“โจ้ สปอตไลท์” จับพิรุธคดีเก่า “เสี่ยอ้วน” ฆ่าพ่อค้าไอติม ขัดผลชันสูตร ใครช่วยรอดคุก (คลิป)

กรณีที่นายปัญญา ยิ่งดัง หรือ เสี่ยอ้วน ได้ก่อเหตุยิงนายอำพัน สุขสวัสดิ์ อายุ 47 ปี พ่อค้าขายไอศกรีมจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 60 คาห้องพักพนักงานแห่งหนึ่ง ภายในซอยสุขเจริญ ถนนพระเมตตา ต.ป่าตอง อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งเสี่ยอ้วนเป็นเจ้าของหอพักดังกล่าว เมื่อก่อเหตุเสร็จก็รอมอบตัวทันที จากการสอบสวนเสี่ยอ้วนให้การว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตได้ไปหาแฟนสาวที่พักในหอพัก พร้อมกับนั่งพูดคุยกันอยู่ที่บันไดชั้นที่ 4 ขณะนั้น เสี่ยอ้วน กลับจากการทำธุระแล้วเจอผู้เสียชีวิตจึงถามว่า “พักอยู่ห้องไหน” ทำให้ผู้เสียชีวิตไม่พอใจจนมีปากเสียงกัน หลังจากนั้นเสี่ยอ้วนกำลังเดินขึ้นไปที่ห้องพักที่ 5 เพื่อยุติปัญหา แต่ผู้เสียชีวิตกลับเดินตามไปอีก จนเสี่ยอ้วนตัดสินใจใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิงใส่ผู้เสียชีวิตเข้าที่ไหปลาร้าด้านขวา 1 นัด หลังจากนั้นผู้เสียชีวิตจึงลงบันไดไปด้านล่าง ก่อนสิ้นใจตายคาบันได

สำหรับคดีดังกล่าว ตำรวจสรุปปมสาเหตุว่า ผู้เสียชีวิตและเสี่ยอ้วนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่มาเจอกันในที่เกิดเหตุ จนมีปากเสียงกัน จนนำมาสู่การยิงจนเสียชีวิต โดยเสี่ยอ้วน ผู้เป็นเจ้าของพักทำไปเพื่อป้องกันตัวเอง อีกทั้งเสี่ยอ้วนยังมอบตัวและสู้คดี ทำให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง

นายธรรมรัตน์ สุวรรณโพธิ์ศรี หรือ โจ้ Spotlight Phuket

วันที่ 5 ส.ค.61 นายธรรมรัตน์ สุวรรณโพธิ์ศรี หรือ โจ้ Spotlight Phuket เผยว่า คดีของนายปัญญา ยิ่งดัง หรือ เสี่ยอ้วน เมื่อปี 2560 ว่า สถานที่เกิดเหตุจะพบว่า ผู้เสียชีวิตนั่งพิงกำแพงอยู่ จากภาพถ่ายจะเห็นว่าผู้เสียชีวิตถูกยิงเข้าที่ร่างกายทั้งหมด 4 จุด แต่เสี่ยอ้วนให้การกับพนักงานสอบสวนว่า ระหว่างเดินกลับมาที่อะพาร์ตเมนต์ที่พักของตน เสี่ยอ้วนได้ถามผู้เสียชีวิตว่าพักอยู่ห้องไหน ก่อนจะขึ้นห้องพักไป แต่ผู้เสียชีวิตเกิดความไม่พอใจ จนแฟนสาวเห็นท่าไม่ดีจึงให้กลับมานั่งที่รถ ซึ่งจากภาพหน้าอะพาร์ตเมนต์ที่เห็น ที่จอดรถจักรยานยนต์จะอยู่ด้านหน้าตึก ซึ่งผู้เสียชีวิตและแฟนสาวจะต้องยืนคุยกันอยู่ที่บริเวณนี้ โดยมีรถกระบะของผู้เสียชีวิตจอดอยู่ใกล้ๆ

