“วันเดอร์เฟรม” แจงค่ายเพลงไม่ได้ซื้อขาดแค่ออกค่าใช้จ่าย พร้อมสู้ชั้นศาลฯ ทวงความยุติธรรม

จากกรณี เฟรม- ศุภัคชญา สุขใบเย็น หรือ “วันเดอร์เฟรม” นักร้องสาวเจ้าของเพลงดัง อาทิ อยู่ดีๆก็หาย…,สุดท้ายก็หมา, ชู้แต่เธอไม่รอบ ชอบแต่เธอไม่รู้ ฯลฯ โพสต์ไอจีโต้ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ “วอร์นเนอร์ มิวสิค (ประเทศไทย)” ยืนยันไม่เคยทำสัญญาตามที่ถูกกล่าวอ้าง

โดยในช่วงวานนี้ (26 ก.ค. 62) “วันเดอร์เฟรม” ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ ก่อนจะมีแถลงการณ์ด้านกฎหมายและรายละเอียดเชิงลึกจากทนายของวันเดอร์เฟรม โดยจะมีการแจ้งผ่านทางไอจีและเฟซบุ๊กของเจ้าตัว

ทั้งนี้วันเดอร์เฟรมยืนยันและเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง ทุกเพลงตนเป็นคนแต่งเนื้อร้องและทำนองเองทั้งหมด เพียงแต่ค่ายออกค่าใช้จ่ายในการทำเพลงให้เท่านั้น และไม่ได้มีการซื้อขาดแต่อย่างใด รายละเอียดในข้อตกลงกับค่ายนั้น ตนพูดไม่ได้ ที่ตัดสินใจยกเลิกข้อตกลงเนื่องจากการทำงานที่ไปด้วยกันไม่ได้ ไม่ได้มีเรื่องผลประโยชน์หรือการชักชวนให้ย้ายค่ายแต่อย่างใด ยืนยันจะยังใช้ผลงานเพลงของตัวเองต่อไป พร้อมรับผิดชอบงานจ้างที่รับไว้ทั้งหมด และจะไม่ให้มีปัญหาลามไปถึงผู้ว่าจ้าง ทั้งนี้ “วันเดอร์เฟรม” ยังบอกอีกว่า ตัวเองรับงานเองมาตั้งแต่ส่งจดหมายไปขอยกเลิกข้อตกลง และในขอตกลงไม่ได้ห้ามไว้ว่าห้ามรับงานเอง

มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นระหว่างเรากับทางค่ายเพลง?
“ต้องพูดตรงๆ ค่ะว่าตกใจมาก แต่หนูต้องเล่าให้ฟังก่อนว่าจริงๆ แล้ววันเดอร์เฟรมกับวอร์นเนอร์ มิวสิค เราไม่เคยทำสัญญากัน ก็คือไม่เคยมีการเซ็นสัญญา จะมีก็แต่ข้อตกลงเบื้องต้นก่อนเซ็นสัญญาเท่านั้น ซึ่งข้อตกลงเบื้องต้นนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2017 เกือบจะ 2 ปีแล้วค่ะ”

เราสามารถระบุได้ไหมว่าข้อตกลงเบื้องต้นมีอะไรบ้าง?
“ก็คือเวลาที่เราจะเซ็นสัญญา เราก็จะต้องมีข้อตกลงเบื้องต้นกันก่อน เพราะฉะนั้นมันก็คือการเซ็นข้อตกลงเบื้องต้นก่อนเซ็นสัญญา เท่านั้นเอง”

ข้อตกลงเบื้องต้นที่เราบอก เป็นในลักษณะเอกสาร หรือว่าตกลงกันปากเปล่า?
“เป็นกระดาษ 2 แผ่นค่ะ แต่ว่าหนูไม่สามารถบอกข้อมูลตรงนี้ได้ เนื่องจากมันเป็นข้อมูลทางกฎหมาย หนูต้องขอโทษด้วยจริงๆ”

เหมือนเราจะบอกว่า มันเป็นแค่ข้อตกลง ไม่ใช่สัญญา ถูกต้องไหม?
“ใช่ค่ะ”

ในเอกสารข้อตกลงนั้นได้ระบุวันเวลาไหมว่า จะต้องนานแค่ไหนหรือมีอายุกี่ปี ?
“จริงๆ ในข้อตกลงนี้ เขาเรียกว่าอะไรอ่ะ คือทางทนายของเฟรมเขาแจ้งว่ามันไม่เป็นผลทางกฎหมาย แต่อันนี้เฟรมต้องขอให้เป็นเรื่องของทนายคุยกับทนายดีกว่า ว่าสรุปแล้วรายละเอียดมันเป็นอย่างไร”

