การันตี “พ่อ” คลิปศึกแย่งลูก คนดี! ครู-ญาติ-แม่ค้า เผยใส่ใจดูแลดี เลิกเกเร มีลูกนิสัยเปลี่ยน (คลิป)

จากกรณีที่ กระแสสังคมวิพากวิจารณ์อย่างหนักถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าเป็นการทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ หลังจากได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กไลฟ์เหตุการณ์ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลายนาย กำลังรุมจับนายธารา เวลาแจ้ง กลางโรงเรียน หลังอดีตภรรยาแจ้งว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งโดนจับให้นอนราบกับพื้น พร้อมใส่กุญแจมือ และนำตัวขึ้นรถกระบะ ไปที่สถานีตำรวจด้วยความรุนแรง ขณะที่ชายคนดังกล่าว ตะโกนถามเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “มีสิทธิ์อะไรมาจับ มีหมายศาลหรือไม่” พร้อมกับคำว่า “อย่าเอาลูกผมไป”

ภาพจากคลิปขณะตำรวจคุมตัวนายธารา ที่โรงเรียน
ภาพจากคลิปเหตุการณ์ที่นายธารา เหวี่ยงลูกล้มลงกับพื้น

ล่าสุด วันที่ 9 ส.ค. 61 ที่สำนักงานตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี พลตำรวจตรีนันทชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี พร้อมพ.ต.อ.จักร์ทิพย์ พาราพันธสกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางละมุง และพันตำรวจโทดรัณภพ สระทองอยู่ รองผู้กำกับป้องกันปราบปราม แถลงเปิดเผยเรื่องกระแสวิจารณ์ในสังคม โดยยืนยันว่าตำรวจทำตามหน้าที่ พร้อมเปิดคลิปที่ไม่เคยปรากฏในโลกออนไลน์ ก่อนหน้าที่ตำรวจจะควบคุมตัวนายธารา เพราะในขณะนั้นนายธารา อยู่ในช่วงอารมณ์โกรธ กระทำการอย่างรุนแรง โดยจับลูกสาวเหวี่ยงจนล้มลงกับพื้น จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องตัดสินใจ ควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง และยืนยันว่า ที่เบ้าตาของนายธาราเป็นรอยช้ำนั้น ไม่ได้ถูกตำรวจต่อย แต่เป็นฝีมือของพ่อตาที่ต่อยระหว่างช่วงชุลมุน

พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี

พล.ต.ต.นันทชาติ กล่าวว่า อยากให้ประชาชนได้เข้าใจการทำงานของตำรวจด้วย อย่าเข้าใจว่าตำรวจเป็นคนผิด เป็นคนเลว เพราะการกระทำที่จับกุมรุนแรงเกินกว่าเหตุ อย่างไรก็ตาม ตนจะต้องตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริง หากตำรวจทำมากไป หรือทำเกินกว่าเหตุ ก็จะต้องมีการลงโทษลงทัณฑ์ พร้อมย้ำว่า ไม่ต้องห่วง ไม่ได้เข้าข้างใคร ส่วนรายละเอียดเรื่องภายในครอบครัวนั้น ใครจะมีสิทธิ์ดูแลบุตรก็ว่ากันไปตามกระบวนการของศาล ซึ่งเรื่องอยู่ในชั้นศาลแล้ว

นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ

ด้าน นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ เปิดเผยว่า พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปรากฏอยู่ในคลิปภายขณะที่เป็นการยื้อแย่งเด็ก ตนคิดว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ควรใช้ความรุนแรงไปบังคับนำลูกของคนอื่นมา  ส่วนตัวรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นและยอมไม่ได้ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือเจ้าหน้าที่ทหารต้องสืบสวนหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าผิดพลาดได้อย่างไร หากบอกว่าไม่ใช่ความผิดพลาดแต่การแย่งบุตรทำไมถึงต้องเอากำลังพลมากถึงขนาดนั้น

