เพื่อนบ้านช่วย “โจรอุ้มหมา” หนีได้ 15 ปี แสบดูดเงินบัตรเครดิตเหยื่อสุดเนียน (คลิป)

จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “อยากดังเดี๋ยวจัดให้ return” ได้ได้แฉพฤติกรรมนายอภิชาติ บุญเรือง อายุ 42 ปี และนางฑิญาตา บุญเรือง อายุ 38 ปี สามีภรรยาที่ออกตระเวนก่อเหตุลักทรัพย์มาอย่างโชกโชนตลอด 15 ปีที่ผ่านมา โดยหมายจับคดีแรกเมื่อปี 2545 กระทั่งล่าสุดตำรวจปทุมธานีได้นำหมายบุกค้นบ้านของผู้ต้องหาที่ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 61 เจอทรัพย์สินที่ถูกขโมยมากว่า 100 รายการ โดยคนร้ายไหวตัวทันหลบหนีไปได้ ขณะเดียวกันมีผู้เสียหายหลายรายได้เปิดเผยพฤติกรรมสามีภรรยาคู่นี้ ผ่านอมรินทร์ ทีวีมาอย่างต่อเนื่อง

นายอภิชาติ บุญเรือง และนางฑิญาตา บุญเรือง ผู้ต้องหา

วันที่ 21 ส.ค. 61 นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า หากผู้ใดมีข้อมูลหรือรู้เบาะแสเกี่ยวกับคนร้าย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปขอความร่วมมือ ก็ควรที่จะให้ความร่วมมือ เนื่องจากเป็นเรื่องของมนุษยธรรม ที่อาจมองว่าเป็นหน้าที่ของพลเมืองดี ส่วนตัวอยากให้ลองมองว่าหากครอบครัวตัวเองตกอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำ ถูกขโมยของ หรือถูกฆาตกรรม แต่ปรากฎว่าไม่มีใครออกมาเป็นพยานให้ ตัวเองจะคิดอย่างไร กรณีนี้ก็เช่นกัน

นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายได้ หากต้องการให้เพื่อนบ้าน คนละแวกบ้านของคนร้ายมาให้ปากคำ ก็สามารถขออำนาจศาลออกหมายเรียกตัวพยาน ตามประมวลพิจารณาทางอาญา หากเรียกแล้วไม่มา 2 ครั้ง ก็สามารถออกหมายจับได้ ซึ่งเป็นไปตามอำนาจการสืบสวนสอบสวน ทั้งนี้ หากพยานเดินทางมาให้การกับเจ้าหน้าที่ แต่อ้างว่าไม่รู้ ไม่เห็น ก็ถือไม่มีความผิด เนื่องจากการจะพิสูจน์ว่าเพื่อนบ้านจะรู้เห็นก็เป็นเรื่องยาก เพราะกรณีนี้เป็นเพียงการไม่อยากช่วยเหลือคนอื่นเท่านั้นเอง แต่ตนก็มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนดีเขาทำกัน ก็อยากให้มองถึงส่วนรวมด้วย

ด้าน คุณส้มและคุณดี (สงวนชื่อจริงและนามสกุล) สองพี่น้อง เจ้าของร้านถ่ายเอกสารย่านเกษตร กรุงเทพฯ ซึ่งตกเป็นผู้เสียหายจาก 2 คนร้าย เมื่อช่วงปี 2552 เวลาประมาณ 19.00 น. โดยคุณดี เล่าว่า วันนั้นมีรถยนต์มาจอดหน้าร้าน จากนั้นก็มีผู้หญิงเดินลงจากรถเข้ามาสั่งให้ถ่ายเอกสาร 10 นาทีต่อมาก็มีผู้ชายอุ้มลูกชายวัยประมาณ 3 ขวบเดินเข้ามาในร้านด้วย ซึ่งวันนั้นคุณดีบอกว่า ตนอยู่ร้านกับน้องสองคน ตอนที่ผู้หญิงเดินเข้ามาน้องตนก็เป็นคนถ่ายเอกสารให้อยู่บริเวณหน้าร้าน แต่ไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน ส่วนผู้ชายก็อุ้มลูกเข้าไปด้านในร้าน เดินไปตรงเพดานที่มีโมเดลเครื่องบินติดอยู่ 4 อัน แล้วลูกที่ชายคนดังกล่าวอุ้มเข้าไปในร้านก็ร้องว่าอยากได้เครื่องบินที่ติดโชว์อยู่บนเพดาน แต่คุณดีบอกว่าเอาไม่ได้ เพราะเป็นของที่ระลึกตอนที่ขึ้นเครื่องบิน ตนซื้อมาติดไว้โชว์ จากนั้นตนจำได้ว่าจะออกไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จึงเดินเข้าไปเปิดลิ้นชักโต๊ะเก็บเงิน จากนั้นก็ดึงกระเป๋าเงินออกมาจากลิ้นชัก แล้วหยิบเงินจากกระเป๋าไป ซึ่งขณะที่เปิดลิ้นชัก ชายคนดังกล่าวก็ยืนอยู่หน้าโต๊ะเก็บเงิน คาดว่าน่าจะไปยืนสังเกตก่อน จากนั้นตนก็เดินออกไปซื้อของด้านนอก ทำให้ในร้านตอนนั้นเหลือเพียงคุณส้มกับ 2 สามีภรรยาคู่นี้