เห็นว่าก่อนหน้านี้เราได้ส่งทนายไปยกเลิกข้อตกลงนั้น เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย ?
“ถูกต้องค่ะ ก็คือทางเฟรมได้มอบอำนาจให้กับทนาย ในการส่งหนังสือไปให้กับทาง วอร์นเนอร์ มิวสิค เพื่อยกเลิกข้อตกลงนั้น”

ทั้งนี้คุณพ่อของวันเดอร์เฟรมได้กล่าวเสริมถึงเรื่องนี้ด้วยว่า
“คือทาง วอร์นเนอร์ มิวสิค ได้รับเอกสารเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ปี 2562”

แล้วเราทราบไหมว่ามันสำเร็จหรือเปล่ากับการส่งเอกสารครั้งนั้น?
“มันก็เป็นเรื่องที่เราต้องไปคุยกันในศาล”

สามารถสรุปได้ไหมว่า ที่ผ่านมาเราไม่เคยเป็นศิลปินในสังกัด วอร์นเนอร์ มิวสิค?
“ใช่ค่ะ”

แต่ที่เขาเขียนมามันเหมือนว่าเราเป็นศิลปินภายใต้สังกัด?
“ตรงนี้ตัวหนูเองก็งงเหมือนกัน หนูเลยอยากให้เป็นเรื่องของทนายคุยกับทนายมากกว่า ว่าสรุปแล้วมันคืออะไร”

สาเหตุที่เราตัดสินใจขอยกเลิกสัญญาในครั้งนี้คือ?
“มันเป็นเรื่องของปัญหาการทำงานค่ะ หนูไม่ได้โทษนะคะว่ามีใครผิดหรือมีใครถูก เพราะมันเหมือนต่างฝ่ายต่างทำงานมากกว่า และมันไม่คลิกกัน ฉะนั้นหนูก็เลยเลือกที่จะออกมา เพราะเราไม่สามารถทำงานต่อกันได้แล้ว หนูเลยเลือกที่จะเดินออกมาค่ะ”

พอจะระบุได้ไหมว่าปัญหาส่วนไหนที่เราบอกว่าไม่คลิก ?
เป็นปัญหารวมที่เกิดขึ้นสะสมมานานมากกว่าค่ะ หนูคงพูดไม่ได้หรอกว่ามีปัญหาอะไรบ้าง หนูต้องขอโทษด้วยค่ะ”

เราได้คุยกับทางค่ายก่อนไหมว่าจะขอไปในทิศทางไหนก่อน ก่อนที่จะตัดสินใจแบบนี้ ?
“เรามีการเจรจากันหลายรอบมากค่ะ เพื่อที่จะทำให้เราสามารถดำเนินงานไปด้วยกันต่อได้”

จริงๆ แล้วในข้อตกลงที่เราจะทำงานร่วมกัน มันมีระยะเวลาทั้งหมดกี่ปี ?
“อันนี้หนูขอให้เป็นเรื่องของทนายดีกว่าค่ะ”

จากรายละเอียดที่เขาแจ้งมา มันมีการระบุด้วยว่า เราไม่มีสิทธิ์ในการใช้เพลงแล้ว เรื่องนี้เรารู้สึกอย่างไรบ้าง?
“เรื่องนี้หนูเสียใจมากค่ะ เพราะเพลงทุกเพลงหนูแต่งเอง หนูเขียนมันขึ้นมาเอง แต่จะมาบอกว่าหนูไม่สามารถใช้เพลงของตัวเองได้ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีสัญญาต่อกัน อันนี้เอาจริงๆ นะหนูอยากให้เป็นคำสั่งของศาลมากกว่า ว่าสุดท้ายแล้วลิขสิทธิ์จะเป็นของใคร”

แสดงว่ามันไม่ได้มีการจดใช่ไหมว่าเป็นเพลงของใครหรืออะไรยังไง?
“มันเป็นอะไรที่คลุมเครือมากค่ะ อย่างที่บอกมันต้องเป็นคำตัดสินของศาลเท่านั้นค่ะ”

เราพูดแบบนี้เหมือนกับว่าจะมีการยื่นฟ้องศาลถูกต้องไหม ?
“ตอนนี้ยังค่ะ ยังไม่มีการยื่นฟ้อง เอาจริงๆ นะไม่มีใครอยากขึ้นศาลหรอก”

