จากความพยายามและโอกาสที่มาในรูปแบบวิกฤติ สู่การเป็นนักธุรกิจร้อยล้าน ‘แจ๊คกี้ หม่า’

ในชีวิตคนเรา กว่าจะถึงจุดที่ประสบความสำเร็จได้นั้น นอกจากจะมีความพยายามและความตั้งใจที่เป็นสารตั้งต้นแล้ว โอกาสก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ชีวิตเกิดความพลิกผันได้ และในบางครั้ง “โอกาส” ก็อาจจะมาในรูปแบบของวิกฤติ วันนี้ Amarintv.com จะพาทุกคนทำความรู้จักกับ คุณแจ๊คกี้ หม่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ โปรดักส์ กรุ๊ป นักธุรกิจร้อยล้านที่เริ่มต้นจากการเป็นพ่อค้าเร่ขายของแบกะดินที่สัมเพ็ง

อะไรคือจุดเริ่มต้นกว่าจะมาเป็นนักธุรกิจร้อยล้าน?

“เริ่มต้นเลยผมเป็นพนักงานบริษัทก่อน ช่วงอายุประมาณ 21-22 ปี ซึ่งในสมัยนั้น เคสโทรศัพท์มือถือกำลังมาเลย เป็นที่ต้องการของตลาด ผมก็เลยลาออกจากงานมาขายอุปกรณ์มือถือ ซึ่งเราก็เป็นเด็กทำงานอยู่ในสำเพ็งอยู่แล้ว ก็เลยมาได้ที่ในสำเพ็ง แล้วก็เอาเงินเดือนที่ได้ (4,500 บาท) มาลงทุนจ่ายค่าเช่าที่ แล้วก็กู้เงินมาลงทุนอีก 50,000 บาท วันแรกที่ขายได้หมื่นกว่าบาท ผมจำได้เลย ซึ่งกำไรก็ประมาณ 3,000 บาท ถือว่าเยอะนะถ้าย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมก็เริ่มลงของ เติมของไปเรื่อยๆ ทำอยู่อย่างนี้ประมาณ 3 เดือน ก็มีเงินไปดาวน์รถ เริ่มไปเอาของจากหลายๆ ที่มาขาย ผ่านไป 2 ปี ร้านผมขายดีมาก จนร้านข้างๆ กันที่ขายอย่างอื่น เห็นคนมามุงร้านเรา ก็เปลี่ยนมาขายแบบเรา แถมยังขายแบบหักราคาเราอีก”

ปรับตัวอย่างไร เมื่อมีคู่แข่งมากขึ้น แถมโดนตัดราคา?

“ก็ทำไรไม่ได้ เขามาอยู่ใกล้ๆ เราก็มีกำไรน้อยลง มีการแข่งขันกันมากขึ้น ผมก็เลยคิดว่า เราเปลี่ยนจากนั่งขายแข่งกับคนอื่นทุกวันๆ ไปนำเข้าเองดีกว่า เพราะตอนนั้นก็เริ่มสะสมเองได้ละ ก็ไปนำเขาเองจากเมืองจีน ก็เริ่มขายให้กับร้านที่ผมไปซื้อของนี่ล่ะ เมื่อก่อนผมเป็นลูกค้าเขา พอผมนำเข้ามา เขาก็กลายเป็นลูกค้าผม เราก็เป็นมิตรกันอยู่แล้ว ผมก็ทำอยู่อย่างนี้ซักประมาณ 5 – 7 ปี ค่อยๆ เก็บตังค์ ชีวิตก็ราบรื่นมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปี 2009 ช่วงนั้นมีเงิน แต่ด้วยความเป็นวัยรุ่น ยังบริหารเงินไม่เป็น ผมก็ไปลงเทรดทองคำแท่ง (ซื้อ-ขาย ทองออนไลน์) พอเทรดไปซักพักนึง โกลด์ฟิวเจอร์ส (สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า) มา เราก็ไปเทรดโกลด์ฟิวเจอร์ส ผมก็เลยไปพลาด ตอนนั้นผมใช้เงินพลาดไปถึง 20 ล้าน”

ตอนนั้นเรามีเงินเก็บประมาณเท่าไหร่แล้ว?

“จริงๆ ตอนนั้นมีเงินเก็บอยู่ประมาณ ไม่ต่ำกว่า 50 ล้าน มีฝากเงินไว้ส่วนหนึ่ง และก็ซื้อสินทรัพย์ไว้ส่วนหนึ่ง คือเงินหายไปครึ่งนึงเลย”

ความเครียดตอนนั้นหนักหนาสาหัสขนาดไหน?

“เครียดมากครับ ไม่รู้จะทำยังไง คือชีวิตความเป็นอยู่ในตอนนั้น เราก็คิดว่าเราเก็บเงินมาตั้งนานขนาดนี้ แล้วมาหายภายในพริบตา คือ 20 ล้าน หมดในเวลาแค่ 3 เดือน ชีวิตไม่มีความสุขเลย”

หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น กลับมาตั้งหลักยังไง?

