“กะพงแม่น้ำไนล์” ยักษ์ใหญ่ผู้คุกคามเหล่าปลาหมอสี และติด 1 ใน 100 สายพันธุ์อันตราย

แม้ว่าปลาจะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่หลายประเทศยกให้เป็นโปรตีนราคาประหยัด ที่ช่วยแก้ปัญหาความอดยากของผู้คนในหลายประเทศ แต่บางครั้งการนำปลาต่างถิ่นบางชนิดเข้าไปอยู่อาศัยในระบบนิเวศต่างถิ่น ผลลัพธ์อาจกลายเป็นหายนะยิ่งกล่าวเดิม เช่นเดียวกับกรณีของ ปลากะพงแม่น้ำไนล์ (Nile perch) ที่กลายภัยคุกคามปลาหมอสีในธรรมชาติ แถมยังไม่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องปากท้องให้กับประชาชนในแอฟริกาอีกต่างหาก

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1950 มีการนำปลากะพงแม่น้ำไนล์ เข้ามาปล่อยในทะเลสาบแทนกันยีกาและทะเลสาบวิกตอเรีย เพื่อแก้ปัญหาความอดยากของผู้คนในพื้นที่ห่างไกล แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่ได้กว่า 2 เมตร หนักถึง 200 กิโลกรัม และอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำลึก เจ้าปลายักษ์ที่มาจากแม่น้ำไนล์นี้ถูกคาดหวังว่าจะสามารถบรรเทาความอดยากของผู้คน กลับทำให้ชาวประมงทั่วไปต้องหนักใจ เพราะด้วยเครื่องมือแบบพื้นบ้านทำให้ไม่สามารถจับมันได้ แถมพวกมันยังสร้างผลกระทบโดยตรงต่อสายพันธุ์ปลาท้องถิ่น อย่างปลากลุ่มหมอสี (Cichlidae) ในทะเลสาบแทนกันยีกาและทะเลสาบวิกตอเรีย ที่บางสายพันธุ์โดนล่าเป็นเหยื่อจนเกือบสูญพันธุ์

เพราะการกินอย่างไม่รู้จักอิ่มของมันนี้เอง ทำให้ปลากะพงแม่น้ำไนล์กลายสัตว์ที่ติด 1 ใน 100 สายพันธุ์อันตรายของทาง สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เพราะมันได้สร้างความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพในหลายทะเลสาบของแอฟริกาไปมากมาย จนเจ้ายักษ์ใหญ่แห่งแม่น้ำไนล์ ติดโผ 1 ใน 100 สายพันธุ์อันตรายอีกด้วย

แต่ถึงจะไม่แก้ปัญหาปากท้อง แต่ด้วยขนาดมหึมา และพละกำลังมหาศาล ทำให้ปลากะพงแม่น้ำไนล์เป็นที่นิยมตกเป็นเกมกีฬาอย่างมาก จนได้ชื่อว่าเป็นปลาที่สามารถตกด้วยเบ็ดได้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งเนื้อของมันยังเป็นอาศัยที่บริษัทส่งออกของแอฟิรกาให้ความสนใจอย่างมาก เพราะมันสามารถนำมาขายให้กับประเทศที่ชื่นชอบเนื้อปลาอย่าง ญี่ปุ่น ได้ในราคาที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

keyboard_arrow_up