เปิดปากศิษย์ “ครูวิภา” โต้ทรยศ เบี้ยวหนี้ กยศ. อ้างไม่ค่อยสนิท – ครูใจดีไม่คิดฟ้อง ขอเคลียร์ (คลิป)

จากกรณี น.ส.วิภา บานเย็น ครูโรงเรียนมัธยมในจังหวัดกำแพงเพชร ต้องมารับภาระหนี้สินจากการไปทำการค้ำประกันให้นักเรียนกว่า 60 คน กู้ยืมเงินเรียนจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. (อ่าน : “ครูวิภา” เปิดใจเจอศิษย์ทรยศ หลอกค้ำประกันทำหมดตัว บ้านถูกยึดส่อล้มละลาย ตกงาน)

แขกรับเชิญร่วมพูดคุยในรายการ

วันที่ 25 ก.ค. 61  “รายการต่างคนต่างคิด” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.20 น. ได้เชิญ คุณวิภา บานเย็น ครูที่ถูกยึดทรัพย์, คุณชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ,  คุณรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี มาร่วมพูดคุยในรายการ

ครูวิภา เผยว่า ตอนเซ็นค้ำประกัน ตนสอนโรงเรียนมัธยมอยู่ จ.กำแพงเพชร ตนเริ่มเซ็นค้ำประกันหนี้ให้นักเรียนใน ปี 2541 กับ 2542 เพราะตอนนั้นตนเป็นที่ครูปรึกษาของนักเรียนและสอนถึง 2 ห้อง รวมกว่า 60 คน ตอนนั้นไม่ได้มีการคุยกับลูกศิษย์และไม่ได้นึกถึงว่า อีก 10-20 ปี จะเกิดอะไรขึ้น ตนคิดเพียงว่าเซ็นเพื่อให้เด็กได้เรียนหนังสือ ซึ่งตนเพิ่งรู้ตัวตอนปี 2551 ที่ได้รับหมายศาลฉบับแรกให้ไปไกล่เกลี่ยหนี้ ก็รู้ทันทีว่าเป็นเรื่อง กยศ. ตนก็ตกใจและสงสัยว่าลูกศิษย์จะได้หมายศาลด้วยหรือไม่ ตนจึงไปตามที่บ้านของลูกศิษย์ แต่ไม่เจอตัวของลูกศิษย์เพราะตอนนั้นไปเรียนที่อื่นแล้ว ซึ่งจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยที่ศาล หลังจากนั้นลูกศิษย์ก็จ่ายหนี้เป็นปกติ ส่วนครั้งที่ 2 ก็มีหมายศาล ฟ้องไกล่เกลี่ยเหมือนครั้งแรก ครั้งนี้ก็ไปตามลูกศิษย์ที่บ้าน ซึ่งมีบางกรณีที่ตนไปศาลแต่ลูกศิษย์ไม่ไป จึงทำอะไรไม่ได้เพราะตนเป็นเพียงคนค้ำ ศาลจึงพิพากษาไปตามกระบวนการ

คุณวิภา บานเย็น ครูที่ถูกยึดทรัพย์

ส่วนรายที่ 3 กับ 4 มีหมายบังคับคดีมาเลยซึ่งตอนนั้นตนก็จำไม่ได้ว่ามีหมายศาลมาหรือไม่ เพราะมีมาเยอะในทุกๆปีตั้แต่ปี 2551 ซึ่งตนก็เครียดที่มีหมายบังคับคดีมาติดที่บ้านเพราะกำลังจะถูกยึด ตนจึงต้องนำเงินส่วนตัวไปจ่ายถึง 45,000 บาท ซึ่งก่อนไปจ่าย ตนได้ติดต่อลูกศิษย์ให้ไปจ่ายหนี้ได้แค่คนเดียว ซึ่งในขณะนั้นลูกศิษย์ต้องต้องปิดบัญชีเป็นเงินก้อน แต่ลูกศิษย์ไม่ได้ไปจ่าย ตนจึงรีบจ่ายปิดบัญชีก่อนเพราะกลัวจะถูกยึดทรัพย์ ซึ่งตอนนี้ยังอีก 17 รายที่ตนเซ็นให้ที่กำลังจะโดนฟ้องบังคับคดี ตนก็กลัวทั้ง 17 ราย ไม่จ่ายหนี้ ซึ่งหลังเป็นข่าวก็มีลูกศิษย์ไปปิดบัญชีและได้โทรมาขอโทษตน เพราะไม่คิดว่าเรื่องจะใหญ่ขนาดนี้ ตนก็สอนลูกศิษย์ไปว่า ทุกอย่างที่ทำ ดีหรือไม่ดียู่กับตัวเอง เพราะสุดท้ายความเป็นครูรักลูกศิษย์มันมีอยู่เต็มหัวใจอยู่แล้ว ซึ่งตนก็ไม่โกรธลูกศิษย์แต่ตนน้อยใจที่ลูกศิษย์ทำแบบนี้

