“ทองคำเปลว” สื่อกลางความศรัทธา ที่นำมาใช้ทางการแพทย์ และใส่ในอาหาร

ทองคำเปลว (Gold leaf) คือทองที่ได้รับการตีแผ่จนเป็นแผ่นที่บางมาก ทองคำเปลวมักจะใช้สำหรับการปิดทอง หรือปิดบนองค์พระพุทธรูปหรือสิ่งสักการะ ทองคำเปลวทำจากทอง โดยมีสีต่างๆ เกิดขึ้นตามองค์ประกอบของโลหะชนิดอื่นๆ ที่ผสมในกระบวนการผลิตทองคำเปลว มีตั้งแต่ 96.5%, 99% ไปจนถึง 99.99% https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/transcoded/8/85/MandalayGoldLeaf.webm/MandalayGoldLeaf.webm.360p.vp9.webm ในปัจจุบันมีการนำทองคำวิทยาศาสตร์ขึ้นมาใช้งานแทนทองคำเปลวที่ทำจากทองคำแท้เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกกว่า โดยจะสังเกตความแตกต่างได้ง่ายเมื่อใช้นิ้วมือขยี้ หากทองคำเปลวไม่ติดนิ้วมือและเป็นรอยขาด ลักษณะเป็นแผ่นบางๆแตกเป็นชิ้นๆ แสดงว่าเป็นทองคำวิทยาศาสตร์ และถ้าหากใช้นิ้วมือขยี้ทองคำเปลวแล้วติดมือแสดงว่าเป็นทองคำแท้ ข้อสังเกตอีกหนึ่งประการทองคำเปลวที่ผลิตจากทองคำแท้จะมีสีที่แวววาวกว่าทองคำเปลววิทยาศาสตร์   อย่างไรก็ตามทองคำเปลวยังได้ถูกนำมาใช้ในด้านต่างๆ อีกมากเช่น ใช้ในทางการแพทย์ ด้านความสวยความงาม และถูกนำมาใช้ในการประกอบอาหาร เพื่อช่วยเพิ่มสีสัน และมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีทองคำเปลวเข้าไปผสม

“กรงหัวจุก” นกเงินล้านที่อยู่บนเส้นกั้นบางๆ ระหว่างการอนุรักษ์ กับธุรกิจสัตว์เลี้ยง

นกปรอดหัวโขน หรือ นกปรอดหัวจุก หรือที่นิยมเรียกกันว่า นกกรงหัวจุก (Red-whiskered bulbul) เป็นนกที่อยู่ในวงศ์นกปรอด (Pycnonotidae) ซึ่งอยู่ด้วยกันทั้งหมด 109 ชนิด สำหรับในประเทศไทยพบได้ 36 ชนิด และอยู่อาศัยในหลายสภาพแวดล้อม ตั้งแต่ยอดเขาสูง ป่าที่ราบต่ำ จนถึงทุ่งหญ้า ชายป่า และเขตที่ใกล้กับชุมนุมมนุษย์ นกกรงหัวจุกจัดเป็นนกขนาดเล็ก ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 20 เซนติเมตร ที่มีสีสันสวยงามและเสียงร้องไพเราะ ที่แก้มและคอจนถึงหน้าอกจะมีสีขาวและมีสีแดงเป็นเส้นอยู่ข้างหูลงมาถึงหน้าอกเหมือนเป็นเส้นแบ่งขนสีขาวกับสีดำที่มีอยู่ทั่วทั้งตัวขนส่วนหัวจะร่วมกัน เป็นเหมือนหน่อตั้งอยู่บนหัวสูงขึ้นไปเหมือนหัวโขน อันเป็นที่มาของชื่อ ใต้ท้องมีขนสีขาว พบกระจายอยู่ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียใต้, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงเอเชียตะวันออก แง่ของการเป็นสัตว์เลี้ยง นกกรงหัวจุกได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับการเลี้ยงไว้เพื่อฟังเสียงร้องอันไพเราะ และมีการแข่งขันประชันเสียงร้องเช่นเดียวกับนกเขาชวา (Geopelia striata) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ติดกับมาเลเซีย คือ นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา ซึ่งการเลี้ยงนกชนิดนี้เป็นเหมือนหนึ่งในวัฒนธรรมและวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนที่นั่น นกปรอดหัวโขนหากได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง สามารถมีอายุยืนนานได้ถึง 11 ปี และนกตัวใดที่มีเสียงร้องไพเราะและได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดแข่งขัน อาจมีสนนราคาถึงหลักล้านบาท อย่างไรก็ตาม นกกรงหัวจุกจัดเป็นสัตว์ที่มีรายชื่ออยู่ในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 […]

ความเป็นมาและความสำคัญของ “วันอาสาฬหบูชา”

วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธนิกายเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย โดยคำว่า อาสาฬหบูชา ย่อมาจาก “อาสาฬหปูรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ” อันเป็นเดือนที่สี่ตามปฏิทินของประเทศอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนกรกฎาคมหรือเดือนสิงหาคม แต่ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็ให้เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 8 หลังแทน วันอาสาฬหบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 คือวันอาสาฬหปุรณมีดิถี หรือวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นกาสี อันเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาคือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ การแสดงธรรมครั้งนั้นทำให้พราหมณ์โกณฑัญญะ 1 ในปัญจวัคคีย์ ประกอบด้วย โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จนได้ดวงตาเห็นธรรมหรือบรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน ท่านจึงขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา พระอัญญาโกณฑัญญะจึงกลายเป็นพระสาวกและภิกษุองค์แรกในโลก และทำให้ในวันนั้นมีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธเจ้า […]

