หายนะของ Great auk นกโบราณที่รสชาติดีทั้งเนื้อและไข่ จนต้องกลายเป็นสัตว์สูญพันธุ์

หากไม่นับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ที่โหดร้ายเสียจนสัตว์บางชนิดปรับตัวไม่ทันและต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด อีกปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมของธรรมชาติ และเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้สัตว์โบราณบางชนิดต้องสูญพันธุ์ไป นั่นคือการถูกล่าจากมนุษย์ ที่หวังจะได้ชิ้นส่วนบางอย่างจากพวกมันมาครอบครอง หรืออาจต้องการลิ้มลองรสชาติที่ว่ากันว่าอร่อยนักหนา อย่างเช่นเรื่องราวสุดหายนะของนกโบราณที่ชื่อว่า Great auk

Great auk หรือ นกอ๊อคใหญ่ คือนกที่บินไม่ได้ ในสกุลพินกวินัส (Pinguinus)ซึ่งเป็นนกชนิดเดียวในสกุลนี้ที่รอดชีวิตผ่านยุคน้ำแข็งมาได้ มีความโดดเด่นที่จงอยปากใหญ่หนา มีท้องขาว หลังสีดำแบบนกเพนกวิน ทั้งยืนตัวตรงและเดินเตาะแตะเหมือนกัน โดยมีความสูง 75 – 85 ซม. หนัก 5 กิโลกรัม และเคยพบได้มากมายแถบชายฝั่งตะวันตกของยุโรปตั้งแต่สเปนถึงนอร์เวย์ รวมทั้งเกาะในมหาสมุทรแอตแลนติกทางเหนือไปจนถึงกรีนแลนด์และแคนาดา ซึ่งพวกมันจับคู่สร้างรังและอยู่รวมกันเป็นนิคมขนาดใหญ่

ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่จนน่าจะมีนักล่าตามธรรมชาติน้อยมาก แถมพวกมันยังมีจำนวนมหาศาลจนไม่มีใครคาดคิดว่านกพวกนี้จะสูญพันธุ์ จนกระทั่งนักเดินเรือชาวยุโรปได้ลิ้มลองรสชาติของนกอ๊อคใหญ่เป็นครั้งแรก และพบว่าทั้งเนื้อและไข่ของมันมีรสอร่อยมาก ทำให้การล่านกโบราณชนิดนี้เริ่มต้นขึ้น โดยในศตวรรษที่ 16 นิคมของนกอ๊อคใหญ่บนชายฝั่งตะวันตกของยุโรปถูกกวาดล้างจนเกลี้ยง มีการประมาณว่านกกว่าล้านตัวถูกสังหารเพื่อนำเนื้อและไข่ไปขายเป็นอาหาร และนำขนหน้าท้องไปยัดหมอน

นอกจากนี้ ยังมีบันทึกเล่าถึงการล่านกอ๊อคใหญ่ บนเกาะฟังค์ซึ่งอยู่ใกล้ชายฝั่งแคนาดาและเคยเป็นนิคมของนกอ๊อคใหญ่นับแสนตัวในทศวรรษที่ 1800 ที่เล่าด้วยเนื้อหาสุดเหี้ยมโหดว่า “ในการนำขนของนกอ๊อคใหญ่มาใช้นั้น เราไม่ต้องฆ่ามันให้เสียเวลา เพียงแค่จับพวกมันให้มั่น แล้วถอนขนออกจากตัวทั้งๆ แบบนั้น เมื่อขนโดนถอนจนหมดการถลกหนังก็ทำได้ง่ายขึ้น และไม่ต้องกังวลว่าที่ไร้หนังจะทรมาน เพราะมันจะตายไปเองในไม่ช้า และถ้ายังไม่ตาย เราก็จะเผามันทั้งเป็นเพื่อปรุงเป็นอาหาร และยังสามารถใช้ร่างของมันเป็นเชื้อเพลิงเพื่อเผานกตัวต่อไปได้อีก เพราะไขมันที่ได้จากนกชนิดนี้มีมากพอจะแทนฝืนที่หายากบนเกาะนี้ได้”

การล่าอันโหดเหี้ยมนี้ดำเนินต่อไป จนกระทั่งในปี ค.ศ.1794 สหราชอาณาจักรได้ประกาศห้ามล่านกอ๊อคใหญ่เพื่อเอาขนและน้ำมัน แต่กว่าจะกฎหมายนี้จะประกาศใช้ ก็ไม่เหลือนกอ๊อคใหญ่ในยุโรปให้ “เสือกระดาษ” ฉบับนั้นได้ทำงานอีกแล้ว

หากคิดว่าที่กล่าวนั้นคือที่สุดของหายนะที่นกอ๊อคใหญ่ต้องเจอแล้ว ขอให้ฟังเรื่องราวหลังจากนั้นต่ออีกสักหน่อย เพราะเมื่อถึงต้นศตวรรษที่ 19 นกชนิดนี้ก็กลายเป็นสัตว์หายากโดยสมบูรณ์แบบ เรียกว่ามีแต่ซากและชิ้นส่วนที่เก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น และด้วยเหตุนี้ ทำให้บรรดาผู้มีอันจะกินที่มีรสนิยมชอบสะสมของหายากเริ่มหมายตามาที่นกอ๊อคใหญ่ ด้วยหวังว่าจะมีซากของมันมาตั้งโชว์ไว้ในบ้านหรูๆ ด้วย จึงทำให้การออกล่านกดบราณนี้เริ่มต้นถึงอีกครั้ง และได้พาเหล่านักล่ามายังฐานที่มั่นสุดของนกชนิดนี้ที่เกาะเอลดีย์ (Eldey)

จุดจบหายนะของสายพันธุ์นี้ เกิดขึ้นในวันที่ 3 มิถุนายน ปี ค.ศ. 1844 บนเกาะซึ่งเป็นเกาะโขดหินนอกชายฝั่งของของไอซ์แลนด์ ซึ่งมีนกอ๊อคใหญ่ที่เชื่อว่าเป็นคู่สุดท้ายของโลกได้สร้างรังและวางไข่ไว้ฟองหนึ่ง แต่สุดท้ายพวกมันก็ถูกนักล่าสัตว์ชาวไอซ์แลนด์ซึ่งรับใบสั่งพ่อค้ามาล่านกพบเข้า

จากเข้าบอกเล่าของ John Wolley ผู้เชี่ยวชาญด้านนกอ๊อคใหญ่ ที่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์นักล่าชื่อ Sigurður Ísleifsson เขาเล่าว่า “บนเกาะเต็มไปด้วยนกกิลเลอมอทจำนวนมากมาย แต่นั้นไม่ใช่เป้าหมายของเขา และหลังเดินหาอยู่ครู่ใหญ่ จึงได้พบนกอ๊อคใหญ่ทั้งสองวิ่งหนี Jón Brandsson ไล่จับนกตัวที่หนีไปยังซอกหิน ส่วนเขาไล่จับตัวที่หนีไปขอบผาและคว้าคอมันได้ ก่อนที่มันจะโดดลงน้ำ พวกมันไม่ส่งเสียงแต่พยายามกระพือปีกดิ้นรน พวกเราบีบคอมันจนตาย ขณะที่ Ketill Ketils ที่วิ่งตามมาได้เหยียบไข่ของมันแตกคารองเท้าบูทของเขา”

keyboard_arrow_up