“น้องฟาง” เหยื่อทอมโหดทืบสาหัส แฉความแสบ ย่องขอวงจรปิด ยันไม่โกรธ แต่ไม่ยอมความ (คลิป)

วันที่ 22 ก.ค. 61 สืบเนื่องจากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กThikampron Kaain โพสต์ภาพเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทระหว่างสาวคนหนึ่งกับแฟนทอม โดยจากภาพในคลิปเป็นทอมที่ลงมือทำร้ายร่างกายแฟนสาวก่อน จากนั้นทั้งคู่จึงมีการใช้กำลังกัน ก่อนที่ทอมคว้าหมวกกันน็อกฟาดที่ศีรษะแฟนสาวจนล้มลงแล้วเข้าไปเตะต่อยไม่ยั้ง จากนั้นมีผู้เห็นเหตุการณ์เข้ามาห้ามทั้งคู่

ภาพวงจรปิดวันเกิดเหตุ
ภาพวงจรปิดวันเกิดเหตุ
ภาพขณะที่พลเมืองดีเข้ามาช่วยเหลือ

โดยนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้พาตัว น.ส พิมพ์พิไล ปักษี หญิงสาวที่ถูกทำร้ายร่างกายในคลิป มาตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เพื่อนำผลการตรวจจากแพทย์ไปใช้ประกอบการแจ้งความที่ สน.พหลโยธิน

นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา และผู้เสียหายแถลงข่าว

ด้าน น.ส.พิมพ์พิไล ปักษี อายุ 22 ปี ผู้เสียหาย แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ในวันเกิดเหตุ ตนไปดื่มที่หอของเพื่อนพร้อมกับแฟน จนกระทั่งแฟนเมาและหลับไป จึงหยิบโทรศัพท์ของแฟนมาปลดล็อกเพื่อที่จะเปิดไลน์ดู แต่รหัสถูกเปลี่ยน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ยังเปิดได้ จึงมีปากเสียงกัน และบอกว่าให้แยกกันอยู่ ก่อนที่ตนเองจะกระชากกุญแจรถมอเตอร์ไซค์เพื่อกลับที่พัก จากนั้นจึงมีการทำร้ายร่างกายกันตามที่ปรากฏภาพในโซเชียลมีเดีย จนกระทั่งมีผู้หญิงเสื้อดำมาห้าม แฟนของตนเองจึงขี่รถกลับออกไป ส่วนในภาพที่เห็นคนอื่นๆ ไม่ช่วยห้ามเพราะว่าไม่มีคีย์การ์ดออกจากภายในตึก ขณะที่ผู้ชายเสื้อขาวที่เดินผ่านไปมาเป็นผู้ดูแลตึก คาดว่าเป็นคนที่แจ้งตำรวจ

ขณะที่ นางปวีณา กล่าวว่า ญาติของ น.ส.พิมพ์พิไลได้ร้องเรียนมาที่มูลนิธิปวีณา วันนี้พามาตรวจร่างกายเบื้องต้นมีอาการชาที่หน้าข้างซ้ายเกี่ยวกับเส้นประสาท แพทย์นัดผ่าตัดในวันที่ 27 ก.ค.นี้ หลังจากนี้จะนำผลการตรวจของแพทย์ไปใช้ประกอบการแจ้งความที่ สน.พหลโยธิน

น.ส.ทิฆัมพร พิมให้ผล ลูกพี่ลูกน้องผู้เสียหาย

ด้าน น.ส.ทิฆัมพร พิมให้ผล อายุ 23 ปี ลูกพี่ลูกน้องผู้เสียหาย และเป็นเจ้าของโพสต์เฟซบุ๊ก เปิดเผยว่า ตนทราบว่าน้องสาวถูกทำร้ายร่างกายตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ (19 ก.ค.) เวลาประมาณ 02.00 น. โดยแม่โทรศัพท์มาบอกว่าน้องเข้าโรงพยาบาล เมื่อตนเข้ามาเยี่ยมแล้วเห็นสภาพน้องก็รู้สึกตกใจเพราะไม่คิดว่าจะรุนแรงขนาดนี้ เนื่องจากมีอาการตาบวม หน้าบวม และปากแตก เย็บ 5 เข็ม ซึ่งญาติก็อยากให้นอนพักที่โรงพยาบาล แต่โรงพยาบาลไม่อนุญาตให้นอนพักเนื่องจากแพทย์เจ้าของไข้ไม่อยู่ ตนจึงพาน้องกลับมานอนพักที่หอพัก ซึ่งก็แทบไม่ได้พักผ่อนเนื่องจากวันรุ่งขึ้นก็ต้องมาพบแพทย์อีกครั้งในช่วงบ่าย โดยหลังเกิดเรื่องฝ่ายผู้ก่อเหตุก็มีการส่งข้อความและโทรศัพท์เข้ามาถามว่าน้องอยู่ที่โรงพยาบาลอะไร แต่ตนก็ไม่รับโทรศัพท์และไม่ตอบข้อความ

