ห่างหายไป 7 ปี! บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ก้าวสู่แสง Spotlight อีกครั้ง กับอัลบั้มระดับมาสเตอร์พีซ

จากปรากฏการณ์ #missingburin ที่ทำให้แฟนๆ เกิดความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับ เจ้าพ่อดิสโก้เมืองไทย “บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์” เขาหายไปไหน ทำไมถึงปล่อยให้แฟนๆ คิดถึงและคอยผลงานใหม่ถึงตั้ง 7 ปี ล่าสุดทีมอมรินทร์ทีวี-ออนไลน์ ได้บุกพูดคุยกับเจ้าตัวกันถึงบ้านแถวๆ ย่านสุขุมวิทกันเลย

ก่อนอื่นขอถามถึง #missingburin ก่อนเลยค่ะ เกิดอะไรขึ้นกับพี่บุ ถึงห่างหายจากการทำอัลบั้มไปกว่า 7 ปี?

“Missing Burin แปลได้ 2 อย่างคือ หายไป และคิดถึง ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้หายไปไหนนะ เพียงแต่ว่าไม่ได้ออกเพลงใหม่เลย เพราะภาระหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวกับสายดนตรีค่อนข้างหนักหนาสาหัส มีหลายๆ สิ่งที่ต้องทำ แต่เพลงก็ไม่ได้ทิ้งไปซะทีเดียว อย่างอัลบั้มล่าสุดที่กำลังจะออกเร็วๆ นี้ ก็ทำมาประมาณ 4 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสที่จะปล่อยออกมาให้ได้ฟังกัน จนกระทั่งรู้สึกว่าถ้าเราไม่รีบออกกลัวเพลงจะไม่เปรี้ยวพอสำหรับยุคนี้แล้ว ซึ่งโปรเจคนี้ตั้งใจว่าจะทำเองทั้งหมด โชคดีได้มาคุยกับ “พี่จุ๊บ วุฒินันต์ ภิรมย์ภักดี” ซีอีโอของมิวสิคมูฟ ใช้เวลาคุยกันแค่ 5 นาที ก็สรุปที่จะทำงานร่วมกัน”

จากอิสระ เข้าสู่บ้านหลังใหม่เป็นอย่างไรบ้าง?

“ดีครับดี มีความสุขมาก เพราะว่าทีมงานทุกๆ คนก็น่ารัก และมีความตั้งใจที่จะทำให้อัลบั้มนี้ไปถึงผู้ฟังมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาพของมิวสิควิดีโอ ทีเซอร์ต่างๆ หรือแม้แต่แคมเปญ #missingburin ที่ถูกกลั่นกรองและถ่ายทอดมาจากความรู้สึกของผม ทางทีมก็สามารถเอาภาพที่อยู่ในหัวผมออกมาให้คนอื่นเห็นทั้งหมด”

ระยะเวลาที่หายไปจากอัลบั้มแรกกว่า 7 ปี มีผลต่ออัลบั้มใหม่อย่างไรบ้าง?

“ประสบการณ์เป็นหลักเลยครับ ความชอบของเพลง วิธีการผลิตเพลง มันถูกสั่งสมมา อย่าง Spotlight ซิงเกิ้ลแรกที่จะถูกปล่อยออกมาวันที่ 26 มกราคมนี้ ก็เป็นเพลงที่ผมคิดว่าสามารถเป็นบทสรุปความสำคัญของอัลบั้มใหม่ของผม ที่กำลังจะเกิดขึ้น วิธีการทำงานเราเปลี่ยนไปทั้งหมด จากที่เรามีสมาชิกเยอะๆ เราทำให้น้อยลง มันกลับมามองคำว่า “less is more” ความน้อยสุดท้ายมันก็กลมกล่อมได้เหมือนกัน

จะบอกว่าเป็นช่วงของเจ้าพ่อดิสโก้ กับความคิดและแนวเพลงที่เปลี่ยนไปหรือเปล่า?

“หลักๆ ผมก็ยังเป็นโซลอยู่ ดิสโก้ก็คือโซลในยุค 70 นะครับ แต่คราวนี้วิธีการทำงาน ความคิดทุกๆ อย่าง มันโตขึ้น มันเปลี่ยนไป มันโตไปตามไว ตามประสบการณ์ของเรา ชุดใหม่นี้ผมได้แรงบันดาลใจมาจากยุค 80 ช่วงปี 80 – 83 เยอะมาก ซึ่งเป็นยุคที่อิเลคโทรนิกส์เริ่มต้น มีเสียงสังเคราะห์เข้ามาอยู่ในเพลงมากขึ้น ในชุดนี้ก็เป็นเหมือนกัน แต่! ต่อให้เป็นเสียงสังเคราะห์ ผมก็ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำ แต่ใช้มนุษย์ทำ เพราะว่าดนตรีใช้เครื่องทำกับใช้มนุษย์ทำมันต่างกันมาก มนุษย์ก็คือมนุษย์ มันมีความเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าเครื่องมันก็จะฟิกอยู่อย่างนั้น มันมีความแข็งอยู่ ซึ่งชุดนี้เป็นรอยต่อระหว่างความสังเคราะห์และมนุษย์มาเจอกัน”

ทราบว่าอัลบั้มชุดนี้ใช้ระบบอนาลอกทำเกือบทุกกระบวนการ?

