แฉนาทีสังหาร “สปาย – ฟอร์ช” ยิงล้ม เหนี่ยวไกซ้ำ – แม่ค้าผวา เฮี้ยน เก็บร้านหนี (คลิป)

จากกรณีเหตุการณ์ที่ น.ส.ปวีณา หรือ น้องสปาย อายุ 20 ปี และ นายอนันตชัย หรือ น้องฟอร์ช อายุ 21 ปี ถูกกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงจนเสียชีวิตทั้งคู่บริเวณลานจอดรถ หน้าพระพุทธรูปแกะสลักเขาชีจรรย์ เมื่อช่วงวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมานั้น โดยจากการสอบสวนเพื่อนของผู้ตาย ยอมรับสารภาพว่า เป็นคนชี้เป้าให้กลุ่มผู้บงการ โดยส่งพิกัดให้ทราบ หลังจากเกิดเรื่องเจ้าตัวร่ำไห้ตลอดเวลา และเผยว่า ได้รับเงินค่าจ้างมา 2 หมื่นบาท ตอนแรกคิดว่าอีกฝ่ายจะมาเพื่อพูดคุยเคลียร์ปัญหากันเท่านั้น ไม่คิดว่าจะถึงขั้นส่งมือปืนไปฆ่ากันแบบนี้

นักข่าวพูดคุยกับนางแก้ว (นามสมมติ) ผู้เห็นเหตุการณ์

วันที่ 31 ก.ค.61 ทีมข่าวเดินทางมาบริเวณลานจอดรถ ฝั่งตรงข้ามหน้าพระพุทธรูปแกะสลักเขาชีจรรย์ พบว่าจุดเกิดเหตุห่างจากปากทางเข้าลานจอดรถมาประมาณ 200 เมตร ได้พบกับนางแก้ว (นามสมมติ) ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า วันเกิดเหตุเป็นวันหยุดทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวเขาชีจรรย์เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเวลาประมาณ 16.20 น. ตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 7 นัด ก่อนจะมีชายคนหนึ่งผู้ขับรถให้กับผู้เสียชีวิตวิ่งลงมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเข้ามาภายในร้านค้าที่อยู่ด้านข้างลานจอดรถ พร้อมบอกว่า “ลูกค้าผมโดนยิง” ตนทราบว่าคนร้ายได้ยิงผู้น้องสปาย 1 นัด น้องสปายก็ทำท่าจะวิ่งแต่วิ่งไม่พ้นก็ได้ล้มลงข้างรถ ก่อนที่คนร้ายจะเปิดประตูมายิงน้องฟอร์ช 2 นัด แต่ขณะนั้นยังไม่เสียชีวิต และได้หันไปยิงน้องสปายต่ออีก 3 นัด จนทำให้น้องสปายเสียชีวิตคาที่

ระหว่างที่เสียงปืนดังไม่มีผู้เข้าไปดูที่มาของเสียง เนื่องจาก เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และตนไม่สังเกตว่ายิงมาจากรถคันใด เพราะขณะที่รถจอดอยู่ภายในลานจอดรถ ก็มีรถของนักท่องเที่ยวและทัวร์จอดซ้อนอยู่หลายคัน ทำให้มองเห็นเหตุการณ์ไม่ชัดเจน ทำให้ตนต้องเดินไปดูจุดเกิดเหตุพร้อมกับพ่อค้าแม่ค้าและนักท่องเที่ยว

นางแก้ว (นามสมมติ) ผู้เห็นเหตุการณ์ ชี้จุดที่เกิดเหตุ

นางแก้ว เผยว่า น้องสปายถูกยิงจนทำให้ล้มลงไปนอนกับพื้นที่ด้านข้างรถในสภาพแน่นิ่ง มีเลือดออกมาจำนวนมาก แต่น้องฟอร์ช ยังคงหายใจแบบรวยริน และมีพลเมืองดีซึ่งเป็นพยาบาลวิชาชีพที่เดินทางมาท่องเที่ยวบอกว่าเป็นพยาบาลแล้วได้เข้าไปปั๊มหัวใจน้องสปายและน้องฟอร์ช แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ หลังจากนั้นประมาณ 30 นาที รถพยาบาลและรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ ก่อนจะกันพื้นที่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และได้เคลื่อนย้ายศพออกจากพื้นที่เกิดเหตุ ในเวลาประมาณ 21.00 น. ของวันที่ (19 ก.ค.) นอกจากนี้ นางแก้ว  สังเกตเห็นว่าน้องสปายและน้องฟอร์ชหน้าตาดี และจำได้ว่าเห็นทั้งคู่เดินมาซื้อน้ำมะพร้าวดื่ม ก่อนจะเดินไปยังรถที่จอดอยู่ จนมาเกิดเหตุสลดขึ้นในภายหลัง