ด้าน คุณชัยณรงค์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เผยว่า ตอนนี้ยังมีลูกหนี้อีก 17 ราย ที่ต้องบังคับคดี จาก 60 ราย ปิดบัญชีไปแล้ว 29 ราย ชำระปกติ 10 ราย ซึ่งยังฟ้องอีก 21 ราย และบังคับคดีไปแล้ว 4 ราย ซึ่งไม่พบทรัพย์ของลูกหนี้จึงยึดของครูแทน 4 ราย ซึ่งตอนนี้ครูได้ไปจ่ายหนี้แทน กยศ. จึงต้องไปถอนทรัพย์ที่ยึดไปแล้วคืนให้ครูวิภาในภายหลัง

คุณชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

คุณรื่นวดี อธิบดีกรมบังคับคดี เผยว่า สำหรับการบังคับคดีต้องขึ้นอยูกับโจทก์คือ กยศ. ไปออกหมายบังคับคดี และต้องไปสืบทรัพย์ลูกหนี้ เมื่อ กยศ. ตั้งเรื่องให้ยึด ทันทีที่ตนรู้ข่าวก็ได้ประสานทุกฝ่ายมาร่วมคุยกัน และเข้าไปช่วยครูวิภา และได้ใช้กลไกไกล่เกลี่ยหนี้ชั้นบังคับคดี คือให้เจ้าหนี้กับลูกหนี้มาปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเมื่อครูวิภาได้ชำระหนี้แล้ว ได้หยุดกระบวนการขายทรัพย์ที่ยึดของครูวิภาแล้ว

คุณรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี

คุณชัยณรงค์ ยังบอกอีกว่า กยศ. จำเป็นต้องทำหน้าที่ตามกฎหมายซึ่งหยุดเก็บเงินไม่ได้ ส่วนคนที่ไม่จ่าย กยศ. จะไปสืบทรัพย์และถ้าพบก็จะไปยึด รวมถึงหักเงินเดือน แต่ถ้าไม่เจอทรัพย์สินก็จำเป็นต้องยึดของครู เพราะครูเป็นผู้ค้ำประกันอยู่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ไปสืบทรัพย์ลูกหนี้แต่ไม่พบกรรมสิทธิ์ทรัพย์ใดๆจึงต้องไปยึดจากครูซึ่งเป็นผู้ค้ำ ด้าน คุณรื่นวดี กล่าวเสริมว่าส่วนการบังคับคดี มีอายุความถึง 10 ปี ที่จะบังคับคดีลูกศิษย์ สามารถตรวจสอบได้หากลูกศิษย์ของครูวิภาทำงานที่บริษัทใด ก็จะปรากฏข้อมูลจากประกันสังคมหรือข้อมูลต่างๆที่อยู่ในระบบ

นอกจากนี้ ครูวิภา ยังเปิดเผยว่า ตนเคยไปหาลูกศิษย์ที่บ้านก็เจอแต่พ่อแม่เมื่อไปเล่ากับผู้ปกครองว่าตนเดือดร้อนและกำลังจะถูกยึกทรัพย์ ผู้ปกครองก็บอกว่านึกว่าลูกไปจ่ายหนี้แล้วซึ่งตอนนี้เขาก็หาเช้ากินค่ำ ตนก็ได้แค่ฝากพ่อแม่ให้บอกเด็กด้วย ด้าน คุณชัยณรงค์ กล่าวว่าโดยหลักแล้วพ่อแม่ต้องรู้ว่าลูกกู้ กยศ. ซึ่งในตอนนั้นเด็กบางคนอยู่กับตายายและทำให้ไม่สะดวกมาเซ็นค้ำ จึงต้องทำให้ครูต้องเซ็นค้ำแทน ซึ่งจากข่าวที่ออกไปตอนนี้ ตนเชื่อว่า อีก 17 ราย ไม่กล้าที่จะไม่จ่ายหนี้ และสำหรับคนที่เคยเซ็นค้ำประกันหนี้ กยศ. ไปแล้ว หากใครกลัวและต้องการจะถอนการเซ็นค้ำประกัน ตามหลักกฎหมายแล้วตอนนี้ยังไม่สามารถทำได้

