ถอนราบ “ใบอังกาบหนู” ชาวบ้านเก็บรักษามะเร็ง หมอหวั่นกิน 7 วันอันตราย (คลิป)

หลังจากที่มีการนำเสนอเรื่องราวของต้นอังกาบหนู ซึ่งเป็นสมุนไพรไทยที่มีผู้ที่เชื่อว่าช่วยในการรักษาโรคมะเร็งและโรคเบาหวาน  ให้หายจากโรคร้ายดังกล่าว  จนทำให้ผู้ที่ทราบข่าวต่างก็พากันแห่มาเก็บต้นอังกาบหนูในพื้นที่ 14 ไร่ ของนางละเมียด เกตุนิล อายุ 70 ปี ซึ่งอยู่ติดกับวัดดาวลอย หมู่ 5 ต.ปากท่อ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ไปตั้งเมื่อช่วงสายของวันที่ 20 ส.ค.61

วันที่ 21 ส.ค. 61  ผู้คนยังคงหลั่งไหลกันมาเก็บต้นอังกาบหนูกันอย่างไม่ได้ขาดสาย จนพื้นที่ดังกล่าวนั้นแทบจะเตียนโล่ง โดยนางละเมียด เจ้าของที่ดิน ออกมาบอกว่า เปิดให้คนเข้ามาเก็บเพราะจะได้นำไปรักษาคนและได้เป็นวิทยาทานด้วย หลังจากนี้ไปก็จะปิดพื้นที่เพื่อฟื้นฟูต้นสมุนไพรต่อไป

ภาพเปรียบเทียบหลังจากผู้คนมาเก็บใบอังกาบหนูจนสภาพเตียนโล่ง

ด้าน นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สมุนไพรใบอังกาบหนูเป็นสมุนไพรพื้นบ้านซึ่งสามารถพบได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย จึงไม่จำเป็นที่ประชาชนจะต้องไปถึงจังหวัดสุโขทัยเพื่อให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ส่วนในเรื่องของการรักษาขณะนี้ตอบไม่ได้แน่ชัดว่าสรรพคุณของใบอังกาบหนูสามารถรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ เนื่องจากไม่มีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบเพียงพอ แต่ประชาชนที่อ้างว่าสรรพคุณใบอังกาบหนูช่วยให้หายจากโรคมะเร็ง ส่วนตัวคิดว่า ต้องมีการวิเคราะห์อีกครั้ง เนื่องจากโรคมะเร็งมีหลายรูปแบบเช่น มะเร็งตับ, มะเร็งปอด, มะเร็งเต้านม ซึ่งสมุนไพรบางตัวก็จะถูกกับมะเร็งบางชนิด แต่หากไปใช้กับอีกชนิดก็จะไม่สามารถรักษาให้หายได้

นายแพทย์ขวัญชัยเปิดเผยด้วยว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข แพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ลงพื้นที่ จ.สุโขทัยเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติมว่า ลักษณะการหายจากโรคมะเร็งตามคำบอกเล่าของชาวบ้านนั้นเป็นเช่นไร จึงจำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียดก่อนวินิฉัยสรุปผลอีกครั้ง พร้อมทั้งตรวจสอบว่าสมุนไพรที่ชาวบ้านรับประทานเป็นใบอังกาบหนูจริงหรือไม่ อีกทั้งต้องสอบถามแพทย์พื้นบ้านในจังหวัดว่าได้นำสมุนไพรใบอังกาบหนูมารักษาผู้ป่วยบ้างหรือไม่

นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย

ทั้งนี้ แม้ว่าทางวิชาการจะยังไม่มีการยืนยันว่าใบอังกาบหนูสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะใบอังกาบหนูไม่ได้อันตราย โดยตามสรรพคุณทางยามีฤทธิ์เย็น และมีฤทธิ์เมาเบื่อ คือใช้ล้างพิษ จึงขอแนะนำประชาชนที่จะนำไปต้มดื่มควรค่อย ๆ รับประทานทีละเล็กน้อย เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของร่างกายว่าเป็นไปในทิศทางใด และไม่ควรรับประทานต่อเนื่องเกิน 7 วัน โดยให้เว้นช่วงหยุด 3-5 วันแล้วค่อยกลับมารับประทานใหม่ เพราะหากได้รับในอัตราที่มากเกินไปอาจจะเกิดอาการเป็นพิษได้

ส่วนบุคคลที่เริ่มนำไปรับประทาน ให้รับประทานแต่น้อย และสังเกตอาการของตัวเอง เนื่องจากสภาพร่างกายและอาการป่วยมะเร็งของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน โดยก่อนจะใช้สมุนไพรชนิดใดให้ใช้อย่างมีความรู้และถูกวิธี เพราะสมุนไพรบางชนิดอาจจะมีปฏิกิริยากับยาปัจจุบันที่กินอยู่ได้ ฉะนั้นการปรึกษาแพทย์จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด และไม่ควรละทิ้งการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากไม่อยากให้ประชาชนคาดหวังว่าต้มดื่มใบอังกาบหนูแล้วจะหายได้อย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยไม่ได้มีการศึกษาสรรพคุณของใบอังกาบหนูอย่างลึกซึ้ง แต่เท่าที่ทราบข้อมูลพบว่าในอายุรเวชของอินเดียใช้ในการรักษามานาน จึงใช้ปรุงเป็นยาแล้วจะช่วยในเรื่องการลดไข้ ลดอาการอักเสบ อมฆ่าเชื้อ แก้เหงือกบวมหรือเหงือกอักเสบ และถอนพิษต่าง ๆ

keyboard_arrow_up