คุยกับ พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ผู้กำกับกระเบนราหู วงการหนังไทยที่ว่ามืดมน มันมีแสงสว่างส่องอยู่เสมอ

วันที่ 11 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ชาวไทยเตรียมรับชม “กระเบนราหู” ภาพยนตร์ไทยโดยคนไทยที่ก้าวไกลไปคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสาย Orizzonti ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 75 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งต้องบอกเลยว่าเป็นหนังเรื่องเดียวของคนไทย และเป็นครั้งแรกที่หนังไทยได้รับรางวัลนี้ ซึ่งทางตัวผู้กำกับ พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ก็รู้สึกยินดีแต่อยากให้มองว่าเป็นเรื่องของผลพลอยได้ เพราะการที่ได้ส่งหนังเข้าประกวดแล้วถือว่าอยู่ในความสนใจของคนดูทั่วโลก การนำหนังไทยไปให้ชาวโลกประจักษ์นั่นต่างหากคือเป้าหมายหลักที่อยากให้เกิดขึ้น

กระเบนราหู จุดเริ่มต้นเป็นมายังไง?

กระเบนราหู เป็นหนังที่ผมวางโครงการไว้ตั้งแต่ราว 10 ปีก่อน ตั้งแต่ช่วงปี 2009 คือนี่เป็นหนังยาวของตัวเองเรื่องแรกด้วย หลังจากที่ทำหนังสั้น หนังทดลองมาหลายเรื่องแล้ว ด้วยความสนใจส่วนตัวเราเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของมนุษย์ ความแตกต่างของตัวบุคคล แล้วเคยทำงานศิลปะให้กับมิวเซียมมาก่อน ทำให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้พอสมควร เราเลยรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้จริงๆ มันน่าสนใจ แต่ยังไม่ได้มีการเจาะลึกไปในเรื่องของอัตลักษณ์อย่างจริงจัง ด้วยความที่เป็นหนังเรื่องแรกด้วยก็อยากจะนำเสนอเรื่องราวพวกนี้ให้คนทั่วไปได้รับรู้

 

ในตอนนั้นเอาจริงๆ ตัวเราเองก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องการทำหนังยาวมาก่อน อาศัยการทำหนังสั้นถ่ายกันไม่กี่คนมาตลอด ก็เลยได้ลงพื้นที่ไปตามแนวชายแดน เนื่องจากจุดดังกล่าวเป็นศูนย์รวมความแตกต่างของชาติพันธุ์ ไปแบบยังไม่รู้อะไรเลย ยังไม่มีบทอะไรด้วย แค่รู้สึกว่าอยากนำเรื่องพวกเขาเหล่านั้นมานำเสนอ ซึ่งพอเราได้เอาตัวเองลงไปอยู่ในพื้ที่นั้นแล้ว มันทำให้เราได้สัมผัสถึงวิถีชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นที่แตกต่างกันทั้งชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม อะไรหลายๆ อย่าง ก็เลยหยิบยกเอาประสบการณ์ตรงนั้นเริ่มเขียนบทหนังเรื่องนี้ขึ้นมา

 

พอเริ่มได้บทเราก็ต้องมามองเรื่องทุน ซึ่งที่แรกที่อนุมัติงบให้เรามาคือทุนจากประเทศเกาหลีใต้ คือเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน เรียกว่าเป็นทุนตั้งต้นก็คงไม่ผิดเพราะเราเอาทุนตรงนั้นทำการรีเซิร์จข้อมูลอย่างเต็มที่ ลงพื้นที่ตระเวนเลยทั้งแม่สอด ระนอง ระยอง ทางชายแดนทั้งสองฝั่ง ที่ทำให้เราได้เจอกับกลุ่มชาวโรฮิงยา เราเลยได้สัมผัสกับตัวเองเลยว่าการที่วัฒนธรรมสองฝั่งมาเผชิญหน้ากันก่อให้เกิดหลายสิ่งหลายอย่างตามมา ก็เลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์หนังเรื่องแรก “กระเบนราหู” ขึ้นมาครับ

ทำไมถึงไปคว้ารางวัลที่เวนิสได้?