“เสือพ่นน้ำพม่า” ปลาเฉพาะถิ่นแห่งแดนตองอู ที่เพิ่งเข้าสู่วงการปลาตู้ได้ไม่นาน

ปลาเสือพ่นน้ำพม่า (Clouded archerfish) เป็นปลาในวงศ์ปลาเสือพ่นน้ำ (Toxotidae) ชนิดหนึ่งจากจำนวนกว่า 10 ชนิด ที่พบกระจายทั่วไปในเอเชียใต้, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงรัฐควีนส์แลนด์และนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีในออสเตรเลีย อาศัยทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย พบมากบริเวณปากแม่น้ำหรือแถบชายฝั่ง โดยมีรูปร่างเหมือนปลาเสือพ่นน้ำชนิดอื่นในวงศ์ แต่สิ่งที่แตกต่างกันไปอย่างเห็นได้ชัด คือ ลวดลายที่เป็นลายขวางตามแนวยาวของลำตัว ไม่เป็นลายจุด ในปลาวัยอ่อนลายดังกล่าวจะเป็นลายจุดกระจัดกระจายไปทั่ว และจะค่อย ๆ มารวมตัวกันเมื่อโตขึ้น ปลาเสือพ่นน้ำพม่ามีความยาวเต็มที่ประมาณ 15 เซนติเมตร จัดเป็นปลาท้องถิ่นที่พบได้เฉพาะในประเทศพม่าที่เดียวเท่านั้น โดยพบอาศัยในแหล่งน้ำจืดหรือปากแม่น้ำที่เป็นน้ำกร่อย เช่น แม่น้ำในเมืองมะละแหม่ง หรือแม่น้ำสะโตงในเมืองตองอู เป็นต้น แม้จะเป็นปลาที่มิได้มีความสำคัญในแง่การเป็นปลาเศรษฐกิจ เพราะไม่มีใครนิยมนำมารับประทานสักเท่าไหร่ แต่กลับเป็นปลาเสือพ่นน้ำที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการปลาสวยงาม เนื่องจากมีลวดลายที่แปลกตากว่าปลาเสือพ่นน้ำชนิดอื่นมาก และเพิ่งเข้าสู่แวดวงปลาสวยงามเมื่อไม่นานมานี้ (เริ่มเป็นที่รู้จักราวๆ ปี ค.ศ. 2010) โดยมีราคาซื้อขายที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากความยากลำบากในการนำเข้า และมักเกิดการสูญเสียระหว่างขนย้ายเป็นจำนวนไม่น้อย

นอกจากเอาไว้ดัดสวยๆ “ขนตา” มนุษย์ยังมีอีกหลายประโยชน์ที่เรายังไม่รู้

หากดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ขนตาก็คงเป็นออฟชั่นเสริมที่ช่วยให้ดวงตาและเบ้าหน้าของใครหลายๆ คนโดดเด่นขึ้น จึงไม่แปลกที่ผู้หญิงจำนวนมากจะให้ความสำคัญกับขนรอบๆ ดวงตานี้ ไม่ว่าจะด้วยการต่อขนตาที่ช่วยทำให้ดวงตาแลดูกลมโต และสวยโดดเด่นขึ้น หรือการดัดขนตาให้ขนตาเด้งสวยงอนงาม เรียงตัวกันเป็นแพชัดเจน แต่นอกเหนือจากประโยชน์ด้านความงามแล้ว ขนตาบนืั้มีประมาณ 120 เส้น และขนตาล่างที่มีอีกประมาณ 80 เส้นนั้น ก็มีประโยชน์ของตัวเองตามที่ธรรมชาติได้ออกแบบมาให้กับเรา โดยไม่ต้องผ่านการปรุงแต่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการการป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าตา เช่น เหงื่อจากบริเวณหน้าผาก หรือฝุ่นผงต่างๆ เพราะขนตานั้นมีความไวต่อการสัมผัสมาก ทำให้เกิดการกระตุ้นหนังตาให้กระพริบและหลับตาได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าใกล้ลูกตา ที่อีกทั้งที่บริเวณโคนขนตาแต่ละเส้นนั้น ยังจะมีต่อมไขมันและต่อมเหงื่อที่จะช่วยผลิตไขมันและน้ำไปหล่อเลี้ยงในดวงตา เพื่อเคลือบกระจกตาให้ชุ่มชื้น ทำให้ดวงตาไม่แห้งระหว่างวัน และในปัจจุบันขนตาจัดเป็นอีกส่วนหนึ่งของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจความสวยงามอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ขนตานั้นมีความบอบบางเป็นอย่างมาก ทั้งยังทีระยะเวลาการเติบโตที่ค่อนข้างช้า จึงควรมีการดูแลถนอมขนตาให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อให้ขนตาแข็งแรง และลดการเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ เพราะอาจมีความเสี่ยงที่จะลุกลามสู่ดวงตาได้

“โลมา” สัตว์ทะเลสุดเป็นมิตร และมีสติปัญญาใกล้เคียงมนุษย์ แต่กลับถูกลากอวนขึ้นเรือประมงไทย

กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ หลังจากมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้เผยแพร่คลิปเหตุการณ์บนเรือประมงไทย ที่กำลังนำโลมาจำนวนหลายตัวขึ้นเรือประมง บางตัวถูกทิ้งลงทะเล และบางส่วนก็ตาย ซึ่งทางด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่ากรมประมงต้องหาเรือต้นเหตุมาลงโทษคนทำผิด อีกทั้งในทางกฎหมายไทยยังระบุด้วยว่า โลมาเป็นสัตว์คุ้มครอง และ พ.ร.บ.สงวนคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 โทษรุนแรงมากกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่ปรับ 4 หมื่นจำคุก 4 ปีอีกต่อไปแล้ว โลมา (Dolphin) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจำพวกหนึ่ง อาศัยอยู่ทั้งในทะเล, น้ำจืด และน้ำกร่อย มีรูปร่างคล้ายปลา คือ มีครีบ มีหาง แต่โลมามิใช่ปลา เพราะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีรก จัดอยู่ในอันดับวาฬและโลมา (Cetacea) ซึ่งประกอบไปด้วย วาฬและโลมา ซึ่งโลมาจะมีขนาดเล็กกว่าวาฬมาก และจัดอยู่ในกลุ่มวาฬมีฟัน (Odontoceti) เท่านั้น ทั้งยังเป็นสัตว์ที่รับรู้กันเป็นอย่างดีว่าเฉลียวฉลาด มีความเป็นมิตรกับมนุษย์ และมักมีเรื่องราวเกี่ยวกับการช่วยชีวิตมนุษย์เมื่อยามเรือแตก จนกลายเป็นตำนานหรือเรื่องเล่าขานทั่วไป โลมาส่วนใหญ่มีอุปนิสัยอยู่รวมกันเป็นฝูง บางฝูงอาจมีจำนวนมากถึงหลักพันถึงหลายพันตัว ว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว รวมถึงสามารถกระโดดหมุนตัวขึ้นเหนือน้ำได้ ชอบว่ายน้ำขนาบข้างหรือว่ายแข่งไปกับเรือ พบกระจัดกระจายทั่วไปในมหาสมุทรโดยทั่วไป ลักษณะของโลมาที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ มีรูปร่างเพรียวยาวคล้ายตอร์ปิโดหรือกระสวย […]

“Alligator gar” ปลายักษ์ที่มีคนเข้าใจผิดว่าเป็นจระเข้ และอยู่บนโลกนี้มากว่า 100 ล้านปี

ปลาอัลลิเกเตอร์ หรือที่หลายคนเรียกกันจนติดปากว่า “ปลาปากจระเข้” (Alligator gar) เป็นปลากินเนื้อน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มปลาการ์ พบที่กระจายพันธุ์อยู่ในแหล่งน้ำจืดต่าง ๆ เช่น แม่น้ำ หรือทะเลสาบ ของสหรัฐอเมริกาทางตอนใต้ เช่น รัฐฟลอริดา และหลุยส์เซียนา มีลักษณะเด่นอยู่ที่ส่วนปากซึ่งคล้ายกับจระเข้จนมีคนเข้าใจผิด และมีการนำไปเขียนข่าวจนเป็นเรื่องใหญ่โตเกี่ยวกับปลาลูกผสมจระเข้ จนบางครั้งก็ถึงขั้นเรียกมันว่า “สัตว์ประหลาด” ปลาอัลลิเกเตอร์มีปากเรียวยาวเหมือนอัลลิเกเตอร์ ที่ภายในมีฟันที่แหลมคม 2 แถว ประมาณ 500 ซี่ ใช้สำหรับงับเหยื่อก่อนที่จะกลืนลงไป เกล็ดของปลาอัลลิเกเตอร์มีความหนาและแข็ง ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมเหมือนเพชร มีสารเหมือนกับสารเคลือบฟันเคลือบอยู่ มีความคมเมื่อถูจะถูกบาดทำให้เกิดบาดแผลได้ อินเดียนแดง ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของอเมริกาใช้เกล็ดของปลาอัลลิเกเตอร์ทำเป็นหัวลูกศร จัดเป็นปลาที่มีความทนทานสูง สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในแหล่งน้ำที่มีคุณภาพต่ำ มีปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำต่ำ เช่น น้ำที่ขุ่นข้นสภาพพื้นน้ำเป็นโคลน เนื่องจากมีถุงลมที่ทำหน้าที่เสมือนปอดช่วยในการหายใจ ทำให้สามารถขึ้นมาฮุบอากาศบนผิวน้ำได้ แม้จะเป็นปลาที่ถูกเลี้ยงในตู้ หรือนำมาโชว์ตัวมาศูนย์จัดแสดง แต่ปลาอัลลิเกเตอร์นั้นถือกำเนิดขึ้นมานานกว่า 100 ล้านปีแล้ว และมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างน้อยมาก โดยปลาอัลลิเกเตอร์มีความยาวโดยเฉลี่ยได้ถึง 6–7 ฟุต น้ำหนักมากกว่า 100 ปอนด์ มีอายุขัยได้มากถึง 60 ปี […]

