ลูกบ้านจอมป่วนยื้อจ่าย 2 ล้านส่วนกลาง โต้พฤติกรรมฉาว – เพื่อนบ้านแฉ ถูกไล่ให้สิบล้อทับ (คลิป)

กรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ภาพจากกล้องวงจรปิด เห็นพฤติกรรมชายหนุ่มรายหนึ่งขับรถออกมาจากในหมู่บ้าน แล้วมาจอดหน้าหมู่บ้านฝั่งทางเข้า จากนั้นก็ได้ลงรถแล้วดื่มน้ำแล้วเดินไปหลังรถ ก่อนจะเอาขยะที่ใส่รถมาโยนลงพื้น และใช้เท้าเตะให้กระจัดกระจาย แล้วขึ้นรถขับออกไป จนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวชายหนุ่มคนดังกล่าวไปสอบถามที่ สน.หัวหมาก ซึ่งเจ้าตัวยอมรับสารภาพกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ล่าสุดมีการขับรถชนไม้กั้นทางเข้าออกหมู่บ้าน และบีบแตรไล่รถเพื่อนบ้าน ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น (อ่าน : แฉ! ลูกบ้านไม่จ่ายค่าส่วนกลาง อันธพาลอีกซิ่งชนไม้กั้นขวางทางออก – เจ้าตัวบอกถ้าพังมีจ่าย)

ภาพจากกล้องวงจรปิด ขณะนายปฐมพงษ์ขับรถชนไม้กั้น

นายต่อ (นามสมมติ) เพื่อนบ้านที่เคยถูกนายชาญพัฒน์คุกคาม ยอมรับว่า ตนคือคนขับรถคันที่ถูกนายชาญพัฒน์ขับรถไล่และบีบแตรใส่ โดยเหตุเกิดขึ้นวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา เวลา 10.00 น. ขณะที่กำลังขับรถออกจากหมู่บ้าน ก็มองเห็นรถของนายชาญพัฒน์จอดขวางตรงล็อกทางออกจากหมู่บ้าน และเจ้าตัวก็กำลังยืนเช็ดกระจกรถอยู่ ตนจึงเลือกใช้ถนนขาเข้าเพื่อออกจากหมู่บ้านแทน ในระหว่างขับไปตนได้บีบแตรสั้น ๆ เพื่อส่งสัญญาณให้ รปภ. เปิดที่กั้นให้ แต่นายชาญพัฒน์กลับหันมามองในลักษณะหาเรื่อง เดาว่าเจ้าตัวอาจเข้าใจผิดว่าตนบีบแตรใส่ตัวเอง จึงรีบขึ้นรถและขับไล่รถของตน ซึ่งในช่วงที่ตนกำลังจะเลี้ยวซ้ายออกจากหมู่บ้านขึ้นถนนใหญ่ได้มีรถสิบล้อกำลังวิ่งมา ขณะเดียวกันนายชาญพัฒน์ได้ขับรถเร่งความเร็วมาจี้ท้ายตนและเบรกอย่างกะทันหัน เหมือนตั้งใจจะหาเรื่อง ซึ่งในตอนนั้นตนคิดว่าถ้านายชาญพัฒน์เบรกไม่ทันและกระแทกกับรถของตน ก็อาจจะทำให้รถของตนพุ่งออกไปกลางถนนและถูกสิบล้อชนได้

นายต่อ (นามสมมติ) เพื่อนบ้าน ให้ข้อมูลทีมข่าว

คุณต่อเล่าด้วยว่า หลังจากที่ตนขับรถขึ้นมาถนนแล้ว รถของนายชาญพัฒน์ยังรอเลี้ยวอยู่ที่หน้าหมู่บ้าน เจ้าตัวก็บีบแตรยาว กระทั่งนายชาญพัฒน์ขับไล่จี้ท้ายรถของตนมาบนถนน ก็ยังบีบแตรยาวเพื่อไล่ตน จนขับแซงผ่านไป ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนก็ค่อนข้างโกรธกับสิ่งที่นายชาญพัฒน์ทำ เพราะตนก็ไม่เคยมีปัญหาส่วนตัวกับนายชาญพัฒน์

เนม (นามสมมติ) เพื่อนบ้าน ให้ข้อมูลทีมข่าว

ด้าน เนม (นามสมมติ) เพื่อนบ้าน เปิดเผยว่า ตนเคยถูกนายชาญพัฒน์มากดกริ่งหน้าบ้าน เพราะตนเป็นคนพูดดีและเป็นมิตร และยอมคุยกับเจ้าตัว นายชาญพัฒน์จึงมากดกริ่งบ้านของตนบ่อยครั้ง ซึ่งในช่วงแรก ๆ ก็พูดกับตนปกติ แต่ช่วงหลังเริ่มใช้คำหยาบคายมากขึ้น และมากดกริ่งลูกบ้านในเวลาเที่ยงคืน เพื่อหาคนที่ถ่ายรูปตัวเองแล้วเอาไปเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก จึงทำให้ตนไม่อยากยุ่งด้วย ซึ่งตนมองว่านายชาญพัฒน์ควรจะมองตัวเอง และปรับปรุงข้อผิดพลาดมากกว่าที่จะไปตามหาคนที่ถ่ายรูปไปเผยแพร่

