ครูช็อก! “ไตตั้น” ทีมหมูป่า เพิ่งเข้าถ้ำครั้งแรกกลับสูญหาย – หมอห่วงขวัญผวา รับเชื้อโรค (คลิป)

วันที่ 29 มิ.ย. 61 เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งปฏิบัติการค้นหาทีมฟุตบอลเยาวชนและครูฝึกสอน 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย อย่างเต็มที่ ท่ามกลางครอบครัวและญาติ ๆ ของทั้ง 13 คนที่ยังเฝ้ารออย่างมีความหวัง

กิตติคุณ แซ่หยาง หรือ ครูกิต ครูประจำชั้นของน้องไตตั้น

ทีมข่าวเดินมาที่โรงเรียนอนุบาลแม่สาย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ ด.ช.ชนินทร์ วิบูลรุ่งเรือง หรือ น้องไตตั้น อายุ 11 ปี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 หนึ่งในทีมฟุตบอลเยาวชนและครูฝึกสอนที่พลัดหลงในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย โดย นายกิตติคุณ แซ่หยาง หรือ ครูกิต ครูประจำชั้น เปิดเผยว่า น้องไตตั้นชอบเตะฟุตบอลจึงเลือกเข้าชมรมฟุตบอลตั้งแต่อยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พร้อมกับฝึกฝนจนเป็นตัวแทนระดับชั้นเพื่อเข้าแข่งงานกีฬาของโรงเรียน ส่วนที่น้องไตตั้น เข้าไปอยู่ในทีมหมูป่า คาดว่ามีรุ่นพี่มาชักชวนให้เข้าร่วมทีม เนื่องจาก เป็นคนขยัน อดทน และหมั่นฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ แม้กระทั่งครูชมรมกีฬายังบอกว่า น้องสามารถฝึกฝนเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ น้องไตตั้นมักจะชอบปั่นจักรยานจากบ้านมาที่โรงเรียนอยู่เสมอ จนบางครั้งเข้าร่วมการแข่งขันปั่นจักรยาน แต่สำหรับเรื่องการเข้าถ้ำนั้นตนไม่ทราบ ซึ่งจากการสอบถามทราบว่า เป็นการเข้าถ้ำครั้งแรกของน้อง

ขณะที่ ครูกิต หลีกเลี่ยงพูดถึงเรื่องน้องไตตั้น เนื่องจากบางกระแสข่าวที่นำเสนอ อาจทำให้เพื่อน ๆ หรือบุคคลที่ได้รับฟังไม่สบายใจ แต่เพื่อนร่วมห้องบางคนก็พูดถึงน้อง เพราะรู้สึกคิดถึง

น้องเบิร์ด อายุ 12 ปี เพื่อนร่วมทีมหมูป่าอะคาเดมี่ พูดคุยกับทีมข่าว

ขณะที่ น้องเบิร์ด อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อนร่วมชั้นและเพื่อนร่วมทีมหมูป่าอะคาเดมี่ เปิดเผยว่า ตนเป็นสมาชิกในทีมหมูป่าได้ประมาณ 1 ปี นอกจากการเล่นฟุตบอลจะมีการว่ายน้ำ และปั่นจักรยานร่วมกับทีมในยามว่างอีกด้วย สำหรับการปั่นจักรยานกับทีมหมูป่า ตนเคยปั่นไปถึงดอยตุง โค้ชทีมจะบอกล่วงหน้า สำหรับใครสนใจจะหาที่นัดรวมตัวกัน โค้ชจะเป็นผู้นำทีม และจะมีนักเตะฟุตบอลที่อายุมากที่สุด ปั่นตามหลังขบวน เพื่อช่วยดูแลน้อง ๆ ซึ่งผู้ร่วมทีมจะต้องเตรียมอุปกรณ์การซ่อมจักรยานไปเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินด้วย แต่วันที่ทีมหมูป่าหายตัวไปในถ้ำหลวง ตนไม่ได้เดินทางไปด้วย เพราะติดงานอบรมภายในโรงเรียน ประกอบกับไม่ทราบว่าจะมีการเดินทางเข้าถ้ำด้วย นอกจากนี้ ตนรู้สึกเป็นห่วงเพื่อน ๆ ที่เข้าไปติดอยู่ภายในถ้ำ และคอยติดตามข่าวสารของเพื่อน ๆ อยู่เสมอ

ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยพยาบาลเตรียมความพร้อมเพื่อช่วยเหลือทั้ง 13 ชีวิตทันที หากออกมาจากถ้ำหลวงได้แล้วนั้น