เปิดโพสต์เก่า อ.เจษฎา เตือนภัยแล้งปี 62 หลังฝนทิ้งช่วงจนข้าวขาดน้ำกลางฤดูฝน

จากสภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างต่อเนื่องและเริ่มขยายวงกว้างทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น แม้ว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จะมีอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่น “มูน” ที่ทำให้เกิดฝนตกในหลายพื้นที่  แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะมีน้ำขังตามหนองน้ำ และบ่อน้ำตามธรรมชาติ รวมถึงทุ่งนา ซึ่งส่งผลต่อพื้นที่ทำการเกษตของเกษตรกรในหลายพื้นที่ของประเทศไทย อย่างไรก้ตาม หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 62 รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ นักวิชาการและอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ โดยระบุว่า… คำทำนายวันพืชมงคลปีนี้ พระโคเสี่ยงทาย กินข้าว หญ้า และน้ำ ทำนายว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์ดี แต่ๆๆๆ คำทำนาย ENSO เอลนินโญ่ลานินญ่าปีนี้ บอกว่าจะเป็นปีเอลนินโญ่นะครับ ดังนั้นอย่าประมาทกันนะครับ ปีนี้น้ำจะแล้งแน่นอน กักเก็บน้ำในเขื่อนกันไว้เยอะๆนะครับ  อย่างไรก็ตาม มีคำทำนายในวันพืชมงคล ที่พระโคเพิ่ม และพระโคพูน ได้กิน ข้าว น้ำ หญ้า โดยมีคำพยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร […]

ไม่ได้มีแค่พวกก่อหวอด พบกับปลากัดไทย 4 ชนิดที่ขยายพันธุ์ด้วยการ “อมไข่”

คงไม่มีใครปฏิเสธความสวยงาม และทางท่าอันดุดันของ ปลากัด (Siamese fighting fish) ปลาน้ำจืดขนาดเล็ก ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 และมันยังกลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ที่ได้รับความสนใจจากนักเลี้ยงปลาทั่วโลกเป็นอย่างมาก และก็อย่างที่หลายคนคงจะทราบกันดี ว่าปลานิสัยก้าวร้าวชนิดนี้มีพฤติกรรมเวลาผสมพันธุ์โดยการสร้างฟองอากาศบริเวณผิวน้ำที่เรียกว่า “หวอด” เพื่อนำไข่ไปเกาะไว้กับหวอด เพื่อรอฟักเป็นตัว แต่ท่ามกลางปลากัดจำนวนมากมายที่พบในโลกนี้ ยังมีปลาอีกหลายชนิดในกลุ่มปลากัด ที่มีพฤติกรรมแตกต่างไปจากปลาที่ก่อหวอด เพราะปลากัดกลุ่มนี้แพร่พันธุ์ด้วยการฟักไข่ในปาก และในวงการปลาสวยงามเรียกชื่อพวกมันว่า “ปลากัดอมไข่” (Mouthbrooder) ความแตกต่างที่ชัดเจนอย่างมากระหว่างปลากัดสองกลุ่มนี้ นั่นคือปลากัดอมไข่ส่วนใหญ่มักไม่มีสีสันที่สวยงามนัก และยังไม่มีความก้าวร้าว ซ้ำยังชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงอีกต่างหาก ที่สำคัญมีส่วนหัวและขนาดลำตัวที่ใหญ่โตกว่าปลากลุ่มก่อหวอด มีครีบต่างๆ เล็กกว่ามาก และมีกลุ่มประชากรที่พบได้ยากพอสมควร โดยประเทศมีปลากัดอมไข่อยู่ด้วยกัน 4 ชนิดได้แก่… ปลากัดอมไข่กระบี่ – เป็นปลากัดประเภทอมไข่ชนิดหนึ่งที่พบได้ในประเทศไทย ปลาตัวผู้มีสีสันสวยงาม ครีบหลัง ครีบท้อง และครีบหางสีแดง ครีบท้องจะมีริมสีน้ำเงิน ปลาตัวเมียมีขนาดเล็กกว่า หัวแหลมกว่า และสีสันไม่สวยงามเท่าตัวผู้ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 8 เซนติเมตร พบเฉพาะกอหญ้าริมลำธารที่น้ำไหลเอื่อยๆ ซึ่งเป็นลำธารที่ไหลมาจากภูเขาหินปูนที่น้ำมีความกระด้างและมีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 7.5–8.5 […]

เปิดสเปก Lamborghini Aventador ซูเปอร์คาร์มูลค่า 27 ล้านของ “หมอกฤษฎ์ คอนเฟิร์ม” ที่ DSI มีคำสั่งอายัด

จากกรณีที่ นายศุกฤษฎ์ ปทุมศรีวิโรจน์ หรือ หมอกฤษฎ์ คอนเฟิร์ม หมอดูชื่อดัง พร้อมด้วย นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้เดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ดีเอสไอ โดยมี พ.ต.จรัล แสงหิรัญ รอง ผอ.กองบริหารคดีพิเศษ เป็นผู้รับคำร้อง ภายหลังดีเอสไอมีคำสั่งอายัด และได้มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์คันดังกล่าวว่าเป็น Lamborghini Aventador (ลัมโบร์กีนี อะเวนตาโดร์) ที่มีมูลค่าสูงถึง 27 ล้านบาท และเจ้าตัวยืนยันว่าซื้ออย่างถูกต้องจากโชว์รูมตัวแทนจำหน่ายลัมโบร์กีนีประจำประเทศไทย ลัมโบร์กีนี อะเวนทาดอร์ (Lamborghini Aventador) เป็นรถยนต์นั่งสมรรถนะสูง เครื่องยนต์กลางลำหลัง ขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) 2 ประตู 2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัทรถยนต์สัญชาติอิตาลี ลัมโบร์กีนี เปิดตัวครั้งแรกในงาน เจนีวา มอเตอร์ โชว์ ปี ค.ศ. 2011 อะเวนตาโดร์ ออกแบบมาเพื่อแทนที่ ลัมโบร์กีนี มูร์เซียลาโก ที่มีประวัติบนถนนมานาน […]

“ปลากัด” สัตว์น้ำประจำชาติของไทย และกลายเป็นสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นในออสเตรเลีย