คือสำหรับคนทำหนัง การที่หนังถ่ายทำเสร็จสิ้น ตัดต่อเรียบร้อย ถูกส่งออกไปสื่อสารกับคนดู นั่นถือว่าหน้าที่ของเราเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องการที่ได้รับรางวัลต่างๆ นั้นถือว่าเป็นโบนัสมากกว่า ในส่วนของเราพอถ่ายทำเสร็จก็เลยต้องมานั่งดูกันว่าจะหาวิธีเผยแพร่ตัวหนังอย่างไร แล้วพอมาศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการฉายหนังต่างๆ ทำให้พบว่าการส่งหนังไปฉายตามเทศกาลหนังต่างๆ จะเป็นวิธีสื่อสารกับคนได้ตรงกลุ่มที่สุด อย่างว่าหนังเรามันไม่ใช่หนังแมส หนังตลาด แล้วอีกอย่างก็คือมันไม่เสียค่าใช้จ่ายในการจัดงานด้วย

 

แล้วทีนี้พอหนังได้รับเลือกให้ไปฉายตามงานต่างๆ เท่ากับว่าหนังเราได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง ก็เลยตัดสินใจส่ง “กระเบนราหู” ไปในงานเทศกาลหนังเวนิส ดังนั้นการที่หนังของเราได้รับเกียรติในรางวัลมันเกินความคาดหวังของเราไปมากๆ เลยครับ ซึ่งมันก็ทำให้เราได้เปิดโลกอย่างแท้จริง จนถึงตอนนี้กระเบนราหูตระเวนไปฉายตามงานเทศกาลหนังต่างๆ กว่า 50 ประเทศแล้วทั่วโลก ซึ่งสำหรับเรามันให้ประสบการณ์ที่มากเกินจะคาดหวังได้ไปแล้วครับ

ตลาดหนังอินดี้ในไทยกับต่างชาติ ต่างกันไหม?

ผมขอพูดในมุมของผู้ชมดีกว่า เพราะถ้าในฐานะของคนทำหนังนี่ยังเป็นแค่หนังเรื่องแรก แต่ถ้าว่ากันในมุมของคนที่ได้ไปเห็นเทศกาลหนังต่างๆ หลากหลายที่จากทั่วโลก ผมว่าจริงๆ ปัญหาของคนทำหนังทั่วโลกน่าจะคล้ายๆ กัน นั่นก็คือคนดูหนังในโรงลดน้อยมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน ในทุกวันนี้เทคโนโลยีนำพาแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ทำให้เราสามารถดูหนังได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยเหตุนี้คนจึงเข้าโรงหนังน้อยกว่าที่เคยเป็น แต่กับการที่เราไปฉายหนังในต่างประเทศ มันกลับกลายเป็นว่ามีคนมาดูกันมากกว่าที่คิด อย่างตอนที่ไปเม็กซิโกคนที่ไม่ได้ดูยืนรอกันหน้าโรงเยอะมากๆ เพราะตั๋วขายหมดแล้วไม่สามารถอัดคนเข้าโรงเพิ่มได้ ซึ่งอะไรแบบนี้มันก็เกิดขึ้นได้กับคนทำหนังทั่วโลก หนังบางเรื่องก็ต้องดูในโรงภาพยนตร์เท่านั้นถึงจะได้อรรถรส รวมถึงบางเรื่องก็ไม่มีทุนทำแผ่นหรือไม่มีใครซื้อไปฉายแพลตฟอร์มอื่น โรงภาพยนตร์จึงยังเป็นคำตอบสำหรับคนดูหนังอินดี้ ส่วนที่ไทยก็ต้องรอดูกันว่าหลังจากวันที่ 11 แล้ว หนังอินดี้ของเราจะไปไหวมั้ย (หัวเราะ)

 

คิดว่าถ้าได้รับการยอมรับจากต่างชาติจะถือเป็นใบเบิกทางของหนังในประเทศไทยรึเปล่า?