ตนและลูกบ้านไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของนายชาญพัฒน์เป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่เขาทำไม่ว่าจะเป็นการทิ้งขยะ ขับรถชนแผงกั้น และการกดกริ่งตามบ้านถืองว่าเป็นการคุกคาม ซึ่งตนคิดว่านายชาญพัฒน์ควรจะจ่ายค่าส่วนกลางที่ค้างอยู่จำนวน 2 แสนบาท เพื่อจะได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบ

นายชาญพัฒน์ ชาญพัฒนากร ลูกบ้านที่ก่อเหตุ

นายชาญพัฒน์ ชาญพัฒนากร ลูกบ้านที่ก่อเหตุ เปิดเผยว่า กรณีที่มีการนำเสนอข่าวและนำวงจรปิดออกมาเผยแพร่ บางเรื่องก็เป็นเรื่องจริง บางเรื่องก็ไม่เป็นความจริง เช่นกรณีที่มีวงจรปิดเห็นตนนำขยะไปเทกลางหมู่บ้าน ส่วนตัวเคยยอมรับไปแล้วว่าตนทำจริง และเคยขอโทษแล้ว ทั้งนี้ตนก็พร้อมที่จะขอโทษอีกครั้ง โดยหากย้อนเวลากลับไปได้ตนก็ไม่อยากทำเช่นนี้ อีกทั้งขยะดังกล่าวเป็นขยะที่ตนจะนำออกไปทิ้งอยู่แล้ว และยืนยันไม่ได้ตั้งใจนำมาเทกลางหมู่บ้าน ยอมรับว่าอายกับสิ่งที่ทำลงไป แต่เนื่องจากครอบครัวตนถูกรังแกมารวม 9 ปี และวันดังกล่าวเกิดมีสิ่งที่ทำให้ตนไม่พอใจขึ้นมาในขณะนั้น

ส่วนกรณีเรื่องค่าส่วนกลางของหมู่บ้าน ตนไม่ขอพูดถึง เนื่องจากไม่มีอำนาจ ต้องให้พ่อตนเป็นผู้ให้ข้อมูล ยืนยันไม่ได้เบี้ยว แต่หากตนเป็นเจ้าบ้านก็จะจ่ายค่าส่วนกลาง เพราะยังต้องใช้ถนนเส้นทางของหมู่บ้าน แต่ก็ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่จัดการ แต่ถึงครอบครัวไม่ได้จ่ายค่าส่วนกลาง ตนยังคิดว่ามีสิทธิ์ใช้พื้นที่ถนนของหมู่บ้านอยู่แล้ว เพราะบ้านตนมีมาก่อนหมู่บ้านสร้าง

ส่วนที่มีผู้อาศัยในหมู่บ้าน ระบุว่าตนไปกดกริ่งหน้าบ้านเพื่อคุกคามนั้น ยืนยันไม่ใช่ความจริง เพียงแต่ไปกดกริ่งบ้านผู้อื่นเพื่อขอโทษ เพราะเห็นผู้อาศัยบ้านหลังดังกล่าวถ่ายรูปตนไว้ ตนก็อยากไปถามว่าตนทำอะไรผิดหรือไม่ ไม่ได้ไปหาเรื่อง แต่ขณะไปกดกริ่งก็ไม่มีใครออกมา ซึ่งผู้อาศัยรายดังกล่าวได้ติดต่อทางโทรศัพท์มาหาพ่อตนแล้ว พ่อตนก็ได้กล่าวขอโทษไปแล้ว รวมทั้งตัวเองก็ขอโทษไปแล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ คนในหมู่บ้านก็ยังสามารถคุยทักทายกันได้ตามปกติ ส่วนใครที่ไม่ชอบตน ก็ไม่สามารถไปเปลี่ยนใจพวกเขาได้ จากนี้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร หากต้องให้ขอโทษอีกก็จะทำ โดยขณะนี้เตรียมทำจดหมายขอโทษไปถึงสมาชิกในหมู่บ้านทุกคน และสัญญาว่าจะไม่ทำพฤติกรรมเช่นนี้อีกแล้ว รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นผิด ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้แล้ว แต่ก็ทำลงไปทุกอย่างไม่ได้ต้องการอยากเอาชนะ เพียงแต่ไม่พอใจที่ครอบครัวต้องมาเจอเรื่องราวเช่นนี้

