เช็คตัวเองก่อนเบิร์นเอาต์!! รวมอาการที่ส่อแววว่าคุณอาจกำลัง “หมดไฟในการทำงาน”

จากอาการที่หลายๆ คนอาจมองว่าเป็นภาวะป่วยการเมืองของพนักออฟฟิศ แต่หลังจากนี้คงต้องคิดใหม่ซะแล้ว เพราะล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้บรรจุ ภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ เบิร์นเอาต์ (burnout) ลงในบัญชีโรค และอาการผิดปกติต่าง ๆ ในคู่มือวินิจฉัยและจัดประเภทของโรคระหว่างประเทศ (ICD) ฉบับปรับปรุงล่าสุด ซึ่งคู่มือดังกล่าวจะนำไปใช้อ้างอิงในการวินิจฉัยของแพทย์และประกอบการพิจารณาของบริษัทประกันสุขภาพ โดยจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม ปี 2022

แน่นอนว่า อาการเบิร์นเอาต์ หรือ ภาวะหมดไฟในการทำงาน มีอาการคล้ายเป็นโรคซึมเศร้า เช่น มีความหดหู่ รู้สึกเครียด และไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน ในบางรายอาจมีอารมณ์ก้าวร้าว หรือหงุดหงิดเมื่อทำงานไม่ได้ดังใจอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามผู้มีอาการหมดไฟในการทำงานอาจมีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเสมอไป

ตัวกระตุ้นหรือปัจจัยเสี่ยงเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน แบ่งเป็น 3 สิ่งเกี่ยวข้องคือ 1. ปัจจัยเกี่ยวกับการทำงาน 2. ปัจจัยเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ และ 3. ปัจจัยเกี่ยวกับบุคลิกส่วนตัว ทั้งนี้ภาวะหมดไฟในการทำงานยังส่งผลถึงร่างกายด้วยเช่นกัน เช่น นอนไม่หลับ กังวลใจทุกครั้งที่ต้องไปทำงาน รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย อาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน รวมถึงปวดเมื่อยร่างกาย และประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

ในบางรายอาจมีอารมณ์แปรปรวน รู้สึกสิ้นหวัง ล้มเหลวในการทำงาน หงุดหงิดจนแสดงออกด้วยการทะเลาะเบาะแว้งในที่ทำงาน หากเป็นมากขึ้นอาจปิดกั้นตนเองจากเพื่อนร่วมงาน พูดน้อยลง ขาดสมาธิและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หรือหาทางออกโดยการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวเตร่ มาทำงานสาย และกลับบ้านดึก
รู้ก่อนป้องกันได้

หากสังเกตพบว่าอยู่ในข่ายภาวะหมดไฟในการทำงาน ควรเริ่มปรับสมดุลให้ชีวิตดังนี้

1. พักผ่อนให้เพียงพอ
2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงสิ่งกระต้น เช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ รวมถึงการดื่มกาแฟที่มากเกินไป
3. หากมีเวลา ลาพักร้อน เพื่อห่างไกลจากงานสักพัก
4. สร้างความสมดุลให้ชีวิตและการทำงาน จัดระเบียบการทำงานให้ลุล่วงตามลำดับความสำคัญ
5. กำหนดเวลาการทำงานให้เหมาะสมในแต่ละวัน ไม่เสียเวลาจัดการงานที่ทำไม่ได้หรือติดขัดนานเกินไป จนส่งผลให้ทำงานไม่สำเร็จสักชิ้นเดียว
6. ขอความเห็น ความช่วยเหลือ แม้กระทั่งการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานเพื่อคลายความเครียด
7. ไม่ควรนำงานกลับมาทำต่อที่บ้าน
8. หากิจกรรมผ่อนคลายทำในช่วงวันหยุด
9. ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 ครั้งต่อสัปดาห์
10. ลดการสื่อสารในโลกโซเชียลลง เพราะนอกจากจะเบียดบังเวลาแล้ว การท่องโลกไซเบอร์มากๆ ส่งผลให้เกิดความเครียดจากการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่มากเกินไป

keyboard_arrow_up