ส่วนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่าปฏิบัติตามหน้าที่ ทนายรณณรงค์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมาให้ข้อมูล ตนคิดว่ายังพูดไม่หมด ซึ่งอยากตั้งคำถามว่าวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่มาเพื่อตรวจจับยาเสพติดหรือมาเพื่อเอาบุตรของบิดาไป ซึ่งหากเป็นเรื่องการตรวจจับยาเสพติดก็สมเหตุสมผล แต่หากเป็นเรื่องบุตรแล้วรู้ตั้งแต่ตอนต้นแล้วไปจำนวนมากเพียงนี้ เนื่องจากเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะไม่มีการออกหมายจับและไม่พบของกลางในตัว

นอกจากนี้ หากพ่อเด็กจะเอาเรื่องสามารถฟ้องได้ และทำได้ถึงขั้นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกจากราชการทั้งชุด จึงอยากเตือนว่า หากเจ้าหน้าที่ของรัฐรับเรื่องร้องเรียนมาแล้วห่วงพ่อและแม่ แต่กฎหมายอำนาจปกครองบุตรเป็นเรื่องของพ่อแม่ ซึ่งหากตกลงไม่ก็เป็นเรื่องของศาลครอบครัวไม่ใช่บุคคลอื่น

ส่วนเรื่องของการครอบครองบุตรว่าจะให้บุตรอยู่กับบุคลใด เรื่องนี้ต้องใช้สิทธิของศาลครอบครัวและควรทำแบบเงียบๆ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงก็ให้อีกฝ่ายไปแจ้งต่อศาล ไม่ใช่บอกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเพื่อให้อายัดตัวเช่นนี้ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง

ส่วนภาพของบิดาที่ถูกเผยแพร่ผ่านทางสื่อต้องเซ็นเซอร์บุคคลในครอบครัวทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือเด็ก เนื่องจากเด็กจะไปเรียนหนังสือลำบาก เพราะประชาชนทุกคนรู้จักครอบครัวหมดว่าบ้านหลังนี้มีปัญหาครอบครัว จึงทำให้เด็กเกิดความอาย อีกทั้งมีพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงภายในครอบครัว ว่าหากเกิดความรุนแรงต้องได้รับความคุ้มครองห้ามสื่อทุกแขนงนำเสนอ

ป้าติ๋ม แม่ค้าหน้าโรงเรียนที่เกิดเหตุ

ด้าน ป้าติ๋ม อายุ 53 ปี แม่ค้าขายลูกชิ้นทอด บริเวณหน้าโรงเรียนที่เกิดเหตุในคลิป เล่าว่า วันเกิดเหตุนั้น ได้เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารวิ่งเข้าไปภายในโรงเรียนและเกิดการชุลมุนวุ่นวายกันเกิดขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าลานอาคารเรียนหลังใหม่ ตนเองก็เลยวิ่งไปบอกตำรวจให้รอพ่อและแม่เขาก่อน อย่าทำอะไรรุนแรงเลย แต่ตำรวจก็ไม่ได้สนใจและให้นำตัวไปที่สถานีตำรวจทันที จนมาทราบภายหลังว่า เหตุการณ์นี้เป็นการแย่งลูกกัน ซึ่งเหตุการณ์ในวันนั้น ตนเองรู้สึกกลัว สงสารและรับไม่ได้กับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพราะสงสารเด็ก ทั้ง 2 คน ที่ร้องไห้เรียกหาพ่อ แล้วพ่อก็เรียกหาลูก อีกทั้งยังเป็นช่วงก่อนพักเที่ยง ครูและเด็กนักเรียนกำลังเยอะ ไม่น่าทำแบบนี้ น่าจะปรึกษาครูก่อน หรือไปควบคุมตัวที่อื่นก็ได้