“ก็มีน้องที่เป็นญาติกัน เขาทำงานเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์-สติ๊กเกอร์ลาเบล เขามีเซลล์ มีทีมงาน วันนึงเรามีโอกาสไปกินข้าว ได้เจอกัน ก็คุยกัน เขาบอกเขาเป็นเซลล์อยู่ อยากลงทุนทำเอง ผมก็โอเคลงทุนด้วย เพราะผมคิดว่า ผมผ่านจุดที่มี แล้วก็ลงมา คือรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้ว แต่ก่อนเราไม่มีอะไรเลย เราก็มาถึงจุดนี้ได้ ตอนนี้เรายังพอมีทุนเหลือ ยังไงเราก็ต้องไปได้ไวกว่าแต่ก่อน เราก็ถามเขาว่าลงทุนเท่าไหร่ เขาบอกว่า 2-3 ล้านก็อยู่แล้ว ตอนนั้นเราก็ยังพอมี เราก็ลงไป แต่พอลงทุนไปแล้ว เราเริ่มต้นใหม่ยังไม่มีลูกค้า และเราก็อยู่นอกวงการนี้ ยังไม่ชำนาญพอ ก็เลยค่อนข้างล้มลุกคลุกคลาน ปีแรกก็ขาดทุน”

เริ่มต้นปีแรกก็ขาดทุนแล้ว ดำเนินธุรกิจอย่างไรต่อ?

“ปีต่อๆ ไปก็ยังขาดทุนครับ แต่ขาดทุนน้อยกว่าปีแรก ลูกค้าก็มีมากขึ้น เป็นกำลังใจที่เรารู้สึกว่า เราสามารถไปต่อในวงการนี้ได้ ถือว่ามาถูกทาง แต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย ซึ่งปัจจุบันนี้ก็เป็นปีที่ 9 แล้ว 3 ปีแรกขาดทุน มาได้กำไรในปีที่ 4”

จากการลงทุนด้วยความไม่ชำนาญ จนในที่สุดธุรกิจเริ่มมีกำไรให้เห็นบ้างแล้วรู้สึกยังไงบ้าง?

“รู้สึกดีใจมากเลย คือปีที่ 4 กำไรสามารถครอบคลุมการขาดทุนในปีที่ 2 และ 3 ได้แล้ว ปีที่ 5 ก็กำไร ครอบคลุมการขาดทุนในปีแรกได้แล้ว กลายเป็นว่า ทำธุรกิจมา 5 ปี จึงจะครอบคลุมกับสิ่งที่ขาดทุน แล้วก็เท่าทุน  จนมาถึงจุดเสมอตัวเลย  จากนั้นก็เริ่มขยายธุรกิจ ซื้อเครื่องจักรเพิ่ม เริ่มมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วย สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า จนหลังๆ ก็เริ่มมีแบรนด์ชั้นนำเข้ามาเป็นลูกค้าของเรา จริงๆ ก็ถือว่า ธุรกิจโตไวมาก”

เรียกว่ากว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ ก็ใช้ทั้งความพยายาม และโอกาส (ที่มาพร้อมกับความวิกฤติ) ยังมีอะไรที่สำคัญสำหรับการทำธุรกิจอีก?

“ความอดทน ต้องมีความอดทน แล้วก็ตัวผมใช้ความมานะอดทน เป็นหลัก แล้วที่สำคัญคือ ผมมองว่า สิ่งที่เราทำอยู่มันมีอนาคต แต่ว่าบางอย่างมันใจร้อนไม่ได้ มันต้องใช้เวลา และความไม่ยอมแพ้ครับ บอกตัวเองเลย เพราะว่าผมเป็นคนที่ตั้งใจแล้ว คือเนื่องจากเงินที่เสียไม่มีใครรู้ เพื่อนฝูงไม่มีใครรู้ และไม่กล้าที่จะบอกใครด้วย แต่ที่วันนี้กล้าพูดเพราะว่าเราเลยจุดนั้นมาแล้ว ผมก็เลยถึงกล้าพูดออกมา แล้วผมต้องก้าวไปให้มันดีกว่าแต่ก่อน เราต้องมีความมานะอดทน เพื่อที่จะไปสู้จุดหมายได้”

แม้จะประสบความสำเร็จมาแล้วจุดหนึ่ง แต่ก็ยังหาลู่ทางเริ่มต้นธุรกิจใหม่อีกครั้ง

“ช่วงหลังกลุ่มตลาดพวกเครื่องสำอางกับตัวสกินแคร์ก็เข้ามา ตลาดคนทำเยอะขึ้นเรื่อยๆ ส่วนตัวผมอยากทำตั้งนานละ ปรึกษากับเพื่อนๆ ก็ยังไม่เกิดความสำเร็จ เลยอยากจะทำเองดีกว่า เพราะเราไม่ควรเอาเวลาไปเสียกับการประชุมที่ไม่มีบทสรุปซักที ก็เริ่มสำรวจตลาด ศึกษาข้อมูลมาได้ 1 ปี ก็เริ่มลงมือทำเลย”

ถึงจะเป็นน้องใหม่ ก็เป็นน้องใหม่ที่มากประสบการณ์

“คือผมมองเรื่องของคาแรคเตอร์ ถ้าวันนี้ผมทำตัว MADELYN อย่างเดียว น่าจะไม่มีใครรู้จัก แต่พอผมจับคาแรคเตอร์ตัว MINIONS มา ผมมองว่าตัวนี้กระแสดีมากเมื่อปีที่ผ่านมา และมีแฟนคลับเยอะ ซึ่งมาช่วยชูให้แบรนด์เราขึ้นมาในตลาดสกินแคร์ได้”

และดูเหมือนว่านักธุรกิจไฟแรงผู้นี้ จะไม่ลดละความพยายามที่จะโลดแล่นในเส้นทางนักธุรกิจนี้ไปง่ายๆ โดยคุณแจ๊คกี้ หม่า ทิ้งท้ายบทสนทนาครั้งนี้ว่า “ตราบใดที่เรายังทำธุรกิจ ไม่ว่าจะกับอาชีพเก่าหรืออาชีพใหม่ ผมมองว่าก็ต้องพยายามและยืนหยัดต่อไป ถึงวันนี้ผมได้มาทำธุรกิจใหม่ แต่ธุรกิจเก่าผมก็ต้องพยายามดูแลต่อ”

keyboard_arrow_up