สำหรับอาการของน้องที่มีการตรวจเพิ่มเติมในวันนี้ เบื้องต้นพบว่าฐานกระดูกรองลูกตาแตก โดยต้องมีการผ่าตัดซึ่งได้นัดหมายทางโรงพยาบาลเข้ามานอนพักรักษาตัวในวันที่ 26 ก.ค.นี้ และจะมีการผ่าตัดในวันที่ 27 ก.ค. นอกจากนี้ยังมีอาการเส้นประสาทชาในซีกขวาของใบหน้า ซึ่งน่าจะเกิดจากการกดทับของกระดูกรองตาที่แตก รวมทั้งมีกระดูกฟันแตก ซึ่งทางมูลนิธิปวีณาฯ ได้ช่วยเหลือครอบครัวตนในการประสานงานทุกอย่าง ตั้งแต่พาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลจนกระทั่งมาแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย

น.ส.ทิฆัมพร ยังบอกอีกว่า ทั้งสองคนคบกันมาหลายปีแล้ว ซึ่งก็ไม่เคยมีเรื่องตบตี ตนก็ไม่คาดคิดคิดว่าคู่กรณีจะก่อเหตุดังกล่าว โดยเหตุผลที่เผยแพร่คลิปวิดีโอลงเฟซบุ๊กนั้น น.ส.ทิฆัมพร กล่าวว่า ตนได้รับคลิปวิดีโอกล้องวงจรปิดจากน้องสาวเมื่อคืนนี้ (21 ก.ค.) เมื่อเห็นก็รู้สึกโกรธเนื่องจากไม่คาดคิดว่าจะถูกกระทำรุนแรงขนาดนี้ โดยตนไม่กล้าที่จะดูตลอดทั้งคลิป เพียงแต่เลื่อนดูผ่านๆ เท่านั้น เพราะรับไม่ได้กับภาพที่เห็น ซึ่งหลังจากที่โพสต์ไป ทางคู่กรณีก็มีการติดต่อเข้ามาทางแม่ของน้องขอให้ลบคลิป และขู่ว่าจะฟ้องร้อง ซึ่งตนตอบกลับไปว่าอยากฟ้องก็ฟ้อง เนื่องจากตนไม่กลัวเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด โดยหากมีหลักฐานเพิ่มเติมตนก็จะโพสต์อัปเดตลงในเฟซบุ๊กเช่นกัน นอกจากนี้ ด้านคดีความทางครอบครัวก็จะดำเนินเรื่องอย่างถึงที่สุด

พ.ต.อ.อิทธิเชษฐ์ วงษ์หอมหวล ผกก.สน.พหลโยธิน

จากนั้น พ.ต.อ.อิทธิเชษฐ์ วงษ์หอมหวล ผกก.สน.พหลโยธิน เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุได้มีการลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว และได้มีการเชิญตัวผู้ก่อเหตุมาสอบปากคำแต่ยังไม่ได้มีการแจ้งความ โดยเบื้องต้นวันนี้ มีการแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย ส่วนจะสาหัสหรือไม่นั้นอยู่ในระหว่างรอผลตรวจจากแพทย์อย่างเป็นทางการ โดยจะมีการออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาภายในสัปดาห์หน้า