คงไม่มีใครปฏิเสธความสวยงาม และทางท่าอันดุดันของ ปลากัด (Siamese fighting fish) ปลาน้ำจืดขนาดเล็ก ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 และมันยังกลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ที่ได้รับความสนใจจากนักเลี้ยงปลาทั่วโลกเป็นอย่างมาก แต่ก็เช่นเดียวกับปัญหาเอเลี่ยนสปีชีย์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ที่เกิดจากผู้เลี้ยงไร้ความรับผิดชอบ นำสัตว์น้ำต่างถิ่นไปโยนทิ้งในคลองหลังบ้าน และหวังว่ามันจะโดนธรรมชาติลงโทษไปเอง แต่กลับกลายเป็นว่าเหล่าสิ่งมีชีวิตที่ปล่อยเอาตัวรอดเองเหล่านั้น ได้ขยายพันธุ์จนกลายเป็นภาระต่อระบบนิเวศดั้งเดินไปโดยปริยาย และเจ้าปลากัดไทยที่ถูกส่งออกไปยังออสเตรเลีย ก็กลายเป็นตัวปัญหาในฐานะสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นเช่นกัน อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อที่ปลาตัวเล็กๆ เหล่านี้จะกลายเป็นปัญหาต่อสภาพแวดล้อมอันดิบเถื่อนของออสเตรเลียได้ แต่จากการลงพื้นที่สำรวจแหล่งน้ำในเมืองเล็กๆ อย่าง Adelaide River ของ Dr. Michael Hammer ผู้เชี่ยวชาญด้านปลาและสัตว์น้ำของพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ของนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี พบว่ามีปลากัดไทยจำนวนมากแพร่พันธุ์ออกลูกออกหลานเป็นจำนวนมาก และเชื่อว่าพวกมันอาจถูกปล่อยทิ้งโดยเจ้าของที่ขาดความรับผิดชอบ หรืออาจจะหลุดออกมาพร้อมกับตอนเกิดน้ำท่วมในเมือง แม้จะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าปลากัดเหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อระบบนิเวศพื้นฐานของออสเตรเลียบ้าง แต่การพบพวกมันมากกว่า 1,000 ตัวในการลงพื้นสำรวจนั้น ก็สร้างความหวาดวิตกให้เขาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะดด้วยจำนวนขนาดนี้ แปลว่าปลาต้องมีอาหารการกินที่ดีพอสมควร จึงมีความเป็นได้ที่ปลากัดจะแย่งอาหารของปลาท้องถิ่น อีกทั้งในระบบนิเวศที่มีนักล่าขนาดใหญ่อย่างจระเข้นั้น ยังกลายเป็นการป้องกันปลากัดไปในตัว เพราะจระเข้ขนาดใหญ่ไม่ค่อยสนใจเหยื่อตัวเล็กๆ อย่างปลากัด แถมบริเวณที่พบปลาพวกนี้กระจายตัวอยู่ ยังมีพืชขึ้นปกคลุมหนาแน่นจนยากที่นักล่าจะเข้าถึงตัวพวกมันได้ รวมถึงนักวิจัยที่พยายามจะจับพวกมันออกมาด้วย

“Shell dweller” ปลาหมอติดหอยแต่รักเดียวใจเดียว แห่งทะเลสาบทะเลสาบแทนกันยีกา

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ แต่ปลาในวงศ์ปลาหมอสีนั้นสามารถจำแนกย่อยเป็นอย่างน้อย 221 สกุล มีมากกว่า 1,650 ชนิดที่มีการระบุตัวตนแล้ว และอีกว่า 2,000 – 3,000 ชนิดที่ยังไม่ได้รับการจำแนกชนิดออกมา ซึ่งก็มีทั้งปลาขนาดใหญ่โตจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นปลาในกลุ่มนี้ ไปจนถึงปลาขนาดเล็กจิ๋วที่มาพร้อมพฤติกรรมแปลกๆ เช่นการใช้ชีวิตอยู่ในเปลือกหอย อย่างเช่นบรรดา Shell dweller หรือที่คนไทยเรียกกันว่า ปลาหมอหอย ปลาหมอหอย โดยมากเป็นปลาหมอสีขนาดเล็ก ขนาดโดยเฉลี่ยประมาณ 2 นิ้ว (พบใหญ่ที่สุด 6 นิ้ว) จะพบอาศัยอยู่ในทะเลสาบแทนกันยีกา และมีพฤติกรรมชอบอยู่อาศัยและผสมพันธุ์วางไข่ รวมไปถึงการเลี้ยงดูลูกปลาในเปลือกหอย โดยในธรรมชาติปลากลุ่มนี้มักเลือกเปลือกหอยของหอยฝาเดียวชนิด Neothauma tanganyicense ซึ่งเป็นเปลือกหอยที่พบได้มากที่สุดในทะเลสาบแห่งนี้ แม้ปลาส่วนใหญ่จะเปลี่ยนคู่ผสมพันธุ์ไปเรื่อยๆ แต่กับปลาหมอหอย รวมถึงปลาหมอสีส่วนใหญ่แล้ว มักจะจับคู่แบบผัวเดียวเมียและจงรักภักดีต่อคู่ของตัวเองอย่างมาก และเมื่อปลาหมอหอยจับคู่ผสมพันธุ์กัน พวกมันจะเลือกช่วยกันทำความสะอาดเปลือกหอยที่เลือกใช้เป็นรัง และเลือกหอยบริเวณเปลือกหอยที่มันทั้งคู่เอาไว้ใช้หลบภัย ซึ่งโดยมากจะอยู่กองรวมกันกับปลาหมอหอยคู่อื่นๆ เมื่อถึงเวลาวางไข่จะเข้าไปวางไข่อยู่ในเปลือกหอยและคอยเลี้ยงลูกอยู่ในเปลือกหอยจนลูกอายุได้ประมาณ 1 เดือนจึงออกจากเปลือกหอย ในระหว่างที่เฝ้าไข่หรือเลี้ยงลูก ปลาหมอหอยจะคอยว่ายวนเวียนอยู่บริเวณหอยที่อาศัยอยู่ ไม่ให้ปลาตัวอื่นมาใกล้ ถ้าปลาตัวไหนว่ายมาใกล้ ๆ จะทำการขับไล่ไปทันที พฤติกรรมดังกล่าวจึงเสมือนกับว่าหวงเปลือกหอยของตัวเองมาก ปลาหมอหอย มีประมาณ […]