โดยตนยอมรับว่า ชายในคลิปนั้น แต่ก่อน มีความเกเรอยู่บ้าง แต่ปัจจุบันตั้งแต่งงานมา ได้เลิกพฤติกรรมเหล่านั้นไปหมดแล้ว และอยู่กับลูกเงียบๆ เรื่องการทำร้ายลูกก็ไม่เป็นความจริง เพราะในช่วงทุกเย็น ก็จะพาลูกมาซื้อลูกชิ้นเป็นประจำ ก็มีการพูดจากับลูกอย่างดี ตนเองก็ไม่เคยเห็นว่าจะทำร้ายลูก ซึ่งฝ่ายขายก็เลี้ยงลูกได้ ถ้าเค้าไม่รัก เค้าคงไม่เอามาเลี้ยง โดยตนจะเห็นว่า ชายคนนี้จะมาเฝ้าลูกที่โรงเรียนทุกวัน ตอนเที่ยงก็ยังมาเฝ้า เพราะกลัวฝ่ายหญิงมาเอาตัวลูกไป ซึ่งทางครอบครัวของชายคนนี้ก็ค่อนข้างมีฐานะ ไม่น่าจะปล่อยให้ลูกอด ยืนยันชายคนนี้ได้ดูลูกอย่างดี ไม่อย่างนั้นคงปล่อยลูกไปอยู่กับฝ่ายหญิงแล้ว เขาจะอยากได้ลูกมาเลี้ยงทำไมถ้าหากไม่อยากดูแล

นายประเสริฐ พิมลสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียน

นายประเสริฐ พิมลสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียน เล่าว่า ชายคนนี้ได้นำลูกสาวทั้ง 2 คน มาฝากเรียนที่นี้ได้ 3 เดือนแล้ว โดยคนโตนั้นเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และคนเล็กนั้นอยู่ในระดับชั้นอนุบาล โดยมักจะเห็นว่าพ่อเด็กมานั่งเฝ้าลูกทั้ง 2 คนอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงพักกลางวัน ซึ่งตนเองนั้นมีโอกาสพูดคุยกับพ่อเด็ก เนื่องจากพบความผิดปกติว่าทำไมต้องมาเฝ้าลูกที่โรงเรียนตลอด ทำให้ทราบว่า เขามาดูแลลูก เนื่องจากกลัวแม่เด็กจะพาตัวลูกสาวไป อีกทั้งยังกำชับกับตนเองว่า ถ้าหากมีคนอื่นมารับลูกสาว จะไม่อนุญาตให้นำเด็กออกจากโรงเรียนเด็ดขาด

ผู้อำนวยการโรงเรียนบอกด้วยว่า จากการสังเกตพบว่าเขารักใคร่ดูแลลูกเป็นอย่างดี โดยวันเกิดเหตุ ตนเองไม่ได้อยู่ที่โรงเรียน แต่มีครูในโรงเรียนโทรศัพท์ไปรายงาน ตนจึงแจ้งให้ผู้ปกครองทั้ง 2 ฝ่ายรอก่อน เพื่อจะได้เข้าไปพูดคุยกัน แต่เมื่อเดินทางมาถึงกลับไม่พบใครอยู่แล้ว จึงได้สอบถามครูประจำชั้น ทราบว่า แม่เด็กได้ยื่นเอกสารซึ่งเป็นหมายศาลระบุว่า เด็กทั้ง 2 คน ต้องตกอยู่ในความดูแลของแม่

ทั้งนี้ จากคำบอกเล่าของครู ทราบว่า พ่อเด็กเคยเกเรมาก่อน แต่ปัจจุบันที่พบเห็นก็มีความเรียบร้อยดี เจอทีไรก็จะยกมือไหว้ตลอด ซึ่งตามข่าวที่ได้บอกว่า น่าจะพกปืนมาด้วย แต่ดูจากการแต่งตัวแล้ว ไม่น่าจะสามารถพกปืนไม่ได้ เพราะเป็นชุดกีฬา ซึ่งกรณีแบบนี้ ตนอยากให้เข้ามาพูดคุยกับผู้อำนวยการก่อนเพื่อไกล่เกลี่ย จะได้ไม่เกิดความรุนแรงภายในโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่ราชการ เพราะมีผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งนักเรียน ผู้ปกครองอยู่เป็นจำนวนมาก