พ.อ.กิติพันธ์ เฮงสนั่นกูล ผอ.รพ.ค่ายเม็งรายมหาราช

ด้าน พ.อ.กิติพันธ์ เฮงสนั่นกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช พร้อมกำลังพลจากโรงพยาบาลเมงรายมหาราชมาเสริมภารกิจ เตรียมความพร้อม และเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือไว้แล้ว 13 ชุด ถ้าหากเจอตัวทั้ง 13 คน ที่ออกมาจากถ้ำ หลังออกมาแล้ว จะต้องประเมินก่อนว่าอาการแต่ละคนเป็นอย่างไร เพื่อช่วยเหลือต่อไป

นพ.ฉัตรชัย อิ่มอารมย์ แพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ขณะที่ นายแพทย์ฉัตรชัย อิ่มอารมย์ แพทย์ประจำศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า หลังจากทั้ง 13 คน ติดอยู่ในถ้ำเกือบ 7 วันแล้ว ตนมองว่าอาการแต่ละคนขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายในขณะนั้นด้วยว่า ได้เจอกับอะไรบ้าง แต่โดยทั่วไปหากติดอยู่ในถ้ำโดยไม่ได้รับการบาดเจ็บ และร่างกายไม่ได้เปียกน้ำ ก็คาดว่าน่าจะยังคงใช้ชีวิตอยู่ภายในถ้ำได้ อีกทั้งยังมั่นใจว่าในถ้ำมีน้ำ ทุกคนก็ยังใช้ชีวิตอยู่ภายในถ้ำได้นานขึ้น ด้วยการดื่มน้ำประทังชีวิต

ทั้งนี้ การดื่มน้ำไม่สะอาด อาจทำให้ติดเชื้อโรคได้ แต่ไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากทุกวันนี้ คนเราก็ดื่มน้ำที่ไม่ค่อยสะอาดกันทุกวันอยู่แล้ว แต่หากน้ำในถ้ำไม่สะอาดและดื่มเข้าไป อาจมีผลทำให้ท้องเสียเท่านั้น ส่วนถ้าขาดอาหาร ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ได้นานนับเดือน เนื่องจากปกติร่างกายคนเราจะเก็บพลังงานไว้ใช้ในรูปแบบของชั้นไขมัน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำรองในร่างกาย ถ้ายิ่งมีไขมันในร่างกายเยอะ ก็จะยิ่งสามารถมีชีวิตอยู่ได้นาน แต่ถ้าหากใช้ไขมันซึ่งพลังเป็นแหล่งพลังงานสำรองหมดไปแล้ว ก็ยังคงมีกล้ามเนื้อที่จะเป็นแหล่งพลังงานสำรอง

นพ.ฉัตรชัย อิ่มอารมย์ แพทย์ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก

ส่วนกรณีที่อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อโรคในร่างกายนั้น ตนมองว่าไม่น่ากังวลมาก เนื่องจากในถ้ำมีเชื้อโรคหรือมีแบคทีเรียอยู่บ้าง แต่โดยทั่วไปโรคสายพันธุ์ใหม่หรือโรคติดต่อ แพทย์มีระยะเวลาในการดูแลรักษา และสามารถให้ยารักษาได้ แต่สิ่งที่ตนห่วงและกังวลมากที่สุดก็คือ หากทุกคนตัวเปียกน้ำ ประกอบกับภายในถ้ำไม่มีแสงแดด และมีอากาศหนาวเย็น ก็อาจจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายในร่างกาย และอาจทำให้ร่างกายทำงานได้ไม่ปกติ

นอกจากนี้ สิ่งที่กังวลคือสภาพจิตใจของผู้ปกครองที่มาเฝ้ารอบุตรหลานบริเวณหน้าปากถ้ำ ซึ่งตนไม่ได้กังวลในเรื่องของการสูญเสียโดยตรง แต่กังวลเรื่องของการที่มีบุคคลอื่นเข้าไปสอบถามผู้ปกครองอยู่บ่อย ๆ ซึ่งมองว่าบางคำถามนั้น เป็นคำถามที่ทำให้ผู้ปกครองสะเทือนใจ ดังนั้น จึงอยากให้ระมัดระวังในการเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มผู้ปกครอง อีกทั้งยังอยากให้กลุ่มผู้ปกครอง รับข่าวสารโดยตรงจากทางการมากกว่าการฟังข่าวสารจากทางอื่น และขอให้หลีกเลี่ยงการพูดคุยกับคนที่ไม่รู้จัก หรือคนที่รู้สึกว่าพูดคุยด้วยแล้วไม่ก่อให้เกิดความสบายใจ อย่างไรก็ตาม ตนยังเชื่อมั่นว่าทั้ง 13 ชีวิต ยังคงปลอดภัย และจะสามารถออกมาจากถ้ำได้ในไม่ช้า