จุดผิดของคำให้การที่เห็นได้ชัดคือ อะพาร์ตเมนต์ดังกล่าวเป็นของเสี่ยอ้วน และนิสัยเสี่ยอ้วนเป็นคนค่อนข้างเข้มงวด จึงเป็นไปไม่ได้ที่เสี่ยอ้วนจะไม่รู้ว่าผู้เสียชีวิตพักอยู่ห้องไหน ทำให้เกิดความย้อนแย้งว่า ผู้เสียชีวิตไม่ได้วิ่งตามเสี่ยอ้วนขึ้นไปบนตึก ซึ่งคำให้การของพยานคนแรก คือ แฟนของผู้เสียชีวิต บอกว่าหลังจากเสี่ยอ้วนเดินขึ้นตึก ได้พาผู้เสียชีวิตที่เกิดความไม่พอใจมานั่งที่รถ ก่อนที่ผู้เสียชีวิตจะเดินตามเสี่ยอ้วนขึ้นไป พร้อมถือสิ่งบางอย่างลงไปด้วย ผ่านไป 10 นาที ได้ยินเสียงปืน 1 นัด ขณะที่พยานแวดล้อมอีก 1 คน อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ว่า ผู้เสียชีวิตเดินตามเสี่ยอ้วนขึ้นมา โดยในมือถือสิ่งของบางอย่างมีลักษณะมันวาว ก่อนเสี่ยอ้วนจะยิงขู่นัดแรกจากชั้น 5 ลงมาที่ชั้น 4 และยิงอีก 1 นัด ก่อนผู้เสียชีวิตจะวิ่งลงมาเสียชีวิต ซึ่งขัดกับคำให้การของเสี่ยอ้วน ที่บอกว่ายิง 1 นัด

สิ่งของที่อยู่ภายในกระเป๋าของผู้เสียชีวิต

ส่วนคำวินิจฉัยของอัยการที่บอกว่า ยิงผู้ต้องหาอีก 1 นัดขณะที่กำลังเดินเข้ามา ถือว่าสอดคล้องกับสำนวนของพนักงานสอบสวน ที่ระบุสาเหตุการตายว่าถูกยิงเข้าที่ไหปลาร้า 1 นัด แต่ตนตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดรอยกระสุนที่ศพถึงมี 4 นัด หากดูจากกระสุนที่ยิง เป็นการยิงที่ต้นคอขวา ทะลุออกมาที่ไหปลาร้า และอีกรอยหนึ่งที่ชายโครง ทำให้คาดเดาได้ว่า เหตุไม่ได้เกิดจากที่ผู้เสียชีวิตตามขึ้นไปด้านบนตึก แต่กลับเชื่อได้ว่า เป็นการยิงกันด้านบนตั้งแต่ต้น

นอกจากนี้ รายงานการชันสูตรข้อหนึ่ง เขียนว่า พบมีดคัตเตอร์ อยู่บริเวณด้านขวาของผู้ตาย ข้อนี้ไม่เกี่ยวกับผลการชันสูตร แต่เป็นสภาพเกิดเหตุ มีเพียงภาพถ่ายจุดเกิดที่ระบุไว้ชัดว่า ข้างตัวผู้เสียชีวิตด้านขวา พบมีดคัดเตอร์ตกอยู่ เมื่อค้นตัวผู้เสียชีวิตกลับพบกระเป๋าสตางค์ เงิน นาฬิกา ไฟแช็ค และใบเสร็จรับเงินต่างๆ และอีกหนึ่งสิ่งคือมีดพับอยู่ในตัวของผู้ตาย ซึ่งไม่ใช่คัตเตอร์ตามที่ระบุไว้ และยังไม่รู้ว่าคัตเตอร์มาจากไหน และคัตเตอร์ยังไม่ได้ถูกเปิดขึ้นมา จะสามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้หรือ รวมถึงผลชันสูตร ระบุว่า ถูกยิง 4 นัด แต่สำนวนของพนักงานสอบสวนระบุว่า ยิงนัดเดียว อัยการก็ระบุว่ายิงนัดเดียว และให้น้ำหนักไปที่คัตเตอร์อันที่พบในที่เกิดเหตุมากที่สุด โดยอ้างว่าเป็นการป้องกันตัว เพราะพยานในที่เกิดเหตุอีก 2 คนที่ให้การเป็นประโยชน์กับจำเลย อัยการจึงสั่งไม่ฟ้อง

keyboard_arrow_up