หลังจากนี้ครอบครัวตนก็พร้อมที่จะเจรจากับนิติบุคคลของหมู่บ้าน อยากให้เรื่องที่ผ่านมากว่า 9 ปีจบลง ครอบครัวตนยังต้องใช้ถนนของหมู่บ้านอยู่ ยังอยากให้ใช้ชีวิตร่วมกัน แต่หากคนในหมู่บ้านไม่ให้อภัยตน ต้องการให้ตนไปไหว้ทุกคนในหมู่บ้านหรือไม่ ส่วนเรื่องขับรถเข้าหมู่บ้าน ตนก็ไม่ได้ขับรถเร็ว แต่ความเร็วที่ขับอาจจะเกินที่หมู่บ้านกำหนด แต่ก็พยายามปรับไม่ให้มีเสียงดัง เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ส่วนเรื่องที่คนในหมู่บ้าน ระบุว่าตนขับรถไปชนไม้กั้น ยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่เบรกรถไม่ทัน และทำให้รถลื่นไปชนไม้กั้น แต่ก็ยังใช้งานได้อยู่

หลังข่าวออกไปตนไม่ได้รู้สึกเครียดแต่อย่างใด เพียงไม่พอใจสื่อบางสำนักที่เรียกตนว่า “มัน” ซึ่งตนเป็นเด็กอายุเพียง 20 ปี ที่หาเงินเลี้ยงน้อง ๆ ถึงขั้นที่ต้องเรียกว่ามันเลยหรือไม่ กังวลว่าจากนี้อาจถูกรังแกมากขึ้น ต้องการเพียงให้ครอบครัวตนและคนในหมู่บ้านได้อยู่ร่วมกัน จากนี้หากนิติบุคคลจะแจ้งความเอาผิดตน ก็ยอมรับว่ากลัวจะต้องติดคุก กับสิ่งที่ทำไปตนไม่ได้ตั้งใจ

นายปฐมพล เที่ยงวงษ์ ผู้จัดการนิติบุคคลหมู่บ้าน

ด้านนายปฐมพล เที่ยงวงษ์ ผู้จัดการนิติบุคคลหมู่บ้าน เปิดเผยว่า หลังจากที่นายชาญพัฒน์ตกเป็นข่าว และบอกกับสังคมผ่านสื่อว่าจะไปขอโทษเพื่อนบ้านในครั้งก่อน แต่กลับเป็นตรงกันข้าม เพราะนายชาญพัฒน์ก็เริ่มมีพฤติกรรมที่รุนแรงขึ้น และคุกคามคนในหมู่บ้านมากขึ้น โดยการเดินไล่กดกริ่งหน้าบ้านทุกหลัง เพื่อพยายามตามหาเจ้าของรถเบนซ์ที่เคยถ่ายคลิปวิดีโอและรูปตัวเองไปโพสต์ประจานบนเฟซบุ๊กในครั้งก่อน ซึ่งสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้คนในหมู่บ้านอย่างหนัก หลังจากนั้นนายชาญพัฒน์ก็ไปกดกริ่งบ้านหลังนั้นตลอด เพื่อถามคาดคั้นให้ยอมบอกว่าใครคือเจ้าของรถเบนซ์สีดำ

นายปฐมพล เล่าต่อว่า ตอนนี้สังคมออนไลน์และคนในหมู่บ้านเริ่มตั้งคำถามถึงพฤติกรรมของนายชาญพัฒน์ว่าเข้าข่ายอาการป่วยหรือไม่ ตนคิดว่าถ้าเป็นแบบนั้นก็อยากให้พ่อแม่ช่วยดูแลไม่ให้มาสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น หลังจากที่นายชาญพัฒน์ขับรถชนแผงกั้นหน้าหมู่บ้าน เจ้าตัวและครอบครัวก็ไม่ได้ติดต่อจะแสดงความรับผิดชอบค่าเสียหายแต่อย่างใด เพียงแต่ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าจะชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งตนมองว่าจะกระทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะการทำลายสิ่งของส่วนรวมนั้นผิดต่อข้อกฏหมายอาญา ขณะนี้ตนกำลังรวบรวมหลักฐานและเอกสารเพื่อแจ้งความจับนายชาญพัฒน์ ที่ สน.หัวหมาก ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ มีโทษจำคุกถึง 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จากการที่นายชาญพัฒน์ขับรถเหยียบกรวย 2 ครั้งและขับรถขนแผงกั้น 1 ครั้ง ซึ่งต่างกรรมต่างวาระกัน

keyboard_arrow_up