‘ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช’ ตำนานขวัญใจปัญญาชน และผู้กำเนิด ‘สี่แผ่นดิน’

คึกฤทธิ์ เป็นวิสามัญนาม ใช้เรียกภาวะอันหนึ่ง อันมีกรรมเป็นกำเนิด กรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง และมีกรรมเป็นเครื่องกำหนดอนาคต ภาวะที่เรียกว่า “คึกฤทธิ์” นี้ เป็นอนิจจัง และเป็นอนัตตา เกิดมาแล้วก็แตกดับสลายไป หากอวิชชายังอยู่ และตัณหายังไม่สิ้น ก็จะกลับมาเกิดอีกในรูปนามอื่น รับผลของกรรมอันเป็นทุกข์บ้าง สุขบ้าง จนกว่าอวิชชานั้นจะสิ้นสุดลง… นี่คือส่วนหนึ่งของคำตอบเจ้าของตำนานท่านนี้ เมื่อครั้งที่มีผู้อ่านเขียนจดหมายถึงหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เพื่อถามถึงที่มาของชื่อ “คึกฤทธิ์” ตำนานของมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนนึงของประเทศไทย ศาสตรจารย์ (พิเศษ) พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช

เป็นเวลาเกือบศตวรรษมาแล้ว ที่สังคมไทยได้รู้จักกับชื่อของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้เป็นทั้งบุคคลสำคัญของโลก ที่องค์การยูเนสโก ประกาศยกย่อง เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ คนแรกของประเทศไทย

เป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ผู้ก่อตั้งโขนธรรมศาสตร์ ผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองพรรคแรกของเมืองไทย ในนาม “พรรคก้าวหน้า”

ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคกิจสังคม เป็นผู้ที่ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร นั่นคือประธานรัฐสภา และการเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย

เส้นทางการสู่การเมืองครั้งแรก กล่าวได้ว่า นักการเมืองหน้าใหม่ ผู้เป็นเชื้อพระวงศ์หนุ่มผู้นี้ เป็นที่สนใจของประชาชน เพราะด้วยการลงพื้นที่หาเสียง ที่เข้าถึงประชาชน และวาทะศิลป์ที่หาตัวจับได้ยาก ในที่สุด ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ก็สอบผ่านการเลือกตั้งครั้งแรก

และจากเหตุการณ์สวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 8 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ทำการยุบพรรค “พรรคก้าวหน้า” และร่วมก่อตั้ง “พรรคประชาธิปัตย์” ขึ้น

เพียงไม่นานจากการรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในรัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ ก็เกิดการรัฐประหารขึ้น โดยผู้ก่อรัฐประหารและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่มีชื่อว่า จอมพลป. พิบูลสงคราม

ในตอนนี้เอง ที่เกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ว่ากันว่า ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ สามารถซื้อใจประชาชนได้อย่างท่วมท้นล้นหลาม
โดยการลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะไม่พอใจที่สภา มีมติขึ้นเงินเดือนให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่บ้านเมืองกำลังตกทุกข์ได้ยาก

แต่หลังจากการยุติการเป็น ส.ส. ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ กลับได้รับการแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแห่งหนึ่ง
ของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งทำให้ส.ส. คนอื่นๆ เกิดความไม่พอใจ ในที่สุด ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ก็ต้องลาออกจากรัฐมนตรี และยุติบทบาททางการเมือง

ภายหลังยุติบทบาททางการเมืองในช่วงแรก ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในวัย 39 ปี ก็ได้ให้กำเนิดหนังสือพิมพ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองไทยเล่มนึง ที่มีชื่อว่า “สยามรัฐ” ท่ามกลางการผูกขาดอำนาจรัฐบาล ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม อย่างต่อเนื่อง

สยามรัฐยังเป็นเวทีแจ้งเกิดให้กับนักเขียนชื่อดังหลายต่อหลายคน

และหนังสือพิมพ์ฉบับนี้เอง ที่ข้อเขียนในหลากหลายคอลัมน์ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช มีผู้อ่านติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์สักวา คอลัมน์ตอบปัญหาประจำวัน คอลัมน์นิยายรายวัน รวมถึงบทความต่างๆ ที่มีลีลาภาษาเฉพาะตัว ในแบบที่ไม่มีใครเหมือน

และแฟนประจำคอลัมน์รายวันของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ก็ได้รู้จักกับนางเอกที่มีชื่อว่า “แม่พลอย” เมื่อนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่โด่งดังที่สุดเรื่องนึง ที่มีชื่อว่า “สี่แผ่นดิน” ได้ถือกำเนิดขึ้นในปีถัดมา

อุดมการณ์หนึ่งที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ใส่เข้าไปใน สี่แผ่นดิน ก็คืออุดมการณ์ว่าด้วยการฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมไทย เพราะมันถูกใจบรรยากาศตอนนั้น ที่ผู้คนกำลังอาลัยอาวรณ์ถึงสถาบันกษัตริย์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ จึงจับอารมณ์คนในช่วงนั้น มาเขียนเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์

นับเป็นช่วงเวลาสิบกว่าปีที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ใช้เวลาอยู่กับการเป็นนักเขียนอย่างเต็มตัว วรรณกรรมที่มีชื่อเสียงของท่าน หลายต่อหลายเล่มถูกเขียนขึ้นในช่วงนี้ ช่วงก่อนที่ท่านจะหวนกลับเข้าสู่การเล่นการเมืองเป็นยุคที่สอง

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็กลับมามีบทบาทอีกครั้ง ด้วยการก่อตั้ง “พรรคกิจสังคม” ในปี 2517

แม้ว่า ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช จะมีเวลาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เพียง 1 ปีเศษ แต่ท่านก็ได้สร้างคุโณปการมหาศาลให้กับประเทศไทย แล้วท่านก็ได้ยุติบทบาททางการเมืองอย่างสิ้นเชิง ในปี 2534

หลังจากนั้น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ได้ทุ่มเทเวลาให้กับงานทางด้านการศึกษา อีกทั้งเพราะความรักและตระหนักในศิลปะชั้นสูงอันทรงคุณค่า ที่กำลังจะเลือนหายไป “โขนธรรมศาสตร์” จึงถือกำเนิดขึ้น

ตลอดช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความผกผันทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงของสังคม นับตั้งแต่การกลับประเทศไทยหลังจบการศึกษา ชื่อของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ไม่เคยเลือนหายไปจากสังคมไทยเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะบทบาทที่โดดเด่นในหลากหลายด้านของท่าน ยังคงโลดแล่นอย่างทรงคุณค่าและยาวนานอยู่ในสังคมไทย

และด้วยตัวตนที่ชัดเจนของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ที่คิดลึก ส่งผลให้ตลอดทั้งชีวิตของท่าน ได้สร้างคุโณปการไว้อย่างมากมาย ความคิดความอ่านที่ก้าวล้ำ นำสมัยของท่าน ยังคงทำหน้าที่ชี้นำสังคมอยู่เรื่อยไป ตลอดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

keyboard_arrow_up