“ผักกูด” พืชตระกูลเฟิร์นกินได้ และเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ผักกูด (Diplazium esculentum) เป็นชื่อของผักชนิดหนึ่งที่อยู่ในตระกูลเฟิร์นที่อยู่ในวงศ์ Athyriaceae ที่สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้ นอกจากจะนำมาเป็นอาหารได้แล้วยังนำมาเป็นสมุนไพรได้อีกด้วย ผักกูดมักจะขึ้นอยู่ตามริมน้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำ มากกว่าในป่าทึบ มักพบบ่อยเพราะเป็นช่วงเจริญเติบโตในฤดูฝน มีเหง้าสูงได้ 1 เมตร ใบเป็นแผงรูปขนนก ตอนอายุยังน้อยจะแตกเป็นรูปขนนกชั้นเดียวคู่ขนานกันไปตั้งแต่โคนใบถึงปลายใบ เมื่ออายุมากขึ้นใบจะเปลี่ยนเป็นรูปขนนก 2 ชั้น ยอดอ่อนและปลายยอดม้วนงอแบบก้นหอย พบกระจายพันธุ์ทั่วไปในทวีปเอเชียและโอเชียเนีย ใบของผักกูดใช้ต้มน้ำดื่มหรือกินสด ช่วยแก้ไข้ตัวร้อน, แก้พิษอักเสบ, บำรุงสายตา, บำรุงโลหิต, แก้โลหิตจาง ป้องกันเลือดออกตามไรฟันและขับปัสสาวะเด็ดขาดมาก ลดความดันโลหิตสูง ลดคอเลสเตอรอลในเม็ดเลือด มีสารบีตา-แคโรทีนและธาตุเหล็กสูง ส่วนใหญ่จะนำใบอ่อน ช่ออ่อน ทำแกงกับปลาเนื้ออ่อนน้ำจืด เช่นปลาช่อนหรือลวกจิ้มน้ำพริกชนิดต่างๆ ยำผักกูด, ผักกูดผัดน้ำมันหอย, แกงกะทิกับปลาย่าง, ลวกกะทิ แต่ไม่นิยมกินสดๆ กันเพราะจะมียางเป็นเมือกอยู่ที่ก้าน นอกจากนี้แล้ว ผักกูดยังเป็นดัชนีชี้วัดถึงสภาพแวดล้อมให้ได้รู้ว่า บริเวณไหนอากาศไม่ดี ดินไม่บริสุทธิ์ มีสารเคมีเจือปนอยู่ ผักกูดจะไม่ขึ้นหรือแตกต้นในบริเวณนั้นเด็ดขาด

เปิดเมนูพิสดาร “น้ำยากิ้งกือ” อาหารโบราณที่ปรากฏอยู่ใน “นิราศพระบาท” ของสุนทรภู่

อีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่มาพร้อมกับความเปียกชื้นในหน้าฝน และหลายๆ คนเป็นต้องอดขนลุกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับมันซะทุกครั้ง นั่นก็คือ กิ้งกือ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีเปลือกตัวแข็ง ลำตัวยาวแบ่งเป็นปล้อง ไม่แบ่งอกหรือท้องให้เห็น ปล้องตามลำตัวจับกันเป็นคู่ตามยาวยืดหดเข้าหากันได้ ทำให้สามารถขดตัวเป็นวงกลมได้เมื่อถูกรบกวน มีจำนวนขามากได้ถึง 240 คู่ จึงเป็นที่มาของภาษาถิ่นทางภาคเหนือที่เรียกพวกมันว่า “แมงแสนตีน” แม้จะมีรู้ร่างไม่น่าคบหามากนัก แต่กิ้งกือทุกชนิดล้วนแต่มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศ โดยพวกมันจะทำหน้าที่ย่อยสลายเศษซากพืช ใบไม้ ลูกไม้ ให้กลายเป็นแร่ธาตุอาหารกลับคืนสู่ธรรมชาติโดยมีจุลินทรีย์คอยช่วยเหลือ และยังเป็นบทบาทที่พวกมันทำมาเป็นเวลาหลายล้านปีแล้ว ที่สำคัญ…พวกมันยังถูกนำมาทำเป็นอาหารของมนุษย์ด้วย!! ถึงจะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่เรื่องแปลกๆ แบบนี้เคนปรากฏอยู่ใน “นิราศพระบาท” ของสุนทรภู่ ซึ่งมีเนื้อหาบรรยายการเดินทางขณะโดยเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี (ในจังหวัดสระบุรี ปัจจุบัน) เมื่อวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 3 ปีเถาะ พ.ศ. 2350 และในช่วงหนึ่งของนิราศคำกลอนที่มีความยาวถึง 462 คำกลอนนั้น สุนทรภู่ยังได้กล่าวถึง “น้ำยากิ้งกือ” เอาไว้อีกด้วย โดยมีความว่า… ถึงบางโขมดมีธารตะพานช้าง     บรรลุทางครบร้อยห้าสิบเส้น มีโพธิ์พุ่มชุ่มชื่นระรื่นเย็น     ไม่ว่างเว้นสัปปุรุษเขาหยุดเรียง บ้างขายของสองข้างตามทางป่า     จำนรรจาจอแจออกแซ่เสียง พี่แกล้งไสให้คชสารเคียง     เห็นของเรียงอยู่บนร้านทั้งหวานคาว แต่น้ำยานั้นเขาว่ากิ้งกือกุ้ง     […]