อ.ดร.นพ.สัณฑ์ ม่วงน้อยเจริญ รอง ผอ.รพ.เวชศาสตร์เขตร้อน ม.มหิดล

ด้าน อ.ดร.นพ.สัณฑ์ ม่วงน้อยเจริญ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า หากมีการพบผู้สูญหายทั้ง 13 คน และสามารถออกมาจากถ้ำได้ จะต้องมีการกักตัวไว้เพื่อควบคุมโรคก่อน โดยควรจะมีการกักตัวทั้ง 13 คน รวมถึงหน่วยซีลด้วย เนื่องจากเข้าไปในถ้ำเป็นเวลานาน และภายในถ้ำก็ยังไม่มีใครทราบว่ามีโรคอะไรบ้าง โดยมีความเป็นไปได้หลายโรค อาจเป็นโรคที่เกิดจากสภาพอากาศภายในถ้ำที่ไม่ดี โรคจากน้ำ จากดิน หรือจากสัตว์ที่อาศัยอยู่ภายในถ้ำ เช่น แมลง ยุง กระรอก กระจง ค้างคาว ซึ่งสามารถทำโรคมาสู่คนได้เช่นเดียวกัน โดยโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้ภายในถ้ำ ได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น ท้องเสีย โรคบิด หรือบิดมีตัว, โรคที่เกิดจากเชื้อราสูดดม เช่น ติดเชื้อในปอด, โรคที่เกิดจากยุง เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อโรคบางชนิดที่ยังไม่มีการรายงานมาก่อน โดยอาจเป็นโรคจากเชื้อไวรัสบางชนิดที่ไม่คาดคิดว่าจะก่อโรค หรืออาจเป็นโรคที่ยังไม่ถูกค้นพบ โดยบางโรคเป็นโรคติดต่อ แต่อาจจะติดต่อจากคนไปสู่คน จากสัตว์ไปสู่คน หรือติดต่อโดยผ่านตัวกลาง ซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น ซึ่งหากทั้ง 13 คน ออกมาจากถ้ำแล้ว มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะไม่ติดโรคเลย หรือติดโรคแต่ไม่แสดงอาการ และติดโรคและแสดงอาการ

โดยจากสภาพร่างกายของเด็กที่อาจจะมีความอ่อนล้าและไม่แข็งแรง ก็ส่งผลทำให้มีโอกาสในการติดโรคสูงขึ้น โดยหน่วยซีลที่เข้าไปช่วยเหลือก็มีโอกาสติดโรคเช่นเดียวกัน แต่ความเสี่ยงอาจไม่เท่ากลุ่มของเด็ก ๆ ที่อยู่ด้านในนานกว่า เมื่อออกมาแล้ว จะมีการทำกระบวนการที่เรียกว่า Decontaminate คือ การชำระสิ่งสกปรกออกไปให้ได้เยอะที่สุด ซึ่งถึงแม้ว่าเด็กจะไม่มีอาการของโรคใด ๆ ก็ตาม ก็จะต้องมีการกักตัวอย่างน้อย 7 วัน เพราะมีบางโรคที่ไม่แสดงอาการทันที

อย่างไรก็ตาม หากทั้ง 13 คนออกมาจากถ้ำแล้ว ผู้ปกครองยังไม่ควรเข้าถึงตัวเด็กทันที โดยควรรอให้ทีมแพทย์อนุญาตก่อน ทั้งนี้ หากจะมีการเข้าถึงตัวเด็ก ควรมั่นใจว่าตนเองสุขภาพแข็งแรง ไม่มีเชื้อโรคใด ๆ ที่จะไปติดเด็กเพิ่ม เพราะสภาพร่างกายของเด็กที่ออกมาไม่แข็งแรง หากเป็นไปได้ ควรเข้าไปเพียงเพื่อเห็นหน้าว่าเด็กปลอดภัย โดยเว้นระยะห่างจากตัวเด็กประมาณ 5-10 เมตร เพราะหากเด็กเป็นโรคที่สามารถติดต่อจากทางเดินหายใจโดยติดต่อผ่านการ ไอ จาม ก็จะทำให้มีความเสี่ยงที่จะติดโรคได้

อย่างไรก็ตาม เด็กที่ติดอยู่ภายในถ้ำนาน ๆ เมื่อได้ออกมาก็จะมีสภาพจิตใจที่ไม่ปกติอยู่แล้ว ตนจึงแนะนำว่านอกจากจะมีการตรวจสภาพร่างกายแล้ว ควรมีการตรวจสภาพจิตใจของเด็กด้วยทีมจิตแพทย์เช่นเดียวกัน

keyboard_arrow_up