ส่วนตัวเราเองมั่นใจแค่ไหนว่าเราสามารถเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงได้?
“มั่นใจค่ะ เพราะอย่างน้อยในสิทธิ์ของดนตรีกรรม ก็คือในฐานะผู้แต่งเนื้อร้อง และทำนอง หนูมีสิทธิ์ใช้ค่ะ หนูเป็นคนแต่งเองหมด ทั้งเนื้อร้องและทำนอง”

ทุกครั้งเวลาที่เราแต่งเพลงเสร็จ แล้วเรานำเพลงไปให้กับวอร์นเนอร์ฯ ทางนั้นเขาได้จ่ายค่าทำเพลงมาให้เราไหม ?
คุณพ่อ – “ก็คือเวลาที่น้องแต่งเสร็จ น้องก็จะทำไปถึงมาสเตอร์เลย และน้องก็จะส่งมาสเตอร์ไปให้เขา”

ทางนั้นเขาได้จ่ายค่าทำเพลงมาให้ต่างหากไหม?
คุณพ่อ – “เอ่อ…จริงๆ มันก็เป็นค่าใช้จ่ายที่เราเบิกกับเขา ค่าโปรดิวเซอร์ ค่าห้องอัด”

แสดงว่าที่ผ่านมาทางนั้นเองก็มีค่าใช้จ่ายให้เรา?
“ใช่ค่ะ”

ในสัญญาของเพลง เขาได้ระบุไว้ไหมว่าลิขสิทธิ์เพลงเป็นของใคร ?
“ก็คือมันไม่มีสัญญาไงคะ ประเด็นคือเขาไม่ได้เรียกว่าสัญญา เหมือนที่บอกไปเขาเรียกว่าข้อตกลงเบื้องต้น เพราะฉะนั้นถ้าในทางกฎหมาย ไม่นับเป็นสัญญา”

แล้วในข้อตกลงเบื้องต้นที่เราพูดถึงนี้ ได้ระบุไหมว่าเพลงเป็นของใคร ?
“อันนี้ขอให้เป็นเรื่องของทางทนายได้ไหมคะ เพราะหนูไม่สามารถตอบได้จริงๆ”

แต่จากที่เขาแจ้งมาก็คือว่านับจากนี้เราจะไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้เพลงอีกแล้ว ?
“ใช่ค่ะ อันนี้ก็คือสิ่งที่เฟรมจะต้องต่อสู้เหมือนกัน เพราะเฟรมก็ควรที่จะมีสิทธิ์ได้ใช้เพลงของตัวเอง มันคือเพลงที่หนูเขียนขึ้นเอง”

ณ ตอนนี้ เราแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง ?
“ทุกวันนี้การทำงานยังดำเนินการเหมือนปกติค่ะ เฟรมยังรับงานเหมือนเดิมค่ะ”

แล้ววิธีการรับงานล่ะ เรารับยังไง ?
“ก็คือหลังจากที่ได้ตกลงกับค่ายว่าจะไม่อยู่แล้ว เฟรมก็รับงานเองค่ะ”

เราเริ่มหันมารับงานเองตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
“ตั้งแต่ตกลงก่อนวันที่ 19 ค่ะ คือเรามีการตกลงกันหลายรอบ อย่างที่ได้บอกไว้ ก็คือเราได้มีการตกลงรอบก่อนวันที่ 19 แล้ว และเราก็ได้บอกแล้วว่า ทางเราไม่แฮปปี้ เพราะฉะนั้นเราก็เริ่มรับงานเองค่ะ”

ตอนที่เราบอกไปแบบนั้นทางเขาโอเคไหม?
“แต่ในข้อตกลงเบื้องต้นอย่างที่บอกค่ะ มันไม่ได้มีการระบุว่า ห้ามรับงานเอง”

แสดงว่าในการตกลงเจรจากัน มันไม่ได้ข้อสรุปในจุดนั้นถูกต้องไหม?
“ใช่ค่ะ ไม่ได้ข้อสรุป ก็เหมือนเราพยายามที่จะประนีประนอมกัน ซึ่งเฟรมก็พยายามที่สุดแล้ว เพราะเฟรมเองก็อยากที่จะให้เราอยู่ด้วยกันได้ และอยู่ได้อย่างดีที่สุด”

เราเชื่อมั่นใช่ไหมว่าเราถูกต้องทุกอย่าง?
“เชื่อมั่นค่ะ เฟรมไม่เคยทำร้ายใคร เฟรมเป็นแค่เด็กธรรมดา เฟรมจะไปทำร้ายใครได้”