ใช่ครับ ใช้ระบบอนาลอกเยอะมากพอสมควร ใช้ห้องอัดหลายประเทศด้วย เพื่อที่จะให้ผลลัพของอัลบั้มนี้ ออกมาตรงใจผมที่สุด เพราะผมหลงไหลในเรื่องการฟังเพลงมาก และการที่ฟังเพลงที่ดีที่สุดคือการฟังเพลงจากระบบอนาลอก ซึ่งมันเป็นดนตรีที่แท้จริง แต่ก็ไม่ได้บอกว่าดิจิตอลไม่ดี โลกมันหมุนไป ทุกๆ อย่างก็ต้องเติบโตตาม”

แบบนี้ก็เข้ากับคอนเซปต์ที่ว่า “Best or Nothing” ใช่มั้ย?

คือเวลาที่ผมทำในสิ่งที่ผมรัก มันจะต้องออกมาให้ตรงกับใจเรามากที่สุด ตรงกับคุณภาพที่เรามองหามากที่สุด ผมก็ไม่แน่ใจว่าคำนี้มันถูกต้อง 100% หรือเปล่า แต่ถ้าให้ผมทำเพลงหรือทำอะไรที่รักทุกๆ อย่าง มันออกมาแล้วมันไม่เหมือนอย่างที่ใจเราคิด ผมว่าผมไม่ออกดีกว่า มันก็เลยใช้เวลาในการบ่มนานพอสมควร”

ทำไมถึงใช้  Spotlight  เป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวอัลบั้มนี้

“นอกจากจะเป็นเพลงที่สามารถอธิบายการกลับมาทำอัลบั้มอีกครั้งของผมอย่างที่บอกไปเบื้องต้นแล้ว เพลงนี้มันถูกดีไซน์มาว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนคนดูก็สามารถไม่เคยฟังมาก่อน แค่ได้ยินครั้งเดียวก็สามารถร้องตามได้ บวกกับใช้คำง่ายๆ ใช้ท่อนร้องง่ายๆ ที่ทุกๆ คนสามารถร้องตามได้ทันที และขยับตัวได้ทันที”

แล้วชื่อ Spotlight เกิดขึ้นจากอะไร?

“คือในเนื้อเพลงเพลงนี้ มันมีอยู่ท่อนนึงร้องว่า แสงจันทร์พุ่งตรงลงมาส่งเธอ ดั่งสปอตไลท์ หัวใจเต้นรัว ดั่งจังหวะเพลง ของแจ็กสันไฟฟ์ คือมันใช้ความทะลึ่ง (หัวเราะ) ความตลกในตัวผม ในสิ่งที่ตัวผมเป็นเอง ผมเป็นคนพูดจาแบบนี้”

อัลบั้มนี้เรียกว่าเป็นโปรเจคระดับโลกได้เลยหรือเปล่า เพราะเห็นมีแต่ศิลปินระดับโลกมาช่วยประกอบร่างอัลบั้มชุดนี้ จนกลายเป็นผลงานมาสเตอร์พีชเลยก็ว่าได้?

“ใช่ครับ ก็มีทั้ง Nathan East (นาธาน อีสต์) มือเบสชื่อดังที่เคยร่วมงานกับศิลปินเจ้าของรางวัลแกรมมี่มาแล้วมากมาย เช่น Michael Jackson(ไมเคิล แจ็คสัน), Eric Clapton(เอริก แคลปตัน), Stevie Wonder(สตีวี วันเดอร์) และ Daft Punk(ดาฟท์ พังค์) รวมถึงมาสเตอร์ริ่งของผม ก็เคยทำให้กับ MJ มาก่อน ในการอัดผมมีคนดำทำถึง 4 คน คือผมมองว่าดนตรี โซล คงจะไม่มีใครทำได้ดีเท่ากับคนที่คิดขึ้นมา นั่นก็คือคนดำ”

ได้ร่วมงานกับคนฝีมือระดับเทพขนาดนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

“สนุกมากครับ ทุกๆ คนเป็นโปรเฟสชั่นนอล ทุกๆ ครั้งก่อนที่จะทำงานด้วยกัน ผมจะให้เขาฟังเพลงของผมที่ผ่านมาทั้งหมด เพื่อให้รู้ทิศทางกันก่อน แล้วก็มานั่งพูดคุยกันต่อว่าทิศทางที่เราจะมุ่งหน้าต่อไปคืออะไร พอเขาได้ฟังก็มีความสุข แล้วก็้บอกว่าอยากจะทำงานกับคนแบบนี้ในต่างประเทศมานานแล้ว ซึ่งก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้เจอกัน”

เรียกว่าได้วัตุดิบและบุคลากรชั้นยอดทั้งนั้น สำหรับอัลบั้มนี้ แล้วอีกนานมั้ยที่แฟนๆ จะได้สัมผัสกับผลงานระดับมาสเตอร์พีซชิ้นนี้

“สำหรับซิงเกิ้ลแรก Spotlight จะปล่อยให้ได้รับฟังพร้อมกัน 26 มกราคมนี้ ส่วนอัลบั้มน่าจะเป็นปีหน้า แต่ปีนี้เราจะปล่อยเพลงให้ฟัง 3-4 เพลง และทำเป็นแผ่นเสียงให้แฟนๆ ที่ชอบความเป็นอนาลอกแบบผมได้มีความสุขกับการสะสมเช่นกัน”

keyboard_arrow_up