ทั้งนี้ นางแก้ว เผยว่า ที่ผ่านมาตนไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน และไม่คิดว่าสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาเช่นนี้จะมีผู้กล้าลงมือทำเหตุการณ์เช่นนี้ได้ ภายหลังเกิดเรื่องตนและผู้ค้ารายอื่นที่ค้าขายในพื้นที่ลานจอดรถปิดร้านเร็วขึ้น จากเดิมต้องปิดร้านเวลา 19.00 น. แต่ปัจจุบันเริ่มปิดร้าน 17.00 น. เนื่องจากกลัว แต่มั่นใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบต่อการท่องเที่ยวของเขาชีจรรย์อย่างแน่นอน และเชื่อว่าคนก็ยังคงจะเดินทางมาเที่ยวเป็นปกติ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นจุดลานจอดรถ ไม่ใช่ในพื้นที่ของเขาชีจรรย์

น.ส.แก้ม (นามสมมติ) ญาติของสปายให้สัมภาษณ์

น.ส.แก้ม (นามสมมติ) เปิดเผยว่า น้องสปายและน้องฟอร์ช เป็นญาติกันที่พักอาศัยอยู่ที่ จ.กาฬสินธุ์ และไปทำงานที่ จ.ภูเก็ต ได้ประมาณ 2-3 ปี ที่ร้านของเสี่ยอ้วน ซึ่งน้องสปาย ทำงานเป็นพีอาร์ หรือเด็กนั่งดริ้ง นายปัญญา ยิ่งดัง หรือ เสี่ยอ้วน หลงรัก น.ส.ปวีณา นาเมืองรักษ์ หรือน้องสปาย ซึ่งเสี่ยอ้วน มักจะหึงหวง ผู้ชายที่มาเที่ยวที่ร้าน หากมีคนเรียกน้องสปายไปนั่งดริ้ง เสี่ยอ้วน จะใช้ไฟฉายส่อง และบอกให้คนอื่นไปรับงานแทน

ส่วน น้องฟอร์ช ทำงานอยู่ที่ร้านอีกแห่งไม่ได้ทำงานที่เดียวกันกับน้องสปาย เนื่องจากทั้ง 2 คน สนิทกัน จึงพักอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่ไม่ได้เป็นแฟนกัน ซึ่งตนก็เคยไปทำงานที่ร้านเสี่ยอ้วน ประมาณ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 7-10 วัน โดยไปทำงานเป็นพีอาร์ หรือเด็กนั่งดริ้งเช่นกัน ซึ่งน้องสปาย บอกกับเสี่ยอ้วนว่า ตนเองเป็นพี่สาวจึงทำให้ เสี่ยอ้วน ดูแลเป็นอย่างดีคอยเข้ามาคุย และมักจะบอกอยู่เสมอว่า “รักน้องสปาย”

ภายถ่ายนายปัญญา ยิ่งดัง หรือ เสี่ยอ้วน และน.ส.ปวีณา นาเมืองรักษ์ หรือน้องสปาย ผู้เสียชีวิต

ขณะเดียวกัน น.ส.แก้ม ยังบอกอีกว่า หากเสี่ยอ้วน ดื่มเหล้า จะเป็นคนใจร้อน และเคยข่มขู่น้องสปาย อยู่บ่อยครั้งว่า ไม่ให้ไปยุ่งกับใคร แต่ถ้าไม่กินเหล้าจะเป็นคนใจดี แถมยังเคยบอกเพื่อนฝูงในจ.ภูเก็ตว่า หากน้องสปาย ไปซื้อเสื้อผ้า หรือโทรศัพท์มือถือ ไม่ต้องให้คิดเงิน ให้มาเก็บเงินได้กับเสี่ยอ้วน ที่ผ่านมา เสี่ยอ้วนเคยซื้อมือถือ ไอโฟน 7 ให้น้องสปาย แต่น้องสปายไม่รับ ส่วนเรื่องเงิน 1 ล้านที่โอนให้พ่อน้องสปายไปซื้อรถคันใหม่ ตนเองไม่ทราบข้อมูล

