อิเกียแนะ 6 รูปแบบ ‘การเล่น’ เปิดโลกจินตนาการของเด็ก พัฒนาความคิดสร้างสรรค์

อิเกีย เผยแรงบันดาลใจในการเล่น พร้อมแนะไอเดียเนรมิตพื้นที่บ้าน เพื่อเปิดโลกจินตนาการของเด็กๆ

เพราะการเล่นมีความสำคัญต่อคุณภาพความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น ช่วยให้เด็กๆ ได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เสริมสร้างสุขภาพกายและจิตใจ แต่รู้ไหมว่า “การเล่น” ที่ส่งผลอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด คือการที่เด็กและผู้ใหญ่เล่นด้วยกัน จะช่วยสานสัมพันธ์ สร้างความแน่นแฟ้นระหว่างช่วงวัยที่แตกต่างและยังได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันอีกด้วย

อิเกียได้สำรวจพฤติกรรมการเล่นระหว่างคนภายในครอบครัวกว่า 300 กลุ่มตัวอย่างในประเทศจีน เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา เพื่อสำรวจมุมมองทางด้านภาวะอารมณ์และแรงผลักดัน จากการเล่นในบริบทต่างๆ รวมถึงเทรนด์การเล่นใหม่ๆ ของผู้คนในอนาคต พบว่า การเล่น ถูกแบ่งออกเป็น 6 รูปแบบ ที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กในด้านต่างๆ ร่วมกับการใช้เวลาอันมีค่าในครอบครัว ได้แก่

1. เล่นแบบฟรีสไตล์ (‘Free-Style’ Play): เป็นการเล่นที่เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณ ไม่มีการวางแผน เช่น การเล่นแสดงบทบาทสมมุติต่างๆ ที่ช่วยทำให้เด็กกล้าแสดงออก กล้าตัดสินใจ และแสดงความเป็นตัวเอง

2. เล่นแบบสร้าง จำลองสิ่งต่างๆ (‘Build-It’ Play): การฝึกสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมา เช่น ก่อปราสาททราย หรือตัวต่อเลโก้ที่ช่วยเสริมสร้างจินตนาการ ความคิดและการแก้ปัญหา นอกจากนี้ ยังเป็นการเล่นที่สมาชิกในครอบครัวใช้เวลาเล่นด้วยกันได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กในการหยิบชิ้นส่วนต่างๆ เข้ามาประกอบและสร้างขึ้นมาทีละชิ้นๆ จนเป็นแบบที่สมบูรณ์

3. เล่นเพื่อเลียนแบบ (‘Mirror-Me’ Play): การเล่นเลียนแบบผู้ใหญ่ของเด็กๆ ทำได้ง่ายๆ เช่น กิจกรรมที่เด็กๆ ช่วยผู้ใหญ่ทำงานบ้าน ทำอาหารหรืออบขนมด้วยกัน นอกจากเด็กจะได้เสริมทักษะการเข้าสังคมและความกล้าแสดงออกแล้ว ผู้ใหญ่ก็ยังมีความสุขที่มีเจ้าตัวเล็กมาคอยสร้างสีสันอีกด้วย

4. เล่นคลุกฝุ่น (‘Muddy-Boots’ Play): เป็นการเล่นภาคสนาม เช่น ออกไปเล่นซ่อนหา วิ่งไล่จับ ทำให้เด็กๆ ได้สำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัวและเข้าสังคมกับเพื่อนๆ นอกจากนี้ยังสามารถเล่นกับผู้ใหญ่ในครอบครัว เพื่อสร้างความสุข เสียงหัวเราะพร้อมกับออกกำลังกายไปด้วยกันอีกด้วย

5. เล่นนอกกรอบ (‘Out-of-the-Box’ Play): คือการเล่นโดยอาศัยอารมณ์ศิลปิน เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างไม่จำกัดและไม่มีข้อบังคับ เพื่อช่วยให้เขาได้ค้นพบศักยภาพ พรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ เช่น การร้องเพลง วาดภาพระบายสี

และ 6. เล่นเป็นแบบแผน (‘Formal’ Play): เป็นการฝึกสมองประลองปัญญา ฝึกการวางแผนด้วยเกมกระดานต่างๆ ที่ทุกคนในครอบครัวเล่นด้วยกันได้ เช่น หมากรุก เกมเศรษฐี เป็นต้น

การศึกษาเรื่องการเล่นครั้งนี้ยังนำไปสู่คำถามที่ว่า เราจะเล่นอะไรกันในอนาคต เมื่อเทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิต และทำให้เกิดข้อสันนิษฐานถึงเทรนด์ที่เป็นไปได้ว่าในอนาคตนับไปอีก 10 ปีข้างหน้า คนเราจะเล่นอะไรกันได้บ้าง ซึ่งมีตั้งแต่การย้อนกลับไปสู่การเล่นแบบเดิมๆ เมื่อทุกคนเริ่มคิดถึงวันเก่าๆ เช่น กลับไปเล่นเกมกระดานแบบที่คุ้นเคย การเล่นที่ไม่จำกัดเพียงในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง และยังเป็นไปได้ว่างานบ้านทั่วไปที่เคยเป็นงานอันน่าเบื่ออาจกลายมาเป็นเกมสนุกๆ ของคนยุคใหม่ หรือมีการคิดค้นรูปแบบการเล่นที่กำหนดได้ด้วยตัวเอง และงานฝีมือต่างๆ ที่อาศัยความคิดสร้างสรรค์อาจจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง.

keyboard_arrow_up