“แม่เต้-ทนาย” ลุยยื่นอุทธรณ์สู้ จ่อพิสูจน์พยานป่วยจิตขั้นไหน – พ่อ “ตง” ยันหลอน ห้ามขาดยา (คลิป)

วันที่ 4 ส.ค. 61 กลุ่มนักศึกษาอุเทนถวาย เดินขบวนยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ช่วยเร่งรัดคดีการเสียชีวิตของนายธนิต ทัฬหสุนทร หรือ เต้ ที่ถูกแทงเสียชีวิต เมื่อปี 2559 และคดีอื่น ๆ ของพี่น้องนักศึกษาร่วมสถาบัน เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา

นางเรวดี ทัฬหสุนทร แม่ของน้องเต้ ผู้เสียชีวิต

นางเรวดี ทัฬหสุนทร แม่ของน้องเต้ เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจที่ทุกคนในสถาบันทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง รวมถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่ยังไม่ทิ้งครอบครัวของตน ตอนนี้รู้สึกสบายใจขึ้น ที่ทุกคนมีเมตตา ส่วนที่ทางตำรวจชั้นผู้ใหญ่ มีการนำสำนวนคดีของน้องเต้ขึ้นมาพิจารารณาใหม่ ยิ่งทำให้รู้สึกเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น ว่าจะหาตัวคนผิดมาเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายได้

ขณะที่ความเป็นอยู่ของครอบครัวตอนนี้ ค่อนข้างลำบากกว่าแต่ก่อน เพราตอนที่พ่อน้องเต้ยังอยู่ แม้จะออกจากงานประจำมา แต่ก็ยังมีงานเสริมทำอยู่บ้าน เพื่อใช้หล่อเลี้ยงครอบครัว แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว

ส่วนเรื่องของคดีความ ก็มีการปรึกษากับนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ ซึ่งทนายรับปากว่าจะดำเนินเรื่องให้อย่างถูกต้องที่สุด และจะสู้คดีไปพร้อม ๆ กับครอบครัว เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับดวงวิญญาณทั้ง 2 ดวงที่เสียไปด้วย

นางเรวดี ยืนยันว่า หากผู้กระทำผิดตัวจริงออกมายอมรับ ทางครอบครัวพร้อมให้อภัยและอโหสิกรรมให้ ขอเพียงออกมายอมรับผิด

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ

ขณะที่ นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ เปิดเผยถึงการเตรียมสู้คดีว่า ตอนนี้ได้ผ่านพ้นการพิสูจน์จากศาลชั้นต้นมาแล้ว โดยหลักการไม่สามารถที่จะย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นสืบพยานใหม่ได้ แต่ด้วยคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของคนทั้งประเทศ ซึ่งในศาลชั้นต้นมีประจักษ์พยานสำคัญรายเดียวคือ นายพีรวิชญ์ ปุตตจินารักษ์ หรือ ตง ที่เห็นเหตุการณ์ที่นายโจ้ใช้อาวุธมีดแทงนายเต้เสียชีวิต ซึ่งให้การในชั้นสอบสวนไว้อย่างชัดเจน แต่พยานปากนี้ไม่สามารถนำมาสืบได้ เพราะพ่อของนายตง กล่าวอ้างว่านายตงมีอาการป่วยทางจิต แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าป่วยขั้นใด เมื่อนำใบรับรองแพทย์มายื่น จึงทำให้ศาลตัดพยานปากนี้ออกไป ทำให้ศาลวิเคราะห์พยานหลักฐานตามที่ปรากฎในสำนวน เมื่อไม่มีประจักษ์พยาน ทำให้พยานอ่อน จึงเป็นที่มาของการยกฟ้องในคดีนี้

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้เข้ามาดูแลเรื่องที่พ่อของเต้กระโดดตึกศาลอาญาเสียชีวิต โดยขอดูสำนวนการสอบสวนทั้งหมดภายใน 15 วัน และเมื่อวานนี้ (3 ส.ค.) ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ให้ข่าวว่าสำนวนคดีในศาลชั้นต้นอ่อน จึงจะขอให้มีการสืบพยานในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 ให้อำนาจศาลอุทธรณ์ในการสืบพยานเพิ่มเติม โดยสืบเองหรือสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบก็ได้
ทำให้ทั้งอัยการ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และตนเองเห็นตรงกันว่า จะใช้มาตรา 208 ในการนำนายตงมาสืบในชั้นอุทธรณ์ หรือศาลชั้นต้นตามที่ศาลอุทธรณ์สั่ง แต่ติดปัญหาที่นายตงเป็นผู้ป่วยทางจิตหนักหรือไม่ แม้พ่อของนายตง จะออกมายืนยันว่านายตงป่วยจริง แต่ไม่สามารถใช้ยืนยันได้ จึงอยากให้ ผบช.น. ช่วยตรวจสอบว่า นายตงป่วยทางจิตถึงขั้นที่จะไม่สามารถเบิกความเป็นพยานได้ โดยมีแพทย์คนอื่นนอกเหนือจากแพทย์ประจำตัวของนายตงมาร่วมตรวจสอบด้วย