สำหรับสาเหตุที่น้องสปาย และน้องฟอร์ช หนีมาทำงานที่ จ.นครปฐม เนื่องจาก น้องสปาย โดนตามตื้อ และไม่ชอบเสี่ยอ้วน จึงย้ายออกมาจากนอกพื้นที่ น.ส.แก้ม ยืนยันว่า ตนไม่เคยรู้จักกับ นายสายันต์ ศรีสุข อายุ 43 ปี ที่เป็นคนชี้เป้า ตนไม่รู้จักมาก่อน แต่ นายวราเทพ มาสูงเนิน หรือ “อั้ม” อายุ 20 ปี ที่ไปด้วยกันนั้น เป็นญาติกับน้องสปาย แต่ไม่ทราบว่า จะมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ ส่วนสาเหตุการฆาตกรรมครั้งนี้ อาจเป็นเพราะความหึงหวง แต่เบื้องลึกจะเป็นเรื่องเงินหรือไม่นั้น ตนเองไม่ทราบ

นายปัญญา ยิ่งดัง หรือ เสี่ยอ้วน

สำหรับ เสี่ยอ้วน มีฉายาว่า “เสี่ยอ้วนบางลา” ภูมิลำเนาเดิมเป็นคนจังหวัดสุรินทร์ เมื่อ 20 ปีก่อน เสี่ยอ้วนเคยทำงานเป็นผู้จัดการผับแห่งหนึ่งที่จังหวัดชลบุรีแต่ไม่ประสบความสำเร็จจึงย้ายมาจังหวัดภูเก็ต แล้วทำงานเป็นเด็กเฝ้าห้องน้ำในสถานบันเทิงโดยบริการนวดและจัดผ้าเย็นผ้าร้อนให้กับบรรดานักท่องเที่ยว ด้วยความมุมานะของเสี่ยอ้วนจึงนำเงินที่เก็บออมมาสัมปทานห้องน้ำสถานบันเทิงหลายแห่งในพื้นที่ป่าตอง ต่อมา เสี่ยอ้วน เริ่มขยับขยายมาเปิดบาร์ภายในซอยบางลา จนปัจจุบันกิจการเริ่มเติบโตทำให้มีร้านเพิ่มมากขึ้น

นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ

นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ เผยว่า ถ้าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมเสี่ยอ้วนได้แต่เจ้าตัวปฏิเสธ แล้วมีผู้รับความผิดแทน แต่หากเสี่ยอ้วนนั่งมาภายในรถกับผู้ก่อเหตุก็ถือว่ามีความผิด ส่วนตัวคิดว่าหากพยานไม่เห็นวินาทีที่ผู้ก่อเหตุลงมือยิง แต่เชื่อว่าต้องมีผู้เห็นรถที่แล่นเข้าไปลานจอดรถเขาชีจรรย์ ประกอบกับถ้ามีการตรวจดีเอ็นเอภายในรถแล้วพบ DNA ของเสี่ยอ้วนจะเป็นสิ่งที่ส่อได้ว่า เสี่ยอ้วนได้ไปที่เกิดเหตุในวันเกิดเรื่อง

ส่วนการลงมือยิงผู้เสียชีวิตซ้ำกันหลายนัด บ่งบอกได้ว่า ทางผู้ก่อเหตุมีความแค้น และเสี่ยอ้วนก็มีปมความรักกับผู้ตาย ซึ่งจากพฤติกรรมการวางแผน การเตรียมปืน และจ้างคนชี้เป้านั้นถือเป็นการไตร่ตรองในการฆ่าแล้ว ประกอบหลักฐานเช่นปืนและรถที่ใช้ก่อเหตุค่อนข้างสำคัญ เนื่องจาก จะมี DNA แล้วเป็นสิ่งที่ทำให้ทราบได้ว่าใครนั่งภายในรถ

ทั้งนี้ ทนายรณณรงค์ สงสัยว่าทำไมเสี่ยอ้วนถึงหายไปเป็นระยะเวลานาน และหากเสี่ยอ้วนหายไปนาน 7 วัน ขณะนี้คงไม่เหลือหลักฐานให้สืบแล้ว

keyboard_arrow_up