คุณรื่นวดี ยังบอกอีกว่า ตอนนี้ก็มีคนไม่จ่ายหนี้ กยศ. และถูกบังคับคดีอยู่พอสมควร กรมบังคับคดีจึงทำการไกล่เกลี่ย ซึ่งตลอด 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา สามารถไกล่เกลี่ยและคืนเงินให้ กยศ. ประมาณ 1,300 กว่าล้าน แล้ว ซึ่งตนก็เพิ่งเคยเจอกรณีครูวิภาที่ค้ำประกันถึง 60 คน

สำหรับจำนวนเงินที่ยังค้างชำระ คุณชัยณรงค์ เผยว่า ในส่วน 17 คนที่ยังไม่จ่าย หนี้เงินต้นรวมกันทั้งหมดประมาณ 190,000 บาท ด้าน ครูวิภา กล่าวต่อว่า ตนไม่สามารถจ่ายแทนได้ เพราะเงิน 190,000 เป็นเพียงเงินต้น นอกจากนี้ยังมีดอก และค่าปรับการชำระหนี้ช้าอีก คุณชัยณรงค์ ยังบอกอีกว่า ในส่วนของเงินต้นและดอก กยศ.ไม่สามารถลดหย่อนได้ แต่จะสามารถแต่ช่วยเหลือเรื่องค่าปรับได้

ในช่วงท้ายของรายการ ครูวิภา กล่าวว่า ที่ตนไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อลูกศิษย์ที่ตนเซ็นค้ำให้ ตนก็ทำกับลูกศิษย์ไม่ได้ แม้กระทั่งนักข่าวโทรมาขอรายชื่อ ตนก็ไม่บอก หรือแม้จะให้ไปฟ้องเพื่อเอาเงินการใช้หนี้จากลูกศิษย์ ตนก็ทำไม่ได้ ซึ่งอยากฝากบอกถึงลูกศิษย์ว่า ความเป็นครูเมื่อตอนปี 2541 เป็นอย่างไร ตอนนี้ก็ยังเป็นครูเหมือนเดิม ไม่ได้โกรธเกลียด เพียงแต่ว่าที่ทำให้ในตอนนั้นหวังเพียงอยากให้ลูกศิษย์มีอนาคตและชีวิตจะดีขึ้นกว่าเดิม มีงานทำ มีครอบครัว ไปเจอสังคมที่ดีๆ  ซึ่งตอนนี้ครูก็น้อยใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะครูสอนมาตลอดว่าอยากให้ลูกศิษย์เป็นคนดี

คุณรื่นวดี กล่าวว่า ครูวิภาแสดงให้เห็นชัดถึงการมีของจิตของการเป็นครูที่ต้องการจะดูแลลูกศิษย์ให้มีอนาคตที่ดี  จึงอยากบอกถึงลูกศิษย์จะต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบในกรณีที่มีหนี้ก็ต้องชำระ และคิดว่าลูกศิษย์เมื่อได้ฟังรายการในวันนี้ ตนเชื่อว่าความสำนึกและความรับผิดชอบจะต้องเกิดขึ้นมาทันที ครูทำขนาดนี้แล้วลูกศิษย์ยังไม่มาหาครูอีกหรือ

