‘รงค์ วงษ์สวรรค์’ นักเขียนหนุ่มตลอดกาล ผู้เป็นทั้งนักคิด นักเขียน และนักใช้ชีวิต

ตำนานคนนี้ เป็นพญาอินทรีย์แห่งสวนอักษร เป็นตำนานแห่งวรรณกรรมไทย “รงค์ วงษ์สวรรค์”

ผลงานเป็นร้อยเล่ม 1,000 บทความที่ปรากฏ และอีกหลายงานเขียนที่ยังไม่ได้นำออกมาตีพิมพ์  การมีผลงานอย่างต่อเนื่อง หลากหลาย รวมทั้งการใช้ภาษาที่โดดเด่นเกินกว่าใครในทุกยุคสมัย ทำให้คนในวงการการประพันธ์และผู้อ่านยอมรับ

ก่อนที่จะมาเป็นรงค์ วงษ์สวรรค์ เด็กชายณรงค์ เป็นพี่ชายคนโตของน้องๆ อีก 6 คน ที่เกิดจากคุณพ่อชนะ และคุณแม่ละออง

ณรงค์ วงษ์สวรรค์ จบมาจากมัธยมศึกษาที่อำนวยศิลป์ และเรียนต่อเตรียมอุดมศึกษา แต่เกิดปัญหาทะเลาะกับอาจารย์ จนทำให้เขาต้องออกจากโรงเรียน แต่การศึกษาไม่ได้เป็นสิ่งที่ตัดสินชีวิตของเขา

เขาได้ทำงานเป็นครั้งแรกที่ สยามรัฐ เพราะเอารูปที่ตัวเองถ่ายไปเป็นงานอดิเรก ซึ่งหัดถ่ายตั้งแต่อายุ 15 ไปเสนอขาย มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

รงค์ วงษ์สวรรค์ รู้ดีว่าภาษาและการเดินทาง จะช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กับเขา เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปอเมริกาในวัย 31 ปี ซึ่งนับได้ว่า เป็นนักหนังสือพิมพ์ไทยคนแรก ที่ได้วีซ่าเข้าประเทศอเมริกา ในฐานะผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เข้าใช้เวลาอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 5 ปี

5 ปีในสหรัฐอเมริกา รงค์ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์อันมีค่า งานเขียนทรงพลังมากมายได้ถูกรังสรรค์ขึ้นที่นั่น และช่วงนั้นเอง ที่รงค์ ได้นำคำว่า หนุ่ม มาใส่ไว้ในวงเล็บต่อท้ายนามสกุลของเขา

แต่หลังจากกลับไทยในเวลา 2 ปีต่อมา รงค์ในวัย 37 ปี ก็ต้องพบกับจุดเปลี่ยนที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นแต่เลี่ยงไม่ได้ คือเขาต้องออกจากสยามรัฐ เพราะคนที่นั่นอิจฉาในความสนิทสนมของเขา กับ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

เมื่อออกมาทำงานเองในปีพ.ศ. 2513 นิตยสารเล่มนึงก็ได้เกิดขึ้น โดยมีคำจำกัดความว่า “อิสระ เหี้ยว ห่าม เซกส์ สัปดี้ นุ่มนวล โผงผาง และหนุ่ม”

ตำนานคนนี้ เคยเป็นทั้งลำพู, จ๋อบางซ่อน และอีกหลายๆ นามปากกา ก่อนที่จะมาเป็น รงค์ วงษ์สวรรค์ ความน่าสนใจของเขา เริ่มต้นตั้งแต่ชื่อของเขา เขาใช้ รงค์ แทน ณรงค์ เพราะไม่ชอบความหมายเดิมที่แปลว่า ภาวะสงคราม
ในปีนั้น เขาอายุ 28 ปีพอดี นั่นอาจเป็นเหตุผลที่รงค์ เลือกที่จะใส่วงเล็บคำว่า (หนุ่ม) ต่อท้ายชื่อของเขา

ภาษาของรงค์เรียกได้ว่าล้ำสมัยในยุคของเขา และร่วมสมัยในยุคปัจจุบัน เขาใช้พรรณาโวหาร และจินตนาการของเขา ร้อยเรียงตัวอักษรให้ก่อรูปเป็นร่าง ทำให้ผู้อ่านได้เห็นภาพ ภาษาและเนื้อหาที่เขารังสรรค์ขึ้นมานั้น ไม่มีข้อจำกัด ครอบคลุมไปหมดตั้งแต่คนกวาดถนน จนถึงนายกรัฐมนตรี