“ลูกจัน” พืชท้องถิ่นของประเทศไทย ที่มีผลกลิ่นหอมหวานเฉพาะตัว

จัน, จันอิน, จันโอ, จันขาว หรือ จันลูกหอม ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นชื่อของต้นไม้ท้องถิ่นของประเทศไทย ที่อยู่ในวงศ์เดียวกับมะพลับและมะเกลือ เปลือกต้นสีน้ำตาลอมดำ ใบเดี่ยว ดอกขนาดเล็ก สีขาวหรือเหลือง และมีความโดดเด่นอยู่ที่ผลสีเหลืองสดใส ซึ่งผลจะมีสองแบบคือ ผลที่มีรอยบุ๋มตรงกลาง เมล็ดลีบหรือไม่มีเมล็ด เรียกลูกจันอิน ส่วนผลที่ไม่มีรอยบุ๋ม มีเมล็ด 2-3 เมล็ดเรียกลูกจันโอ เมื่อยามสุกจะมีรสหวาน และส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัว สามารถนำมารับประทานได้ทั้งผลสด หรือนำไปแปรรูปเป็นของหวาน นอกจากนี้ลูกจันยังมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย เนื้อไม้มีรสขมปนหวาน เป็นยาบำรุงประสาท แก้ร้อนใน แก้ไข้ ขับพยาธิ แก่นใช้ต้มรวมกับสมุนไพรอื่น ใช้เป็นยาแก้ไข้ ผลดิบทางภาคอีสานนำไปตำส้มตำ โดยสับทั้งเปลือก ใช้แทนมะละกอ ปรุงรสเปรี้ยวด้วยมะยมและมะเฟือง ต้นจันถือเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยมีต้นที่ยืนต้นเก่าแก่อยู่คู่กับวังท่าพระมาช้านาน และยังมีต้นเก่าแก่อีกต้นที่พระตำหนักทับขวัญ พระราชวังสนามจันทร์ และเป็นที่มาของเพลงกลิ่นจัน ปัจจุบันมีการปลูกต้นจันที่วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรีเพิ่มขึ้นด้วย

“โรตี” อาหารที่ถูกเรียกเป็นภาษาถิ่นหลากหลาย และนิยมกินคู่กับแกงเนื้อในอินเดีย

โรตี เป็นอาหารที่ทำจากแป้ง นวดแล้วนำไปทอดหรือปิ้งเป็นแผ่นบางๆ รับประทานเป็นของหวาน หรือรับประทานพร้อมอาหารคาวอื่นๆ ก็ได้ ในประเทศไทยมักจะคุ้นกับโรตีที่ทอดเป็นแผ่นนุ่ม ราดด้วยนมข้นและน้ำตาลทรายเป็นของหวาน โดยทั่วไปแล้ว คำว่า โรตี นั้น อาจหมายถึง ขนมปัง หรือผลิตภัณฑ์จากแป้งหลากหลายชนิด เช่น จปาตี และ ผุลกา ซึ่งผลิตภัณฑ์แป้งหรือขนมปังแต่ละอย่างต่างก็มีชื่อเฉพาะแตกต่างกันไป สำหรับใน ภาษามราฐี มักจะเรียกโรตีว่า จปาตี หรือ โปลี ส่วนใน ภาษาปัญจาบี นั้น โรตีชนิดที่รับประทานอย่างง่ายๆ จะเรียกว่า ผุลกา (Phulka) และมักจะใช้เรียกขนมปัง โดยมากจะใช้คำนี้หมายถึงแป้งแบนกลมๆ ไม่ขึ้นฟู อย่างที่รับประทานกันในอินเดีย โดยเฉพาะในอินเดียทางตอนเหนือที่มักทานโรตีคู่กับแกงเนื้อรสจัดจ้าน ในมาเลเซีย คำว่าโรตีนั้นมีความหมายรวมถึงผลิตภัณฑ์แป้งทุกอย่าง รวมทั้งขนมปังอย่างของตะวันตก และขนมปังดั้งเดิมของปัญจาบีด้วย โรตีนั้นส่วนใหญ่จะทำมาจากแป้งข้าวสาลี ทอดบนกระทะแบนหรือโค้งเล็กน้อย เรียกว่า ตาวา (tawa) โรตีก็เหมือนกับขนมปังอื่นๆ ทั่วโลก คือ เป็นอาหารหลัก รับประทานร่วมกับกับข้าวหรืออาหารอื่น อาจทาด้วยเนยใส หรือโยเกิร์ตขาว ก็มี […]