คุณวาสนา ผู้กู้ กยศ. ที่ครูวิภาค้ำประกันให้

ด้าน คุณวาสนา ผู้กู้ กยศ. ที่ครูวิภาค้ำประกันให้ เปิดเผยว่า ตนได้ติดตามข่าวครูวิภาแล้ว ขณะที่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 ก.ค.) ครูได้ติดต่อมาให้ตนเข้าไปเช็กยอดชำระหนี้ ซึ่งทราบว่าทาง กยศ. ไม่ให้ทยอยจ่ายแล้ว แต่ให้ปิดบัญชีโดยจ่ายคืนทั้งหมด ซึ่งตนติดหนี้ กยศ. รวมดอกเบี้ย จำนวน 15,000 บาท โดยกู้ตั้งแต่เรียนชั้น ม.4 ที่ จ.กำแพงเพชร จากการเช็กยอดเงินต้นที่กู้จำนวน 11,000 บาท และตนกู้เพียงเทอมเดียวเท่านั้น

โดยครูวิภา บอกตนว่าโดนบังคับยึดทรัพย์ ต่อมาวันรุ่งขึ้นครูไปออกทีวี ตนก็รู้สึกตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้ ซึ่งทราบว่าครูเซ็นค้ำประกันให้ศิษย์กู้ กยศ. ถึง 60 คน ตอนนั้นด้วยความเป็นเด็ก ตนก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้ตนก็คิดว่าเหตุใด ทำไมครูถึงกล้าค้ำให้เด็กถึง 60 คน

คุณวาสนา ยืนยันว่า ตนไม่คิดจะเบี้ยวจ่าย กยศ. ขณะนี้ตนอยู่ระหว่างหาเงินมาปิดเต็มจำนวน ขณะที่ผ่านมา ตนไม่เคยรู้เรื่องนี้จากครู และไม่ได้ติดต่อครู ตนทราบว่าครูโดนฟ้องตั้งแต่ปี 2550

คุณวาสนา กล่าวว่า เมื่อเช้าตนได้โทรศัพท์ไปหาครูแล้ว แต่ครูไม่ได้รับสาย ตนคิดว่าคงยุ่งอยู่ ทั้งนี้ คุณวาสนากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “หนูเสียใจ ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้” อีกทั้งตนก็เห็นข่าวที่ครูวิภาก็ปกป้องลูกศิษย์เหมือนกัน ซึ่งตอนนี้ตนก็จะต้องหาเงินมาปิดยอดเงินกู้ 15,000 บาทให้ได้ ซึ่งตอนนี้ตนทำงานอยู่ที่ จ.กำแพงเพชร

คุณวาสนา กล่าวต่อว่า ได้มีการพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนที่กู้ กยศ. ผ่านทางไลน์ และวันนี้เพิ่งคุยกันหลายคน ซึ่งก็บอกว่าจะหาเงินไปปิดยอดเหมือนกัน ซึ่งตนก็ติดต่อเพื่อนได้เพียง 2-3 คนเท่านั้น

นอกจากนี้ ทีมข่าวโทรศัพท์ติดต่อไปที่ คุณเกษศินี ลูกหนี้ กยศ. และครูวิภาค้ำประกันให้ โดยเปิดเผยว่า ตัวเองรู้สึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น หลังทราบข่าวได้มีการติกต่อครูวิภาเพื่อจะโอนเงินคืนแล้ว โดยยอดหนี้ประมาณ 18,000 บาท เป็นการกู้ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปี 2541 ทั้งนี้ ไม่คิดว่าเรื่องจะรุนแรงขนาดนี้ ตนไม่ได้คิดจะหนีหนี้ แต่ช่วงที่เปลี่ยนงาน จึงยังไม่ได้ชำระ อย่างไรก็ตาม การทวงหนี้นั้น ตนคิดว่าควรจะมาทวงที่คนกู้ ไม่ใช่ไปยึดทรัพย์คนที่ค้ำประกัน

วสรรณ ผู้กู้ กยศ. ที่ครูวิภาค้ำประกันให้

จากนั้น ทีมข่าวโทรศัพท์ติดต่อไปที่ นายวสรรณ สร้อยนอก ลูกศิษย์ของครูวิภา และเป็นลูกหนี้ กยศ. ซึ่งครูวิภา เป็นผู้ค้ำประกันให้ โดยยอมรับสั้น ๆ ว่า “ตนไม่ได้จ่ายหนี้ กยศ. จริง แต่เคยจ่ายหนี้บางส่วนไปบ้างแล้ว” ก่อนที่จะตัดสายทิ้งไป

keyboard_arrow_up