“นาวิน ต้าร์-น้ำหวาน” ถอนฟ้อง รับการขอขมาจากคู่กรณี เงื่อนไขขอโทษในโซเชียลและผ่านหนังสือพิมพ์ 3 วัน (คลิป)

จากกรณีดราม่าสองสามีภรรยาจอดรถขวางและดึงเบรคมือขวางรถของ “นาวิน ต้าร์ และ น้ำหวาน พัสวี” นักแสดงชื่อดัง ที่หาดบางแสน จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ จนเกิดการฟ้องร้อง เนื่องจากสองสามีภรรยาได้โพสต์เรื่องราวลงโซเชียลและบิดเบือนความจริง โดยอ้างว่านาวินต้าร์และน้ำหวาน เขียนจดหมายต่อว่า

ถึงแม้สองสามีภรรยาจะออกมาขอโทษผ่านสื่อแล้ว แต่ฝ่ายนาวินต้าร์และน้ำหวานก็ยังคงให้ทนายความดำเนินการฟ้องร้องต่อ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เพื่อเป็นบทเรียนให้แก่สังคม

แต่ล่าสุดวันนี้  (7 ธ.ค. 61) เวลาประมาณ 14.00 น. “นายนาวิน เยาวพลกุล หรือ นาวิน ต้าร์” ศิลปินและนักแสดงชื่อดัง พร้อม “น้ำหวาน พัสวี พยัคฆบุตร” ภรรยา ได้เดินทางมายังสถานีตำรวจนครบาลบางเขน เพื่อเข้าเจรจากับคู่กรณี “นายจุฬาวิทย์ บุญหอม , นางสาวกัญญารัชย์ อยู่คง และนางสาวชรินทร แสงทอง” เพื่อไกล่เกลี่ยคดีความ และรับการขอขมา ต่อหน้า พ.ต.อ.อำนาจ อินทรศวร ผกก.สน.บางเขน และ พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี หน.งานสอบสวน สน.บางเขน โดยใช้เวลาเจรจากว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง

จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าว โดย พ.ต.อ.อำนาจ อินทรศวร ผกก.สน.บางเขน กล่าวว่า วันนี้ตนได้รับการประสานจากคู่กรณี ให้นัดฝ่ายนาวิน ตาร์และน้ำหวาน ให้ เพื่อที่จะได้ขอโทษ เมื่อทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันได้ ก็จะยุติการแจ้งความ

นางสาวชรินทร แสงทอง (เสื้อขาว) ผู้โพสต์รูปและข้อความ กล่าวว่า กราบขอโทษที่ทำให้อีกฝ่ายเสียเวลา ตนยอมรับผิดทั้งหมด ขอโทษที่ทำให้เสียเวลากับสิ่งที่คุณนาวิน ต้าร์และคุณน้ำหวายเสียหาย สำหรับกระดาษที่ติดอยู่หน้ารถ “ทำไมจอดรถได้เลวระยำขนาดนี้คะ ที่บ้านไม่มีผู้ใหญ่อบรมสั่งสอนหรือไง” ตนเป็นผู้เขียนขึ้นมาเอง

นายจุฬาวิทย์ บุญหอม ผู้คอมเมนต์ข้อความในโพสต์ กล่าวว่า ขอโทษที่ทำให้คุณนาวิน ต้าร์ เสียชื่อเสียงและทำให้สังคมเข้าใจผิด ยอมรับว่าตนจอดรถเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง

นางสาวกัญญารัชย์ อยู่คง ผู้โพสต์ในอีกวันและผู้คอมเมนต์ พี่สาวของนางชรินทร กล่าวว่า ขอโทษที่ทำให้เสียเวลาและทำให้เสียหายในทุกด้าน ฝ่ายตนเป็นผู้กระทำเองทั้งหมด ขอโทษจริง ๆ อยากฝากเรื่องเป็นอุทาหรณ์ให้กับตัวเอง

ด้าน นาวิน ต้าร์ กล่าวว่า ตนได้นัดทนายของคู่กรณีมาฟังคำขอโทษด้วย โดยหลังคู่กรณีทั้งสามคนได้ขอโทษและยอมรับผิด ตนเองคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะดำเนินคดีต่อ ต่อไปก็จะยกหน้าที่ให้ทนาย ให้ทนายทั้งสองฝ่ายได้คุยกันเพื่อยุติคดี ตนขอให้อภัยทั้งสามคน