สำหรับผู้เห็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เข้ามาช่วยนั้น ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 374 มีระบุไว้ว่า ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิตซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็นถือว่ามีความผิด ซึ่งจะต้องมีการเรียกตัวผู้เห็นเหตุการณ์มาสอบปากคำต่อไป เนื่องจากผู้เห็นเหตุการณ์อาจจะถูกข่มขู่ หรือไม่ทราบว่าผู้ก่อเหตุมีอาวุธหรือไม่ ซึ่งจะต้องมีการสอบปากคำให้ชัดเจนอีกครั้ง

นายออง ซอ อู ชาวพม่าซึ่งเป็นผู้ดูแลหอพักที่เกิดเหตุ

ด้าน นายออง ซอ อู อายุ 32 ปี ชาวพม่าซึ่งเป็นผู้ดูแลหอพัก ชายเสื้อขาวในคลิปวีดีโอ ได้เข้ามาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเปิดเผยว่า ขณะที่เกิดเหตุตนนั่งอยู่ด้านหน้าหอพัก ได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทจึงเดินมาดู เมื่อเห็นผู้เสียหายถูกทำร้ายก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก จะเข้าไปช่วยก็ถูกฝ่ายผู้ก่อเหตุขู่ว่า “อย่าเข้ามา ไม่ใช่เรื่องของคุณ เดี๋ยวจะมีเรื่อง” ตนก็ไม่กล้าเข้าไปเนื่องจากอีกฝ่ายใส่แจ็กเก็ตที่มีกระเป๋า ทำให้ไม่แน่ใจว่ามีอาวุธหรือไม่ จึงไม่กล้าเข้าไป จากนั้น ฝ่ายผู้ก่อเหตุก็ได้เดินมาขู่ตนอีกครั้งว่าอย่าฟ้องใคร ตนจึงเดินหลบเข้าไปในสำนักงานล็อกประตู แล้วจึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.อิทธิเชษฐ์ วงษ์หอมหวล ผกก.สน.พหลโยธิน เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากการสอบสวน นายออง ซอ อู พบว่าเป็นชาวพม่าที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยเบื้องต้นไม่เข้าข่าย มาตรา 374 เนื่องจากได้กระทำการช่วยเหลือแล้วด้วยการโทรศัพท์แจ้งเหตุมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยจะมีการสอบปากคำเพิ่มเติมต่อไป

น.ส.พิมพ์พิไล ปักษี ผู้เสียหาย

ด้าน น.ส.พิมพ์พิไล ปักษี อายุ 22 ปี ผู้เสียหาย ยอมรับว่าผู้ก่อเหตุเป็นแฟนของตน รู้จักกัน 7 ปีแล้ว แต่เพิ่งมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้ปีกว่าๆ โดยเมื่อคืนวันพุธ (18 ก.ค.) ที่ผ่านมา ตนและแฟนได้ไปดื่มเบียร์ที่หอพักของเพื่อนในย่านพหลโยธิน หลังจากนั้นเพื่อนและแฟนก็มีอาการเมาหลับไป ตนได้หยิบโทรศัพท์มือถือแฟนขึ้นมาเพื่อจะเช็กข้อความในไลน์ แต่เปิดไม่ได้เนื่องจากแฟนเปลี่ยนรหัส จากนั้นก็ปลุกแฟนเนื่องจากจะชวนกลับหอพัก แล้วถามแฟนว่า “เปลี่ยนรหัสทำไม” ซึ่งแฟนไม่ตอบและคว้าโทรศัพท์เข้าห้องน้ำไป จากนั้นเมื่อแฟนออกจากห้องน้ำตนก็ถามซ้ำอีกครั้งว่า “เปลี่ยนรหัสทำไม” โดยแฟนตนตอบว่า “ไม่ชอบให้มาเช็ก” ซึ่งตนก็ตอบกลับไปว่า “งั้นก็ต่างคนต่างอยู่” จากนั้น ตนจึงเดินออกจากห้องเพื่อนและลงลิฟต์มายังชั้นล่างของหอพัก

