื่องการขายสินค้าไม่ได้ คล้ายกับการถูกกดดันจากที่ทำงาน และมั่นใจว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น

จุดเกิดเหตุ ในช่วงเวลากลางคืน

จากนั้นช่วง 20.20 น. ใกล้เคียงเวลาที่เกิดเหตุ ผู้ใหญ่วิพันธ์ได้นำรถกระบะคันที่ขับไล่ผู้เสียหายให้ทีมข่าวดู โดยบอกว่ากระบะคันของตนก็ติดตั้งไฟไซเรนเอาไว้ที่หน้ารถ พร้อมทั้งหากเป็นรถของหมู่บ้าน ก็มีติดตั้งไฟไซเรนและเสียงฉุกเฉินไว้เช่นกัน พบว่าบ้านเรือนส่วนใหญ่ปิดเงียบ ในจุดที่ น.ส.ศิรินทร จอดรถขอความช่วยเหลือ พบว่ามีไฟส่องสว่างตามทางเพียงเล็กน้อย โดยระยะห่างของการติดตั้งไฟอยู่ที่ 4 ช่วงเสาไฟฟ้าต่อไฟส่องสว่าง 1 ดวง จากนั้นย้อนกลับไปบริเวณสะพาน พบเป็นพื้นที่ชุมชนมีไฟส่องสว่างชัดเจน เป็นระยะทางประมาณ 500 เมตร

อย่างไรก็ตาม จุดที่เป็นทางเข้า ขณะเจ้าหน้าที่พบรถผู้ต้องสงสัย พบว่าเส้นทางเป็นถนน 2 เลนสวนทางกัน สองข้างทางเป็นสวนยางพาราของชาวบ้าน มีรถสัญจรค่อนข้างน้อย บรรยากาศเปลี่ยว มีไฟส่องสว่างน้อย

น.ส.ศิรินทร บุญจันทร์ ผู้เสียหาย

น.ส.ศิรินทร บุญจันทร์ ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ในวันดังกล่าวหลังจากที่เธอจอดรถบริเวณบ้านของชาวบ้านแถวนั้นเพื่อจะขอความช่วยเหลือ เธอได้ขอให้ตำรวจทางหลวงเปิดกล้องหน้ารถให้ดูหลังจากที่ผู้ใหญ่บ้านที่ยิงปืนใส่เธอขับรถออกไป แต่นายตำรวจคนดังกล่าวกลับบ่ายเบี่ยง และรีบขับรถออกไปเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ น.ส.ศิรินทร ยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุถนนที่มืดสนิทและไม่มีรถสัญจรไปมา ทำให้ในสถานการณ์ดังกล่าวตนไม่สามารถจอดรถได้ เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย โดยตำรวจทางหลวงได้ตอบกลับเธอว่า “นั่นเป็นเรื่องของคุณ ผมมีหน้าที่ขับรถทางหลวงให้น้ำมันหมดเท่านั้น” ทั้งนี้ คำตอบและพฤติการณ์ของตำรวจนายนั้น ทำให้รู้สึกผิดหวังต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมบอกกับทีมข่าวว่า “ถ้าเป็นตำรวจก็ต้องดูแลประชาชน ไม่ใช่มาพูดแบบนี้กับประชาชน ทำให้หมดความเชื่อถือและหมดศรัทธาไปเลย”

 

keyboard_arrow_up