แต่หากที่สุดแล้วผลการตรวจสอบ พิสูจน์ได้ว่านายตงป่วยทางจิต จนไม่สามารถให้การเป็นพยานต่อศาลได้ คงต้องใช้อำนาจของพนักงานสอบสวน หรืออำนาจศาล หรือกลับมาดูสำนวนใหม่ว่า คำให้การชั้นสอบสวนของนายตง ใช้ประกอบพยานหลักฐานอื่นที่เป็นพยานแวดล้อมได้หรือไม่ และสามารถลงโทษจำเลยได้หรือไม่

นายสุวิทย์ ปุตตจินารักษ์ พ่อของนายตง

ด้าน นายสุวิทย์ ปุตตจินารักษ์ พ่อของนายตง ยอมรับว่า ตนเองกับลูกชายคนเล็กคอยดูแลนายตงตลอด ตอนนี้สภาพจิตใจของนายตงเลวร้ายมาก เพราะเครียดและกดดันจากการเห็นข่าวที่สื่อมวลชนนำเสนอ ซึ่งตัวเองก็พยายามบอกนายตงว่าอย่าคิดมาก ทุกอย่างบอกกับตำรวจไปหมดแล้ว หากจะเรียกสอบปากคำอีกครั้งก็ยินดี

นายสุวิทย์ ยืนยันว่า นายตงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่รักษาผู้ป่วยทางจิตโดยตรงเพียงที่เดียว ตั้งแต่ปี 2557 โดยแพทย์จะย้ำทุกครั้งให้ดูแลอย่างใกล้ชิด อย่าให้นายตงขาดยา ต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งครอบครัวก็ช่วยย้ำให้ตงกินยา แต่ก็ไม่สามารถบังคับได้เพราะตงโตแล้วไม่ใช่เด็ก ปกติแล้วนายตงจะพูดคุยรู้เรื่องบ้าง เป็น แต่หากทานยาไม่ครบตามกำหนด หรือมีความเครียดความกดดัน จะเริ่มพูดจาห้วนๆ ซึมและนิ่ง แต่ครอบครัวจะพยายามพูดปลอบใจ ไม่ให้นายตงเครียด โดยอนุญาตให้เพื่อนมานอนค้างที่บ้านบ้างนานๆ ครั้ง แต่จะไม่ค่อยให้นายตงออกไปนอกบ้าน เพราะกลัวว่าจะออกไปมีปัญหากับคนอื่นเพิ่มอีก หรือถูกคนข้างนอกหลอกพาไป รวมถึงนายตงชอบมีอาการหูเพี้ยน ได้ยินเสียงแว่วว่ามีคนจะมาทำร้าย แม้กระทั่งพ่อแท้ๆ ของตัวเองที่เข้าไปถามว่าอยากกินอะไร แต่ตงกลับหูแว่วคิดว่าจะเข้าไปฆ่า

นายสุวิทย์ เล่าว่ามีครั้งหนึ่งที่เคยต้องขอแรงตำรวจ สน.ดินแดง ให้ช่วยพาตัวนายตงส่งโรงพยาบาล หลังอาละวาดหนัก เพราะตัวเองก็อายุมากแล้ว หากลูกชายคนเล็กไม่ติดเรียนก็มาช่วยกันดูแล

โดยวันที่ 10 ส.ค.นี้ จิตแพทย์ที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่นายตงเข้ารับการรักษาตัวมาตลอดตั้งแต่ปี 2557 นัดเข้าไปพบและรับยาตามกำหนด

ส่วนเรื่องคดีความตอนนี้ นายสุวิทย์ บอกว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อจากตำรวจให้นายตงเข้าไปให้ปากคำเพิ่มเติม แต่ไม่รู้สึกหนักใจอะไร เพราะมีใบรับรองจากแพทย์ว่าเป็นคนที่สติไม่เต็มร้อย ไม่สามารถขึ้นให้การได้ เพราะหากถูกซักถาม หรือถามชักนำมากๆ ก็จะคล้อยตาม และจะถูกแจ้งข้อหาให้การเท็จภายหลัง รวมถึงกลัวว่า หากนายตงถูกบีบบังคับมากๆ จะฆ่าตัวตาย เพราะก่อนหน้านี้ตงเคยกินยาฆ่าตัวตายมาแล้ว 2 ครั้ง

keyboard_arrow_up