“Giant African Snail” หอยตัวบิ๊กๆ ที่หลายคนข้าใจผิด เพราะคิดว่ามันเป็นของไทย

เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นตากับเจ้าหอยทากตัวใหญ่ที่มาพร้อมเปลือกสีน้ำตาล ซึ่งมักเห็นคลานไปทั่วในช่วงหน้าฝน จนหลายคนอาจเผลอคิดว่ามันคงเป็นหอยทากของไทยเรานี่แหละ แต่ความจริงหอยที่เราเห็นกันอยู่นั้นมันคือ Giant African Snail หรือ หอยทากยักษ์แอฟริกัน ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ฝั่งตะวันออกของแอฟริกา และถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงาม เพราะนักเลี้ยงสัตว์แปลกจำนวนมากชื่นชอบในขนาดที่ใหญ่โตอลังการและลวดลายบนเปลี่ยนของมัน แต่ถึงจะชื่นชอบมากแค่ไหน ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ออกจะน่ากลัวมากกว่าน่ารัก และยังออกลูกเก่งไม่ใช่เล่น จึงทำให้มีหอยจำนวนหนึ่งถูกนำมาปล่อยในธรรมชาติ เพราะคิดว่าคงจะมีนกหรือตัวอะไรมากินมันจนหมดไปเอง แต่ด้วยธรรมชาติของเจ้าหอยพวกนี้ที่มักออกหากินเฉพาะตอนกลางคืนที่มีอากาศเย็นและชื้นกว่า จึงทำให้พวกมันแทบไม่เจอนกหรือสัตว์นักล่าอื่นๆ เลย และมีข้อมูลการเริ่มระบาดในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2500 ก่อนที่จะหอยเหล่านี้จะรุกรานไปทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2515 ไม่เพียงแค่ในเมืองไทยเท่านั้นที่โดยหอยทากยักษ์แอฟริการุกรานแบบเบ็ดเสร็จ เพราะเจ้าหอยที่ดูไม่มีพิษภัยชนิดนี้ได้สร้างปัญหาบนพื้นที่การเกษตรหลายแห่งทั่วโลก และยังติดอันดับ 1 ใน 100 สายพันธุ์รุกรานที่ควบคุมยากที่สุดในโลก และในสหรัฐอเมริกาเองก็จัดให้มันเป็นจัดเป็นของผิดกฏหมายที่ห้ามไม่ให้มีการนำเข้า แต่ถึงอย่างนั้นหอยชนิดนี้ถูกลักลอบนำเข้ามาที่สหรัฐฯ ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2509 เพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงในเมืองไมอามี่ รัฐฟลอริด้า จำนวน 3 ตัว แต่หลังจากนั้นมันถูกปล่อยทิ้งไปอยู่ในสวน และอีก 7 ปีต่อมา ก็มีหอยชนิดนี้เพิ่มขึ้นเป็น 18,000 ตัว และทางการของรัฐฟลอริด้าต้องเสียเงินไปมากกว่า 1 ล้านเหรียญ และใช้เวลามากกว่า […]

“เขียวพระอินทร์” งูสามัญประจำบ้าน เจ้าของตำนาน “งูเขียวจะมากินตับตุ๊กแก” ที่ไม่ได้กินแค่ตับ

เชื่อว่าคนคงเคยได้คำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ ที่มักบอกเวลาได้ยินเสียงตุ๊กแกกำลังร้องถี่ๆ ว่า “ตุ๊กแกกำลังเรียกงูเขียวมากินตับ” จนบางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้เหมือนกันว่า…งูเขียวแบบไหนที่จะมากินเฉพาะตับตุ๊กแก เพราะในความจริงแล้วก้ไม่มีงูที่ไหนทำแบบนั้น รวมถึงคำบอกเล่าโบร่ำโบราณนี้ก็เช่นกัน เมื่อพูดถึงงูเขียวที่จัดว่าเป้นคู่ปรับตลอดกาลกับตุ๊กแกแล้วล่ะก็ คงต้องยกตำแหน่งนี้ให้กับ งูเขียวพระอินทร์ หรือ งูเขียวดอกหมาก ซึ่งเป็นงูลักษณะลำตัวเรียวยาว ปราดเปรียว เกล็ดสีเขียวแกมเหลืองลายดำ สามารถเลื้อยไต่ไปบนกิ่งไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นงูพิษอ่อนไม่มีผลกับมนุษย์ที่สามารถพบได้บ่อยครั้งตามบ้านเรือน จึงได้รับสมญานามว่า “งูสามัญประจำบ้าน” และพบได้ทั่วไปบริเวณที่มีความสูงมากกว่า 550 เมตรจากระดับน้ำทะเลของในประเทศไทย จีน อินเดีย ศรีลังกา พม่า อินโดจีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ โดยปกติงูเขียวพระอินทร์ชอบอาศัยอยู่ตามซอกมุมบ้าน ซุ้มไม้ ออกหากินในเวลากลางวัน กิน กิ้งก่า จิ้งจก ลูกนก หนู งูที่เล็กกว่าบางชนิด และแมลงต่างๆ แต่ก็เรื่องเล่าที่มีมานมนานว่างูเขียวพระอินทร์กินตับตุ๊กแก แต่ที่จริงแล้วงูเขียวพระอินทร์จะพยายามกัดรัดตุ๊กแก แล้วกินเข้าไปทั้งตัว ไม่ใช่ล้วงเข้าไปกินตับตุ๊กแกหรือพยายามแย่งอาหารตุ๊กแกแต่อย่างใด ถ้าตุ๊กแกตัวไม่โตนักก็จะกลืนกินตุ๊กแกทั้งตัว

keyboard_arrow_up