ทำความรู้จักกับ “การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ 5 ครั้ง” ที่ผ่านมา หลังจากมันเริ่มครั้งที่ 6 ไปแล้ว

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (อังกฤษ: mass extinction) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เป็นข้อสันนิษฐานว่า เป็นสาเหตุให้สิ่งมีชีวิตบนโลกหลากชนิดหลายสายพันธุ์ต้องสูญพันธุ์ไปในเวลาพร้อมๆกันหรือไล่เลี่ยกัน

เหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เป็นที่สนใจและผู้คนทั่วไปรู้จักกันดีที่สุดคือ เหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในช่วงยุคครีเตเชียส (Cretaceous) เมื่อราว 65 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์ขนาดใหญ่สูญพันธุ์ทั้งหมด เมื่อทำการศึกษาพบว่าตั้งแต่ 550 ล้านปีก่อนเป็นต้นมา ได้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ขึ้นทั้งหมดประมาณ 5 ครั้ง ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปราวๆ 50% ของทั้งหมด เนื่องจากระยะเวลาที่เกิดขึ้นนานมาก การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ก่อนหน้ายุคครีเตเชียสมักลำบากในการศึกษารายละเอียด เพราะหลักฐานซากฟอสซิลสำหรับตรวจสอบมีหลงเหลือน้อยมาก

เหตุการณ์สูญพันธุ์ยุคออร์โดวิเชียน-ไซลูเรียน (Ordovician–Silurian extinction events) 450–440 ล้านปีก่อน ทำให้สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตซึ่งอาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 25% คิดเป็น 60% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด น้ำทะเลลดระดับลงจากการก่อตัวเป็นก้อนน้ำแข็งยักษ์ และต่อมาน้ำทะเลจึงเพิ่มระดับขึ้นกะทันหัน จากการละลายของก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์

การสูญพันธุ์ปลายยุคดีโวเนียน (Late Devonian extinction) 375–360 ล้านปีก่อน สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 22% คิดเป็น 57% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด

เหตุการณ์สูญพันธุ์ยุคเพอร์เมียน-ไทรแอสซิก (Permian–Triassic extinction event) 252 ล้านปีก่อน สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไป 95% ของจำนวนสายพันธุ์ทั้งหมดบนโลก สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 53% คิดเป็น 83% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนพื้นดินทั้งพืชและสัตว์สูญพันธุ์ไป 70% ของจำนวนสายพันธุ์ทั้งหมดที่อาศัยบนบก

เหตุการณ์สูญพันธุ์ยุคไทรแอสซิก-จูแรสซิก (Triassic–Jurassic extinction event) 201.3 ล้านปีก่อน สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 22% คิดเป็น 52% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด เนื่องจากการเกิดภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดครั้งใหญ่ที่บริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแอตแลนติก ปลดปล่อยลาวาจำนวนมหาศาลออกมา และอาจทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขั้นวิกฤต โดยพบหลักฐานการระเบิดจากหินภูเขาไฟที่ทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ทางตะวันออกของบราซิล และทางเหนือของแอฟริกาและสเปน

เหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคครีเทเชียส–พาลิโอจีน (Cretaceous–Paleogene extinction event) 66 ล้านปีก่อน สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 16% คิดเป็น 47% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยบนบกสูญพันธุ์ไป 18% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยบนบก รวมไปถึงไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ทั้งหมด โดยสาเหตุมาจากดาวเคราะห์น้อยขนาดความกว้างหลายไมล์พุ่งเข้าชนโลก ทำให้เกิดหุบอุกกาบาตชิกซูลูบ (Chicxulub Crater) ที่บริเวณคาบสมุทรยูคาทัน (Yucatan Peninsula) และใต้อ่าวเม็กซิโก

สำหรับการการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 นั้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันได้เริ่มต้นไปแล้ว โดยงานวิจัยล่าสุดในปี 2017 เรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า Biological Annihilation หรือ การทำลายล้างทางชีวภาพ โดยมีอัตราประชากรของสิ่งมีชีวิตทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่อาศัยในมหาสมุทรอย่างวาฬ กลุ่มเต่าทะเล กลุ่มฉลาม และกลุ่มหอยขนาดใหญ่จะเป็นสัตว์เบอร์แรกๆ ในลิสต์ที่จะสูญพันธุ์ไปก่อน และในครั้งนี้ก็มีสาเหตุมาจาก “มนุษย์” ที่เป็นตัวเร่งอัตราความหายนะไม่ว่าจะเป็นการสร้างมลพิษ หรือการส่งสายพันธุ์ต่างถิ่นบางชนิดเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศแบบผิดที่ผิดทาง ซึ่งทำให้การสูญพันธุ์ครั้งนี้เร็วกว่าเดิมถึง 114 เท่า เมื่อเทียบกับสาเหตุที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ

keyboard_arrow_up