“Stellar’s Sea Cow” พะยูนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมี และสูญพันธุ์ไปเพราะ “มนุษย์”

ในอดีต…วิวัฒนาการได้เป็นบทเรียนที่สอนให้สัตว์จำนวนมากหาวิธีเอาตัวรอดแบบง่ายๆ ด้วยการทำให้ตัวเองมีร่างกายขนาดมหึมาจนปราศจากศัตรูตามธรรมชาติ เพราะคงไม่มีนักล่าตัวใดอยากเสียเวลาจัดการกับยักษ์ปักหลั่น และนั่นคือวิธีที่ทำให้ Stellar’s Sea Cow หรือ วัวทะเลชเตลเลอร์ พะยูนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา ใช้เพื่อเอาตัวรอดผ่านยุคน้ำแข็งที่ทำลายล้างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโบราณไปเป็นจำนวนมาก

รูปจำลองของวัวทะเลชเตลเลอร์

ด้วยความยาวถึง 9 เมตร หนักว่า 3 ตัน และสามารถปรับตัวเพื่อชีวิตอันแร้นแค้นในเขตอาร์กติกได้เป็นอย่างดี จนดูเหมือนการขยายร่างให้ใหญ่โตจะเป็นวิธีที่ได้ผลชะงัด แต่เมื่อพวกมันถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1741 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน Georg Wilhelm Steller และด้วยความที่ปราศจากนักล่ามานานหลายหมื่นปี ทำให้พะยูนยักษ์เหล่านี้ไม่สนใจกับแขกผู้มาเยือนที่สูงไม่ถึง 2 เมตร จนนักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นว่ามันคือยักษ์ใหญ่ใจดีขนานแท้ และไม่เป็นภัยต่อมนุษย์

ภาพวาดจำลองการอยู่เป็นครอบครัวของวัวทะเลชเตลเลอร์ / ปี ค.ศ. 1898

ขณะที่มีคนที่พยายามศึกษาเพื่อรู้จักกันพวกมันให้มากขึ้น ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินทางมาหาพวกมันพร้อมกับหอกแบบง่ายๆ จนทำให้มันกลายเป็นเป้าหมายนิ่งของนายพรานที่ต้องการเนื้อและไขมันใต้ผิวหนังของมัน

นักปักษีวิทยา Leonhard Stejneger ได้จำลองภาพการชำแหละวัวทะเลชเตลเลอร์ / ปี ค.ศ. 1925

ด้วยความที่ตกเป็นเหยื่ออย่างง่ายดาย และอ่อนไหวต่ออาการบาดเจ็บ ทำให้วัวทะเลชเตลเลอร์ถูกฆ่าไปเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1768 หรือเพียง 27 ปีหลังจากที่มันถูกค้นพบ พะยูนยักษ์เหล่านี้ก็ถูกลงมติว่าเป็นสายพันธุ์ที่สูญพันธุ์ไปจากโลกใบนี้แล้ว และเหลือเพียงโครงกระดูกของมันให้คนรุ่นหลังได้ดูเท่านั้น

โครงกระดูกของวัวทะเลชเตลเลอร์ ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ Finnish Museum of Natural History
กะโหลกของวัวทะเลชเตลเลอร์ ที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติลอนดอน
keyboard_arrow_up