คุณส้มและคุณดี (สงวนชื่อจริงและนามสกุล) ผู้เสียหาย

คุณส้ม เล่าต่อว่า ตนก็ถ่ายเอกสารให้ตามที่ผู้หญิงคนนั้นสั่ง แต่หญิงคนดังกล่าวไม่พอใจ บอกว่าถ่ายไม่ชัด ขอให้ตนถ่ายให้ใหม่ ซึ่งตนก็บอกว่าถ่ายชัดแล้ว แต่ก็ตัดสินใจถ่ายใหม่ให้ ขณะที่กำลังถ่ายเอกสารอยู่นั้น ผู้หญิงคนนี้ก็สั่งให้ถ่ายเพิ่มทีละนิด ไม่ได้สั่งในคราวเดียว และชวนคุยจนตนไม่มีเวลาหันไปดูอะไร

ขณะที่ผู้ชายก็อยู่ในร้านจุดที่มีเครื่องบินโมเดลติดโชว์อยู่บนเพดาน เมื่อคุณดีก็กลับมาจากซื้อของ ตนก็ถ่ายเอกสารให้สองผัวเมียคู่นี้เสร็จพอดี แล้วทั้งคู่ก็เดินออกจากร้านไป ระหว่างนั้นคุณดีเดินไปเปิดลิ้นชักปรากฏว่าไม่เจอโทรศัพท์ที่วางเก็บไว้ จากนั้นพวกตนจึงช่วยกันหาโทรศัพท์กันจนวุ่นวาย  เมื่อตั้งสติได้จึงไปเปิดอีกลิ้นชักหนึ่งที่เก็บกระเป๋าเงินไว้ แต่ปรากฏว่าไม่เจอกระเป๋าอีกเหมือนกัน คาดว่าจังหวะที่ตนออกไปซื้อของ และขณะน้องสาวถ่ายเอกสารอยู่ ฝ่ายชายน่าจะใช้โอกาสนั้นขโมยของออกไป โดยในกระเป๋าเงินมีบัตรเอทีเอ็มกับบัตรเครดิตอยู่ 5 ใบ พร้อมกับเงินอีก 100 บาท และได้โทรศัพท์มือถือไปด้วย

หลังจากนั้นได้โทรศัพท์ไปแจ้งอายัดบัตรทุกใบที่อยู่ในกระเป๋า ซึ่งธนาคารได้สอบถามข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนเยอะมาก ประกอบกับบัตร 5 ใบที่อยู่ในกระเป๋าก็ล้วนต่างธนาคารกัน ตนจึงต้องโทรศัพท์ไปทุกธนาคาร แล้วต้องตอบคำถามเดิม ๆ แต่ละครั้งก็ใช้เวลา 5-10 นาที รวมใช้เวลากว่า 50 นาที ทำให้ระหว่างนั้นโจรก็ไปที่ตู้เอทีเอ็ม แล้วกดเงินออกมาจากบัตร 4 ใบ ได้ไปเกือบ 2 แสนบาทอย่างง่ายดาย เพราะว่าคุณดีได้จดรหัสผ่านของบัตรไว้ในโทรศัพท์ เนื่องจากกลัวว่าจะจำไม่ได้ ซึ่งโทรศัพท์เมื่อ 9 ปีก่อนยังไม่มีระบบล๊อกหน้าจอ ทำให้โจรสามารถเข้าถึงข้อมูลได้  แต่ยังโชคดีที่บัตรอีกใบโจรไม่รู้รหัส เนื่องจากคุณดีใช้อยู่เป็นประจำ จึงสามารถจำรหัสได้โดยไม่ต้องจดบันทึก

ทั้งนี้ หลังจากเกิดเหตุ ตนก็เดินทางไปแจ้งความทันที ที่ สน.หพลโยธิน ส่วนของกลางที่ถูกยึดไว้ที่ สภ.ปทุมธานีนั้น ตนก็ยังก็ไม่ได้ไปดู เพราะรู้ว่าเงินสดไม่น่าจะเหลือแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คุณดีต้องไปยืมเงินเพื่อนมาถึง 150,000 บาท เพื่อเอามาปิดหนี้บัตรเครดิตที่โจรเอาไปใช้ ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ผ่านมา 9 ปี ก็ยังผ่อนชำระคืนเพื่อนไม่หมด เหลือประมาณ 40,000 กว่าบาท บอกว่าโชคดีที่มีเพื่อนช่วย เพราะไม่ต้องจ่ายให้เพื่อนทุกเดือน หากเดือนไหนไม่มีก็เลื่อนชำระได้ ตอนนี้ดีใจมากที่มีข่าวสองผัวเมียนี้ออกมา เพราะก่อนหน้านี้ตนถอดใจไปแล้วว่าถึงอย่างไรก็ไม่ได้เงินคืน แต่เมื่อมีข่าวออกมา ก็มีความหวังว่าโจรได้รับโทษตามกฎหมาย ถึงแม้ว่าตนจะไม่ได้รับเงินคืนก็ตาม ส่วนถ้าหากได้เจอคนร้าย ก็อยากจะต่อยหน้าคนร้ายสักที เพราะเจ็บใจ

 

keyboard_arrow_up