นางละเมียด กุลภา ยายของนายธารา

ขณะที่นางละเมียด กุลภา ยายของนายธารา และเป็นทวดของเด็ก เปิดเผยว่า ก่อนที่หลานชายจะแยกออกไปมีครอบครัวนั้น เจ้าตัวมีนิสัยเกเรอยู่บ้าง แต่เมื่อมีลูกแล้วก็รู้สึกว่ามีพฤติกรรมดีขึ้น จนกระทั่งหลานชายได้หย่าร้างกับภรรยา ฝ่ายหญิงก็ปล่อยให้ลูกทั้ง 2 คนอยู่กับหลานชาย ในระยะแรกนั้น หลานชายจะให้ลูกไปอยู่กับฝ่ายหญิง แต่เวลาปิดเทอมก็จะรับมาอยู่ด้วย แต่เมื่อถึงเวลาไปรับ ฝ่ายหญิงกลับไม่ให้ลูกมากับหลานชาย ระยะหลังหลานชายจึงตัดสินใจเอามาอยู่ด้วยกันตลอด โดยฝ่ายหญิงได้มารับและจะขอลูกคืนถึง 2-3 ครั้ง โดยนำตำรวจ ทหารมาด้วย แต่ไม่เป็นผล จนไปถึงขั้นฟ้องศาลเพื่อจะขอลูก ๆ คืน

ส่วนพฤติกรรมที่ถูกกล่าวอ้างว่า หลานชายชอบทำร้ายผู้หญิงตนไม่ทราบ เพราะอยู่คนละบ้าน แต่ตนเองก็ไม่เคยเห็นว่าเคยทำใครเคยได้บาดเจ็บตรงไหน ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าหลานชายมักทำร้ายลูกสาวนั้นก็ไม่เป็นความจริง แต่กลับเป็นฝ่ายชอบตามใจลูกเสียมากกว่า ซึ่งตนมองว่า หากเลี้ยงลูกอย่างตามใจแบบนี้ โตขึ้นไปจะไม่ดี ต้องมีตีหรือดุบ้าง แต่ยืนยันว่า หลานชายดูแลลูกสาวทั้งสองคนเป็นอย่างดี

สำหรับเรื่องที่มีการใช้อาวุธปืนข่มขู่ว่าจะยิงลูก ๆ และตัวเองนั้น นางละเมียดยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่จริงเลย เป็นการกล่าวหากันเกินไป ยอมรับว่ารู้สึกโกรธคนที่มาพูดแบบนี้ เพราะถึงแม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะโมโหกันขนาดไหน ก็คงไม่ทำเช่นนั้น

นายธารา เวลาแจ้ง ผู้ถูกตำรวจคุมตัวในคลิป

หลังจากทราบข่าวว่า หลานชายถูกจับเนื่องจากมีการแย่งชิงลูกกัน ตนก็รู้สึกตกใจ จะช็อกตาย โดยเฉพาะตอนที่ลูกสาวเรียกหาพ่อนั้น รู้สึกเหมือนใจจะขาด เห็นว่ามีการทำร้ายร่างกาย ก็ได้แต่ร้องไห้ไม่มีปัญญาช่วย คืนนั้นก็นอนไม่หลับ กลัวหลานชายจะคิดสั้น เพราะหลานชายคนนี้ได้อยู่กับลูกสาวของตัวเองมา 3 ปีแล้ว ไปส่งลูกสาวไปโรงเรียนทุกวัน ฝนตกก็ยังไปส่งเลย ตนเองก็ได้แต่บอกว่า ให้แม่เขาไปเลี้ยง เพราะอีกฝ่ายเป็นคนมีเงิน ถ้าอยู่กับเราก็เรียนได้แค่โรงเรียนวัด โดยเหลนทั้งสองคนก็จะมาเล่นที่บ้านนี้อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะหลังเลิกเรียนก็จะมาหาทวด ให้ทวดทำไข่ตุ๋นให้กินเพราะเป็นของชอบ

ตนก็รู้สึกรักและเป็นห่วงหลานชายคนนี้ เพราะเป็นหลานชายคนเดียว เป็นห่วงกลัวคิดมาก กลัวจะเครียด ก็ได้แต่บอกว่า “ไม่ต้องเอากลับมาเลี้ยงแล้ว ให้อยู่กับแม่ไปก่อน จะได้ไม่ต้องมีปัญหากัน หากลูกลูกโตขึ้นก็จะรู้จักเราเอง เราก็อยู่อย่างนี้ อยู่กับยายไม่ต้องเครียด ถ้าเครียดก็ไปบวชเสีย”

keyboard_arrow_up