ถ้าสมมติได้ขึ้นศาลกันจริงๆ และเราแพ้ หากทางนั้นเขาเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ย้อนหลังจากงานที่เรารับไปแล้ว รวมถึงจากคนที่จ้างงานเรา เราจะทำอย่างไร?
“ถ้าอย่างเรื่องคนที่จ้างเฟรม เฟรมบอกเลยนะคะว่า เฟรมพร้อมรับผิดชอบเองทั้งหมด เขาจะไม่ต้องมาเดือดร้อนเพราะว่าจ้างเฟรมแน่นอน
เฟรมพร้อมรับผิดชอบค่ะ”

จริงๆ ตัวเราเองมั่นใจไหมว่าเราจะชนะคดี?
“เฟรมไม่ได้มั่นใจนะคะว่าเฟรมจะชนะคดี แต่เฟรมมั่นใจว่าแฟนไม่ได้ทำอะไรผิด”

ที่ผ่านมาเราไม่เคยคิดเลยใช่ไหมว่า เขาจะเอาเพลงที่เราแต่ง ไปเป็นลิขสิทธิ์ของเขา?
“ใช่ค่ะ ด้วยความที่เราไม่รู้ด้วยแหละ”

สมมุติอีกครั้ง ถ้าหากเราแพ้คดี เราจะรู้สึกยังไงหากต้องซื้อลิขสิทธิ์เพลงพวกนั้นเพื่อมาร้อง?
“หมายถึงหนูต้องจ่ายเงินซื้อเพลงที่หนูแต่งเองหรอคะ (ถอนหายใจ) ก็เสียใจค่ะ แต่ถ้าหากมันถึงจุดนั้นจริงๆ หนูพร้อมเริ่มใหม่ค่ะ หนูพร้อมแต่งเพลงใหม่ และก็เริ่มใหม่ค่ะ”

แสดงว่าเราก็ยอมที่จะปล่อยเพลงพวกนั้นไปเลย ?
“ถ้ามันถึงจุดนั้นจริงๆ นะคะ หนูยอมค่ะ”

เสียใจไหมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น?
“เสียใจค่ะ เพราะตัวหนูเปรียบเทียบเพลงของหนูว่าเหมือนลูก เขาอยู่ในอกเรา และวันนี้จะมีใครบางคนมาเอาเขา ไปมันก็เสียใจค่ะ”

เรางงไหมว่าทำไมมันถึงไม่สามารถประนีประนอมกันได้ และต้องเดินทางมาถึงจุดนี้?
“ใช่ค่ะ เพราะทุกคนก็จะพูดเหมือนกันหมดว่า ไม่อยากให้ถึงจุดนี้ รวมถึงตัวเฟรมเองด้วยกับทางวอร์นนเนอร์ มิวสิค หนูก็เชื่อว่าเขาคงไม่อยากให้มาถึงจุดนี้หรอก แต่ในเมื่อมันไม่สามารถทำงานกันได้อีกแล้ว ทั้งๆ ที่เราพยายามแก้ไข พยายามปรับปรุงทุกอย่าง แต่มันยังไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะฉะนั้นเราก็เลือกที่จะเดินออกมาดีกว่า”

การที่เราตัดสินใจยุติสัญญาแบบนี้ เป็นเพราะว่าเราอยากเดินออกมาเอง หรือเพราะเรามีที่อื่นรองรับอยู่?
“ไม่มีเลยค่ะ ตอนนี้หนูออกมาดูแลตัวเอง ทำทุกอย่างเอง เป็นศิลปินอิสระ แต่ถ้าจะอ้างอิงตามเอกสาร
จริงๆ หนูก็เป็นอิสระมาตั้งแต่แรกแล้วค่ะ”

อย่างบางกระแสข่าวก็มองว่าเราจะไปอยู่กับ “แกงส้ม” ?
“ไม่เลยค่ะ หนูแค่รู้จักกับพี่น้ำ ผู้จัดการของพี่แกงส้มค่ะ แต่เราไม่ได้ตกลงว่าจะเป็นผู้จัดการหรืออะไร เพียงแค่พี่น้ำมาช่วยดูหนูเฉยๆ เนื่องจากหนูเหมือนนกปีกอ่อนที่ยังบินไม่ได้ ก็เลยต้องมีคนช่วยพยุงเท่านั้นเอง”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ หลายคนก็มองว่าเป็นเพราะตกลงเรื่องผลประโยชน์กันไม่ลงตัว?
โหพี่ เอาจริงๆ นะ ปกติเวลาหนูรับงาน หนูยังไม่รู้เลยว่าค่าตัวหนูได้เท่าไหร่บ้าง คือหนูไม่เคยแคร์เรื่องเงินเลย หนูแค่อยากทำงาน และก็อยากมีความสุข เพราะความสุขเป็นเรื่องสำคัญมากๆ”