ส่วนนึงครับ คือสำหรับเราที่เป็นคนไทยเนี่ย เราทำหนังก็อยากให้คนไทยด้วยกันได้ดู อยากฉายหนังในเมืองไทยแน่นอนอยู่แล้ว แต่ถ้าเรามองว่าการทำหนังเพื่อให้คนไทยดูมันต้องติดอยู่ในกรอบแบบเดิมๆ ก็คงจะไม่ผิดนัก ซึ่งเรามองว่าการทำหนังมันเป็นเรื่องของสากลที่ผู้ชมต่างชาติต่างภาษาก็สามารถเข้าถึงและอินไปกับหนังได้ ในขณะเดียวกันถ้าเราสามารถส่งออกหนังไปฉายยังตลาดต่างๆ นอกประเทศได้ด้วยก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีในการมองหาเรื่องของรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นในวงกว้าง ที่ช่วยในเรื่องของการกระจายรายได้ เราอาจจะไม่ค่อยหวังเรื่องตรงนี้กับตลาดหนังอินดี้บ้านเรา แต่ไปคาดหวังรายได้จากต่างประเทศมาหักลบ คืนทุน รวมถึงเอาไปต่อยอดในผลงานของคนทำหนังอินดี้เรื่องต่อไปในอนาคต

 

คิดว่าวงการหนังไทยเหมือนย่ำอยู่กับที่ไหม? ที่ต้องมีหนังรัก หนังตลก หนังผี ที่เป็นกระแสหลักอยู่ตลอด

ตัวผมเองไม่คิดว่าย่ำอยู่กับที่นะ เพราะคนทำหนังเหล่านั้นก็จะมีกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นผู้ชมที่พร้อมสนับสนุนหนัง ตัวผู้กำกับและทีมงานก็อาจจะมีความชำนาญในการสร้างหนังแบบนั้น เอาจริงๆ มันถือเป็นข้อดีเช่นกัน วงการหนังและตลาดหนังยังต้องการให้มีหนังพวกนั้นเพื่อให้ธุรกิจและวงจรยังคงเดินหน้าต่อไปได้ กลับกันผมคิดว่าคนทำหนังอิสระต่างหากที่ต้องผลักดันผลงานของตนเองขึ้นมาเพื่อให้คนดูได้มีโอกาสเลือกชมมากขึ้น คือตลาดหนังขาดผลงานของทั้ง 2 กลุ่ม หนังแมส หนังอิสระไม่ได้หรอกครับ เราควรช่วยกันขับเคลื่อนและหาวิธีทางที่จะร่วมเดินไปด้วยกันยังไงมากกว่า

 

อนาคตของคนทำหนังไทยอยู่ตรงจุดไหน?

จากอดีตสู่ปัจจุบัน คุณภาพหนังไทยค่อนข้างพัฒนาขึ้น ทีมงานก็มีความชำนาญมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ทำหนังสตูดิโอ เพราะฉะนั้นการที่หนังไทยเข้าฉายโรงหนังลดน้อยลงกว่าแต่ก่อนไม่ใช่เรื่องของความสามารถในการทำหนังที่ลดลง แต่ผมมองว่าการที่เทคโนโลยีและสื่อที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวกสบาย ที่ทำให้คนเข้าโรงหนังน้อยลง ซึ่งด้วยจุดนี้เองทำให้คนทำหนังป้อนโรงหนังห่างหายกันไป โดยถ้ามองในภาพรวมของวงการหนัง คนทำหนังไม่ได้หายหน้าไปไหน หรือไม่ได้เลิกทำหนังกันทั้งหมด แต่พวกเขาเหล่านั้นต่างปรับตัวเข้าสู่วงจรทำหนังที่ป้อนเข้าสู่เทคโนโลยีต่างๆ ให้เข้ากับยุคสมัย ลองสังเกตดูว่ายุคนี้คนเราดูหนังกันในมือถือหรือบนแท็บเลตได้สะดวกมากขึ้น คนก็เลยไปทำงานในส่วนของแพลตฟอร์มใหม่กันมากขึ้น ดังนั้นผมมองว่าหนังไทยไม่ได้อยู่ในช่วงวิกฤติหรอก พวกเราแค่กำลังปรับตัวให้เข้ากับโลกสมัยใหม่มากกว่า

 

 

 

keyboard_arrow_up