ส่วน น้ำหวาน พัสวี กล่าวว่า วันนี้ตนมาฟังขอโทษอย่างจริงใจ ขอให้โอกาสน้อง ๆ ใสการเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ ตนไม่ได้ติดใจอะไร เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีลูกเล็ก ตนก็รู้สึกเห็นใจ

ด้าน ทนายคมกฤช รัตนวงษ์ ทนายความของนาวิน ต้าร์และน้ำหวาน กล่าวว่า เงื่อนไขเบื้องต้นคือคู่กรณีต้องโพสต์โซเชียลขอโทษและขอโทษผ่านหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 3 วัน

ส่วน นายประพันธ์ เย็นสุข ทนายความของคู่กรณี แจ้งว่า จะทำตามที่อีกฝ่ายร้องขอ

ทั้งนี้เมื่อจบการแถลงข่าว คู่กรณีได้มอบกระเช้าดอกไม้เพื่อเป็นสิ่งแทนการขอโทษ จากนั้น “นาวินต้าร์และน้ำหวาน” ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอีกครั้งหนึ่ง

นาวินต้าร์ กล่าวว่า วันนี้ตนยินดีที่รับการติดต่อจากคู่กรณีเพื่อให้เข้ามาฟังคำขอโทษเกี่ยวกับคดีความจอดรถขวาง ทางคู่กรณีได้ขอโทษตนและครอบครัว โดยยอมรับผิดในทุกประเด็น ทั้งสามคนได้ยอมรับแล้วว่าทั้งจดหมายหน้ารถและตัวอักษรที่เขียนบนรถ พวกเขาเป็นผู้กระทำเอง รวมถึงเวลาที่จอดรถขวาง คู่กรณีก็ยอมรับแล้วว่าจอดขวางถึง 2 ชั่วโมง สังคมคงจะได้เห็นความชัดเจนแล้ว ตนคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะดำเนินคดีต่อ ขอยุติ ขอให้อภัยทุกคน เนื่องจากตนได้มองย้อนว่าคู่กรณีชายมีอายุเพียง 19 ปี เท่ากับลูกศิษย์ของตน ถึงแม้อายุจะผ่านเยาวชนแต่ยังไม่ถือว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ตนจึงอยากที่จะให้โอกาสและให้อภัย สิ่งที่เกิดขึ้นคงจะเป็นบทเรียนแก้คู่กรณีทั้งสามคนและคนอื่น ๆ ที่มีข้อพิพาษในลักษณะเดียวกัน

ในตอนแรกตนคิดแจ้งความเนื่องจาก ตนเห็นข้อความว่า “อย่าในเจอนะ ไม่อย่างนั้นจะ…” ตนมีลูกเล็ก ตนจึงต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองและครอบครัว ตนอยากให้คู่กรณีรับรู้ว่าใครที่เห็นข้อความแบบนี้ คงไม่มีใครสบายใจ แต่เมื่อขอโทษแล้วก็สบายใจขึ้น เบื้องต้นที่แจ้งความไว้คือข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งสามารถยอมความกันได้ ไม่ได้แจ้งความเกี่ยวกับ พรบ.คอมพิมเตอร์ เนื่องจากยอมความกันไม่ได้ และตนได้ยกให้ทนายเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้ว่าจะแจ้งข้อหาอะไรบ้าง

สำหรับเงื่อนไขในการยุติคดี คู่กรณีต้องออกมายอมรับผิดผ่านสื่อ ตนได้มอบหมายในทนายเป็นผู้จัดการ

ด้าน น้ำหวาน พัสวี กล่าวว่าในตอนแรกตนสงสัยว่าใครเขียนจดหมายที่วางหน้ารถ แต่เมื่อคู่กรณีกล้ายอมรับ ตนก็พร้อมจะให้อภัย เพราะตนมีลูก และในวันนี้คู่กรณีก็มาสถานีตำรวจพร้อมกับลูก ตนก็รู้สึกเห็นใจ ที่ตนตัดสินใจแจ้งความในตอนแรกเนื่องจาก มีการขู่ว่าจะทำร้าย ตนจึงไม่สบายใจ

ทั้งนี้ นาวิน ต้าร์ พูดทิ้งท้ายว่า การใช้รถและกฎจราจรเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสนใจ กรณีของตนเป็นเพียงกรณีหนึ่งที่อยากให้ให้มองถึงคำว่าใจเขาใจเรา เราเพื่อนมนุษย์ เพื่อนคนไทยด้วยกัน การให้อภัยคือทางออกที่ทำทุกคนอยู่กันได้อย่างสงบสุข

 

keyboard_arrow_up