อาจจะเพราะเรารู้สึกว่าตัวเราเองมีชื่อเสียงได้ไหม จึงอยากจะให้ข้อตกลงมันเปลี่ยน?
“หนูไม่ได้ดังอะไรขนาดนั้นเลยค่ะ บางคนยังไม่รู้จักหนูเลยด้วยซ้ำ เขารู้จักแต่เพลงของหนู เพราะฉะนั้นหนูคิดว่ามันไม่เกี่ยวหรอกค่ะ”

ตามเอกสารที่เขาแจ้งมา ก็คือยังมีอีกหลายงานที่เขารับไว้ให้แล้ว และเราต้องเดินสายแสดง เรื่องนี้เราโอเคใช่ไหม ?
“อันนี้หนูขอปรึกษากับทนายก่อนดีกว่าค่ะ ว่าแบบไหนถึงจะเหมาะสม”

ทางด้านของงานที่เรารับไว้เองล่ะ มีอีกเยอะหรือเปล่า?
“เยอะค่ะ แต่หนูก็จะเคลียร์ให้หมดทุกงาน และก็ไม่ต้องห่วงนะคะว่าจะเดือดร้อนที่จ้างหนู เพราะว่าหนูพร้อมรับผิดชอบทุกอย่างเองค่ะ”

ทนายเราบอกไหมว่าเราสามารถร้องเพลงได้ ?
“ทนายบอกว่าร้องได้ค่ะ”

ซึ่งเราก็ยืนยันว่าจะร้องใช่ไหม ?
“ยืนยันค่ะ”

จะมีการนัดขึ้นศาลหรือพูดคุยกันอีกครั้งเมื่อไหร่สำหรับเหตุการณ์นี้?
“ไม่น่าเกินเดือนนี้ค่ะ เพราะตอนนี้หนูเองก็กำลังปรึกษากับทนายอยู่ เนื่องจากอยากให้เรื่องมันเดินเร็วที่สุด หนูไม่อยากปล่อยให้มันเป็นช่วงสูญญากาศ
เพราะว่ามันเดือดร้อนจริงๆ ค่ะ เดือดร้อนกันทุกๆ ฝ่าย”

ตั้งแต่เกิดเรื่องนี้ขึ้นได้มีการยกเลิกงานจ้างเราบ้างหรือยัง?
“ยังไม่มียกเลิกค่ะ แต่ก็มีโทรมาถามเยอะมาก ซึ่งหนูก็บอกไปอย่างที่หนูบอกกับพวกพี่ๆ นี่แหละ ว่าหนูพร้อมรับผิดชอบทุกอย่าง ถ้าหากเกิดอะไรขึ้น”

เห็นว่าจะมีการชี้แจงเป็นเอกสารด้วย?
“ใช่ค่ะ ก็จะเป็นแถลงการณ์จากทนายความ ซึ่งเป็นข้อมูลทางด้านกฎหมายว่ามันเป็นอย่างไร โดยเป็นการแถลงหนังสือผ่านเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมส่วนตัวของหนูค่ะ”

เรามีอะไรอยากจะฝากบอกแฟนๆ ที่เขาเป็นห่วงไหม ?
“ก็ต้องขอบคุณพี่ๆ สื่อมวลชนด้วยนะคะที่ให้หนูได้มีโอกาสพูดวันนี้ เพราะหนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหนูจะไปพูดที่ไหนได้บ้าง และก็ขอบคุณแฟนๆ แฟนเพลงทุกคนที่ให้กำลังใจเยอะมาก ขอบคุณครอบครัว ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ด้วยค่ะ และที่สำคัญขอฝากผลงานเพลงใหม่ของหนู ทีเซอร์เพลงใหม่ สามารถชมได้ทางช่องยูทูบ Wonder Frame ค่ะ ซึ่งเพลงนี้คือเพลงของหนูเอง 100%”

 

ทั้งนี้ความคืบหน้าล่าสุดจากที่มีการนัดหมายว่าจะมีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ แต่เนื่องด้วยทนายของวันเดอร์เฟรม
ติดภารกิจด่วนจึงต้องเลื่อนออกไปก่อน

keyboard_arrow_up