2 ผัวเมียร้องสื่อ ถูกผู้การกำมะลอหลอกเชิดพระเครื่องหนี เสียหายกว่า 5 แสนบาท

วันที่ 28 ส.ค. 61 นายพูลสวัสดิ์  ดุจดา อายุ 24 ปี และ น.ส.พัชรี คุณสมบัติ อายุ 30 ปี สองสามีภรรยา มีอาชีพเป็นนายหน้าหาห้องพักให้กับนักเดินทางที่ต้องการหาที่พักในตัวเมืองอุบลราชธานี เข้าร้องเรียนกับสื่อว่าถูกชายรุ่นใหญ่อ้างตัวเป็นนายตำรวจระดับผู้บังคับการประจำหน่วยปราบปรามยาเสพติด หลอกให้ติดต่อเช่าพระจากคนรู้จัก ก่อนเชิดพระเครื่องหนีไป มูลค่ากว่า 5 แสนบาท

น.ส.พัชรี คุณสมบัติ และนายพูลสวัสดิ์  ดุจดา ผู้เสียหาย

นายพูลสวัสดิ์ เปิดเผยว่า เมื่อปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ได้รับการติดต่อจากชายสูงอายุอ้างตัวเป็นผู้บังคับการตำรวจประจำหน่วยปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ชื่อผู้การพี จะลงมาทำงานติดตามพฤติกรรมกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องเป็นพระชั้นผู้ใหญ่และข้าราชการระดับสูงของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงต้องการที่พักใช้ทำงานเป็นเวลานานประมาณ 3 เดือน ตนจึงเสนอที่พักกลางเมือง ราคาเช่าเดือนละ 12,000 บาท ชายคนดังกล่าว ก็ตกลงเช่า โดยโอนเงินจำนวน 36,000 บาทมาให้ในวันรุ่งขึ้น ก่อนจะส่งข้าวของใช้เป็นเครื่องครัวให้ตนนำไปเก็บไว้ในห้องพัก

กระทั่งวันที่ 8 ส.ค. ผู้การพีได้เดินทางเข้าพักที่คอนโดพร้อมกับหญิงสาวที่อ้างว่าเป็นคุณนาย ระหว่างพักอาศัยอยู่ที่คอนโดผู้การพีก็พยายามพูดจาหว่านล้อมให้ความหวังกับตนว่าหากทำงานนี้ สำเร็จจะแบ่งเงินสินบนรางวัลนำจับยาเสพติดให้กับตนเม็ดละ 3 บาท โดยขณะนี้ มียาบ้ารอการลำเลียงเข้ามาในประเทศไทยจำนวนหลายล้านเม็ด พร้อมให้เป็นสายข่าว เพื่อประกอบอาชีพสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะมีค่าตอบแทนให้ในแต่ละงานด้วย ทำให้ตนและภรรยาหลงเชื่อ เพราะตลอดเวลาที่มาพบกับผู้การพี จะมีโทรศัพท์เข้า-ออกจำนวนมาก โดยปลายสายผู้การพีบอกว่าเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติบ้าง เป็นสายมาจากนักการเมืองชื่อดังสั่งให้ช่วยทำเรื่องโน้นเรื่องนี้ รวมทั้งให้ช่วยฝากฝังลูกหลานของคนรู้จักเข้ารับราชการตามที่ต่างๆอีกหลายแห่ง

ผู้การพี ผู้ที่ถูกกล่าวหา

นายพูลสวัสดิ์ เล่าต่อว่าหลังรู้จักกันมาประมาณ 1 สัปดาห์ ผู้กาพี ก็ได้ออกอุบายว่า มีผู้ใหญ่ต้องหาเช่าพระเกจิของอีสานตอนใต้ ให้นายพูลสวัสดิ์ช่วยติดต่อคนที่มีพระเครื่องและจะแบ่งเงินเปอร์เซ็นต์ค่าติดต่อให้กับตนร้อยละ 10 จากราคาพระตนและภรรยา จึงติดต่อให้เจ้าของพระเครื่องมาให้ผู้การพีดูยังที่พักในวันที่ 18 ส.ค. ระหว่างดูพระผู้การพีก็บอกว่ากับตนว่าตัวเองไม่เก่งเรื่องดูพระ ต้องให้เซียนพระที่จังหวัดสุพรรณบุรีดูก่อนนำไปเสนอกับผู้ใหญ่ จึงนัดตนกับภรรยา นำพระเข้าไปในกรุงเทพฯในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น พร้อมให้ตนและภรรยาทำสัญญาเช่าพระกับแผงจำหน่ายพระเครื่องที่นำมาพระมาให้ดูถึงห้องพัก เพื่อความสบายใจของแผงจำหน่ายพระ ซึ่งตนก็ยินยอมทำสัญญาตามที่ผู้การพีบอก เพราะมีความเชื่อถือในตัวผู้การรายนี้มาก

แต่เมื่อตนเดินทางไปถึงกรุงเทพฯ ผู้การพีก็บอกว่า เซียนพระคนดังกล่าวได้เดินทางไปหาลูกที่จังหวัดนครราชสีมา จึงให้เปิดห้องพักนอนค้างคืน แล้วค่อยขับรถไปหาเซียนพระในวันรุ่งขึ้น กระทั่งเช้าวันต่อมา ผู้การพีออกได้เข้ามาเอาพระทั้ง 14 องค์ โดยบอกให้ตนและภรรยาขับรถตามรถของตัวเองไป เพราะตนขับรถช้า กลัวว่าจะไปไม่ทันเซียนพระ โดยนัดเจอกันที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา

พระเครื่องที่สองสามีภรรยาอ้างว่าถูกผู้การพีเชิดหนีไป

นายพูลสวัสดิ์ ยังบอกอีกว่า หลังจากผู้การพีได้พระเครื่องทั้งหมดไปแล้ว ก็ขับรถออกจากโรงแรมไปอย่างรวดเร็ว จนตนขับรถตามแทบไม่ทัน และไปคลาดกันแถวจังหวัดสระบุรี ไม่สามารถติดต่อกับผู้การ ป.ป.ส.ปลอมรายนี้ได้อีกเลย จึงนำความเข้าแจ้งไว้กับเจ้าหน้าที่ สภ.เมืองอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ให้ช่วยติดตามตัว 18 มงกุฏมาดำเนินคดีให้ด้วย

เพราะปัจจุบันครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากครอบครัวของทั้งสองมีพ่อแม่และพี่ชายที่ป่วยอยู่ในความดูแล ที่ผ่านมาต้องหาเงินมารักษาคนในครอบครัว เมื่อต้องมารับภาระเงินค่าเช่าพระเครื่องที่ถูก 18 มงกุฏต้มตุ๋นไปกว่า 5 แสนบาท ทำให้ได้รับความลำบากมาก

keyboard_arrow_up