ยิ่งงานชิ้นท้ายๆ อย่างเช่นเรื่อง ฮิปฮอป ยิ่งทำให้เรารู้ว่า คนในวัยเขา ยังสามารถเขียนเรื่องแบบนี้ได้อย่างออกรส

การพัฒนางานเขียนของ รงค์ วงษ์สวรรค์ นั้น เริ่มต้นตั้งแต่วัยหนุ่ม และไม่เคยหยุดพัก ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ถ้าเขาตั้งใจที่จะเขียนออกมาแล้วนั้น เขาย่อมทำได้ทุกเรื่อง ทุกแบบ เพราะเขาเชื่อว่า การเขียนนั้น ไม่ควรจะต้องรอแรงบันดาลใจ แต่ต้องอาศัยการทำอย่างมุ่งมั่น

นอกจากการเก็บข้อมูลจากสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ รงค์ยังออกเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวข้อมูลระหว่างทางมาบ่มเพาะไว้ในความคิดของเขา และนอกจากการพูดคุยและจดบันทึก เขายังชอบที่จะบันทึกภาพถ่าย เอาไว้เพื่อจดจำเรื่องราวของการเดินทางเหล่านั้นด้วย

การถ่ายภาพของรงค์ เกิดจากความชอบสมัยหนุ่ม เขาถ่ายภาพเรื่อยมา จนแม้จะเลิกทำอาชีพนักข่าวแล้ว ก็ยังสานต่อความชอบนี้ และใช้มันเป็นประโยชน์ในงานเขียน มากไปกว่านั้น ภาพที่เขาบันทึกยังงดงาม มีคุณค่า และมีปริมาณมากเพียงพอที่จะจัดขึ้นเป็นนิทรรศการอีกด้วย

สำหรับการสร้างงาน เมื่อเขาเก็บข้อมูล และรู้ลึก รู้จริงแล้ว เขาจึงใช้พิมพ์ดีดคู่ใจของเขาทำงาน เพราะเคยลองใช้คอมพิวเตอร์แล้ว แต่ไม่รวดเร็วทันใจ พอกับความคิดของนักเขียนหัวใจหนุ่มคนนี้

รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นหนึ่งในนักเขียน ผู้ซึ่งมีผลงานต่อเนื่อง และมีจำนวนมาก เขายังคงทำงานตลอดเวลา แม้กระทั่งช่วงป่วยจนถึงขั้นต้องฟอกไต

รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นนักเขียนรุ่นใหญ่ที่ไม่เคยถือตัว บ้านของเขาจึงยินดีต้อนรับคนทุกคนอยู่เสมอ เขาเป็นนักเขียนหัวใจหนุ่ม และหัวใจนักเลง ที่รักในพวกพ้องและรักในการสนทนา ดึกดื่นแค่ไหน ตำนานผู้มีองค์ความรู้มากมายคนนี้ ก็ยินดีและเมตตากับผู้ที่ต้องการสนทนาเสมอ และเรื่องนึงที่เขาคุยสนุก และเป็นเครื่องการันตีได้ว่า รงค์ วงษ์สวรรค์ นั้น คุยได้ทุกเรื่อง และรู้ลึกเสียด้วย คือเรื่อง “ปลาร้าทั่วโลก”

ในวงสนทนา แน่นอนว่าต้องมีการดื่มไปด้วยถึงจะไหลลื่น แต่สำหรับระดับตำนานอย่าง รงค์ วงษ์สวรรค์ แล้ว ต้องดื่มอย่างปราชญ์เท่านั้น

ด้วยรูปแบบการดำเนินชีวิตของ รงค์ วงษ์สวรรค์ จำทำให้เขามีเพื่อนมากมายหลากหลายวัย และเป็นที่รักของคนกลุ่มมาก จนทำให้มีกลุ่มชมรม “นินทารงค์ วงษ์สวรรค์” ซึ่งเป็นแหล่งผลิตนักเขียนชั้นยอด

อย่างไรก็ตาม แม้จะรักในการเดินทางและพูดคุยกับผู้คน แต่ รงค์ วงษ์สวรรค์ ก็เลือกที่จะเอาตัวเอง มาให้ธรรมชาติโอบล้อมในผืนแผ่นดินเหนือด้วยรักในธรรมชาติ และต้องการหลีกหนีมลพิษ

ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2523 เขาใช้ชีวิตอยู่กับภรรยา และลูกอีกสองคน ในบ้านที่โอบล้มไปด้วยต้นไม้ที่เขาคัดสรรและตกแต่งเองกับมือ เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

keyboard_arrow_up