ทำได้มากกว่าส่งจดหมาย! ‘แสตมป์ไทย’ หนึ่งเครื่องมือเล่าขานประวัติศาสตร์ชาติ

ในปัจจุบัน การสื่อสารที่เป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย เทคโนโลยีที่ทันสมัย คงทำให้ใครหลายคนลืมความสำคัญของ ดวงตราไปรษณียากร หรือ แสตมป์ ไป แต่เจ้ากระดาษใบเล็กๆ นี้ ที่นอกจากครั้งหนึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยนำพาสารของเราไปสู่ผู้รับที่ต้องการ ยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือบันทึกประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเหตุการณ์สำคัญของช่วงเวลานั้น และเล่าออกมาเป็นเรื่องราวให้เราได้รับรู้ เดอะแชร์เก้าอี้มีเรื่อง จะพาไปพบกับประวัติศาสตร์ของแสตมป์ไทย กับสามแขกรับเชิญ เจเน็ตเขียว กัญญ์ชัญญ์ เธียรวิชญ์, ดีเจ เจ็ม ณัฐปวินท์ กุลกัลยาดี และลิตา อินท์ชลิตา ผุลลาภิวัฒน์

พาไปย้อนประวัติของแสตมป์ไทยที่ พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสน กรุงเทพฯ ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 เพื่อรวบรวมดวงตราไปรษณียากรของประเทศไทยตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน รวมถึงจัดแสดงนิทรรศการต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับดวงตราไปรษณียากรให้ผู้ที่สนใจได้เข้าไปเยี่ยมชมและศึกษา

สำหรับประวัติของแสตมป์ไทยนั้น ย้อนไปในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ที่ประเทศไทยเริ่มมีการติดต่อกับต่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ทางกงสุลอังกฤษจึงริเริ่มกิจการไปรษณีย์ขึ้น ซึ่งนับเป็นกิจการของต่างชาติ สมัยนั้นแสตมป์เป็นรูปตัวตราประทับรูปตัว B หมายถึง Bangkok หรือกรุงเทพฯ โดยจดหมายเหล่านี้จะถูกส่งไปที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อประทับตราและกระจายไปยังจุดหมาย

ดวงตราไปรษณีย์ชุดแรกของไทยก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2526 มีชื่อชุดว่า โสฬส ซึ่งถือเป็นค่าเงินที่ต่ำสุดในประเทศไทยสมัยนั้น ต่อมาเปลี่ยนชนิดราคาเป็นสตางค์ และพิมพ์ชื่อประเทศเพิ่มเข้าไปในดวงตราว่า สยาม (SIAM POSTAGE) ต่อในสมัยในหลวงรัชกาลที่ 6 ได้ใช้เป็นค่าเงิน บาท (BATH) และตัวสตางค์เปลี่ยนตัวย่อเป็น STG ก่อนที่จะเปลี่ยนอีกครั้งเป็น ST ในสมัยรัชกาลที่ 7 แต่ยังใช้ชื่อประเทศสยามอยู่ จนถึงพ.ศ. 2483 จึงได้เปลี่ยนเป็นคำว่าไทย หรือ Thailand ในภาษาอังกฤษ

เมื่อถึงสมัยในหลวงรัชกาล 9 ประเทศไทยจึงเริ่มสามารถผลิตดวงตราไปรษณียากรได้เอง และตัดคำว่า Postage บนแสตมป์ออก โดยภาพบนแสตมป์ในแต่ละยุคสมัยก็จะบันทึกเหตุการณ์ เรื่องราว บริบททางสังคม วาระสำคัญที่เกิดขึ้นในยุคนั้นๆ นับเป็นเครื่องมือบอกเล่าอดีตอย่างหนึ่ง นอกจากนี้เรายังสามารถรับรู้ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี จากวิธีในการผลิตแสตมป์ในแต่ละยุคอีกด้วย

วิบูลย์ เสรีชัยพร ผู้จัดการฝ่ายตลาดตราไปรษณียากร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด พูดถึงสถานการณ์ปัจจุบันของแสตมป์ว่า แสตมป์ได้ถูกลดบทบาทความสำคัญลง ทุกวันนี้เมื่อไปส่งของ เราจะใช้สติ๊กเกอร์ที่พิมพ์ราคาลงไปได้เลย ฉะนั้นแล้วคนรุ่นใหม่อาจเห็นและใช้แสตมป์น้อยลง แต่ด้วยเสน่ห์ที่สามารถบรรทึกเรื่องราวได้ แสตมป์จึงพัฒนาไปอยู่ในเชิงของสะสมแทน โดยมีคุณค่าในการเป็นหนึ่งใน สัญลักษณ์ของประเทศชาติ หรือ National Icon เพราะการพิมพ์สกุลเงิน และชื่อประเทศบนแสตมป์ ทำให้แสตมป์ในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เป็นเอกลักษณ์ของประเทศที่ไม่ซ้ำกับประเทศอื่นใดบนโลก

ทั้งนี้ไปรษณีย์ไทยก็ได้มีการปรับตัว ให้แสตมป์มีความทันยุคสมัย น่าสนใจ และน่าเก็บสะสมมากขึ้น โดยการเอาเทคโนโลยีมาทำให้แสตมป์มีชีวิต! ผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ชื่อ StampAlive เช่น แสตมป์ชุดเครื่องดนตรีไทยส่วนพระองค์ 4 ชิ้น ที่จัดทำขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อใช้กับแอพพลิเคชั่น จะมีวิดีโอการละเล่นดนตรีไทยให้ได้ชมกัน หรือแอพพลิเคชั่น Stampinlove ที่ผู้ใช้สามารถทำแสตมป์และโปสการ์ดรูปตัวเอง และใช้งานได้จริง

สุดท้ายพบกับนักสะสมแสตมป์ระดับเทพของไทย ที่เริ่มสะสมมาตั้งแต่ 7 ขวบ! กับ เจนวิทย์ อภิชัยนันท์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กรรมการบริหารสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยได้เหรียญจากการประกวดสะสมแสตมป์ระดับโลกมากมาย

เจนวิทย์ ได้นำตัวอย่างชุดแสตมป์ที่ได้รางวัลระดับโลกมาโชว์กันด้วย อย่างชุดแสตมป์ไทยปี 2475-2500 ที่ใช้เล่าประวัติศาสตร์ของยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี บางดวงเป็นอากรแสตมป์ ทำให้รู้ถึงระบบการชำระภาษีในสมัยนั้น บางดวงถูกใช้ในดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในประเทศไทย หรือถูกพิมพ์ขึ้นเพื่อใช้ในวาระพิเศษ เช่น แสตมป์ที่ไม่ได้พิมพ์หน่วยเป็นบาท แต่เป็นเซ็นต์ เนื่องจากถูกใช้ในทางภาคใต้ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2  จะเห็นได้ชัดเลยว่า แสตมป์ นับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญ ที่หากศึกษาก็จะได้เรียนรู้เรื่องราวในอีดตของประเทศไปด้วย ติดตามเรื่องแชร์ดีๆ เด็ดๆ เฮฮากับเรื่องราวน่ารู้ ได้ในรายการ เดอะแชร์ เก้าอี้มีเรื่อง   

keyboard_arrow_up