รอยฟกช้ำบนหน้าของนางสาวพิมพ์พิไล

น.ส.พิมพ์พิไล เล่าต่อว่า เมื่อตนลงมาที่ชั้นล่างของหอพัก ตนก็ดูมอนิเตอร์กล้องวงจรปิด เห็นแฟนกำลังลงลิฟต์มาเช่นกันจึงอยู่รอ เมื่อแฟนลงมาตนจึงเปิดประตูหอพักทิ้งไว้แล้วนำคีย์การ์ดขึ้นไปคืนเพื่อน เนื่องจากหอพักต้องใช้คีย์การ์ดเข้าออก จากนั้นก็กลับมายืนรอหน้าหอ แต่แฟนยังนั่งอยู่ไม่ยอมลุกไปเอารถจักรยานยนต์ ตนจึงเดินไปหาและดึงกุญแจรถมาตั้งใจว่าจะกลับเอง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมให้ ยื้อแย่งกันไปมาจนกระทั่งแฟนผลักตน ตนจึงตบหน้ากลับ จากนั้น แฟนก็เอาหมวกกันน็อกฟาดหน้าตนแล้วเตะต่อยตามที่เห็นในคลิปวิดีโอจนกระทั่ง มีผู้มาช่วยไว้

น.ส.พิมพ์พิไล ประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการบวม

น.ส.พิมพ์พิไล เผยอีกว่า ขณะที่เกิดเหตุ ผู้ดูแลหอพักได้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน ซึ่งได้แจ้งต่อมายังเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้พาตนส่งโรงพยาบาลในวันเกิดเหตุ (19 ก.ค.) ซึ่ง น.ส.พิมพ์พิไล กล่าวว่า หากไม่มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาช่วยพาส่งโรงพยาบาลในวันนั้น ตนคงไปโรงพยาบาลด้วยตัวเองไม่ไหวอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดเหตุแฟนของตนได้ขี่จักรยานยนต์ กลับมาไม่เจอตน แต่เจอเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเจ้าหน้าที่ก็ได้พาแฟนไปสอบปากคำ ซึ่งแฟนตนก็ถามเจ้าหน้าที่ว่าตนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอะไร แต่ตำรวจไม่เปิดเผยข้อมูล โดยเมื่อตนตรวจรักษาเรียบร้อยแล้วก็กลับมานอนพักที่หอพัก แฟนของตนก็มาขอโทษ ทั้งยังช่วยกันกับแม่ตนทำแผลและใส่ยาให้ ซึ่งตนก็ให้อภัยแฟนในสิ่งที่ทำตน แต่เรื่องคดีความก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายซึ่งแฟนก็มีลักษณะเหมือนจะยินยอม จนกระทั่งเมื่อวานนี้ (21 ก.ค.) ตนไปขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดในสถานที่เกิดเหตุ พบว่าแฟนแอบมาขอภาพไปก่อนแล้วโดยที่ไม่ได้บอกตนว่าจะมา เมื่อตนเห็นภาพจากกล้องวงจรปิดก็รู้สึกรับไม่ได้เนื่องจากภาพที่เห็นรุนแรงกว่าที่ตนคิด และตนก็ไม่เข้าใจว่าแค่เรื่องรหัสไลน์ทำไมจึงต้องทำรุนแรงขนาดนี้ จึงตัดสัมพันธ์กับแฟนในวันนั้น (21 ก.ค.) แล้วไม่ได้พูดคุยกันอีก

รอยบวมบริเวณโหนกแก้มจากการถูกตีด้วยหมวกกันน็อก

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ในระหว่างที่คบกันเคยมีการทำร้ายร่างกายหรือไม่ น.ส.พิมพ์พิไล ตอบว่าไม่เคย มีเพียงเล่นกันรุนแรงจนฟกช้ำดำเขียวเท่านั้น ไม่เคยลงมือหนักขนาดนี้ โดยขณะนี้ตนก็ยังรู้สึกปวดระบมแผลอยู่ โดยเฉพาะบริเวณปากและตา แต่มีอาการดีขึ้นมากจากวันแรกที่แทบจะลืมตาไม่ขึ้น

สำหรับเรื่องค่ารักษาพยาบาล น.ส.พิมพ์พิไล ตอบว่า ขณะนี้ตนใช้สิทธิ์ประกันสังคม ซึ่งทางคู่กรณีเคยเสนอยื่นเงินให้ 50,000 บาท แต่ทางแม่ของตนปฏิเสธไม่รับเงินแต่จะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด โดยจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุในช่วงเย็นของวันนี้ (22 ก.ค.)

 

 

keyboard_arrow_up