เทียบความแตกต่าง “แมงดาถ้วย-แมงดาจาน” เพราะมีตัวหนึ่งที่กินแล้วเป็นอันตรายถึงตาย!!

ถึงแมงดาทะเลจะเป็นหนึ่งในเมนูซีฟู้ดในดวงใจของใครหลายต่อหลายคน แต่สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่ทราบ นั่นคือไม่ใช่แมงดาทะเลทุกชนิดที่มีขายในท้องตลาดจะสามารถนำมารับประทานได้ และถ้าบังเอิญเจ้าตัวที่คิดจะซื้อมากินคือ “แมงดาถ้วย” ละก็ นี่อาจเป็นอาหารมื้อสุดท้ายของคุณได้ แมงดาถ้วย หรือ แมงดาทะเลหางกลม (Carcinoscorpius rotundicauda) เป็นแมงดาชนิดหนึ่งและเพียงชนิดเดียวที่อยู่ในสกุล Carcinoscorpius มีรูปร่างกลมและกระดองนูนเหมือนชามหรือถ้วยคว่ำ พบกระจายไปทั่วในชายฝั่งทะเลอินเดียจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ในประเทศไทยพบได้ทุกจังหวัดที่ติดกับทะเล แมงดาชนิดนี้ทั้งเนื้อและไข่มีพิษทุกฤดูกาล จึงไม่ควรนำมาบริโภคอย่างเด็ดขาด สันนิษฐานกันว่าการเกิดพิษในตัวแมงดามาจาก 2 สาเหตุ คือ เกิดจากการที่ตัวแมงดาไปกินแพลงก์ตอนที่มีพิษเข้าไป ทำให้สารพิษไปสะสมอยู่ในเนื้อและไข่ และตัวแมงดาเองมีพิษซึ่งเกิดจากแบคทีเรียในลำไส้สร้างพิษขึ้นมาได้เอง อาการเมื่อรับพิษเข้าไป คือ ชาที่ริมฝีปาก มือ และเท้า เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เดินเซ แขนขาไม่มีแรง พูดไม่ออก กลืนลำบาก หายใจไม่ออก กล้ามเนื้อเกี่ยวกับการหายใจเป็นอัมพาต เนื่องจากเป็นพิษที่ผลต่อระบบประสาทที่ควบคุมการหายใจ ในเด็กเล็กจะมีอาการรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่ และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเกิดความสงสัย ว่าแมงดาทะเลที่เราสามารถกินไข่ของมันได้อย่างสบายในร้านทะเลเผานั้นมันคือแมงดาอะไร งั้นเรามาทำความรู้จักกับเจ้า แมงดาจาน (Tachypleus gigas) เป็นแมงดาเพียงหนึ่งในสองชนิดที่พบได้ในประเทศไทย และจัดเป็นหนึ่งในสองชนิดที่อยู่ในสกุล Tachypleus (อีกชนิดคือ แมงดาญี่ปุ่น […]

เปิดเมนู “หลู้ดิบ” อาหารต้นเหตุความเสี่ยง “โรคไข้หูดับ” ที่ทำคนเสียชีวิตกว่า 15 ราย

ขึ้นชื่อว่าอาหาร แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน แต่บางครั้งการรับประทานอาหารบางอย่างที่ผิดแปลกไปจากสุขอนามัย ก็อาจกลายเป็นต้นเหตุของการสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดได้ เช่นการเกิด โรคไข้หูดับ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ สเตร็ปโตค็อกคัส ซูอิส (Streptococcus suis) มักพบใน เนื้อหมู เครื่องในและเลือดหมูที่เป็นโรค และจากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ตั้งแต่ 1 ม.ค. 62 – 10 พ.ค. 62 มีผู้ป่วยแล้วจำนวน 113 ราย จาก 22 จังหวัด และเสียชีวิต 15 ราย มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงเกิดความสงสัยว่า หลู้ ที่กำลังพูดถึงกันอยู่นี้คืออะไร และมีวิธีการทำอย่างไรบ้าง จากข้อมูลของ ศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ระบุว่า หลู้ เป็นอาหารประเภทดิบสดประเภทเดียวกับลาน และส้าจิ๊น ซึ่งใช้เครื่องปรุงเดียวกัน การทำหลู้นิยมใช้เลือดสดๆ ของหมู วัว หรือควาย […]

“กะพงแม่น้ำไนล์” ยักษ์ใหญ่ผู้คุกคามเหล่าปลาหมอสี และติด 1 ใน 100 สายพันธุ์อันตราย

แม้ว่าปลาจะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่หลายประเทศยกให้เป็นโปรตีนราคาประหยัด ที่ช่วยแก้ปัญหาความอดยากของผู้คนในหลายประเทศ แต่บางครั้งการนำปลาต่างถิ่นบางชนิดเข้าไปอยู่อาศัยในระบบนิเวศต่างถิ่น ผลลัพธ์อาจกลายเป็นหายนะยิ่งกล่าวเดิม เช่นเดียวกับกรณีของ ปลากะพงแม่น้ำไนล์ (Nile perch) ที่กลายภัยคุกคามปลาหมอสีในธรรมชาติ แถมยังไม่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องปากท้องให้กับประชาชนในแอฟริกาอีกต่างหาก ย้อนกลับไปเมื่อปี 1950 มีการนำปลากะพงแม่น้ำไนล์ เข้ามาปล่อยในทะเลสาบแทนกันยีกาและทะเลสาบวิกตอเรีย เพื่อแก้ปัญหาความอดยากของผู้คนในพื้นที่ห่างไกล แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่ได้กว่า 2 เมตร หนักถึง 200 กิโลกรัม และอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำลึก เจ้าปลายักษ์ที่มาจากแม่น้ำไนล์นี้ถูกคาดหวังว่าจะสามารถบรรเทาความอดยากของผู้คน กลับทำให้ชาวประมงทั่วไปต้องหนักใจ เพราะด้วยเครื่องมือแบบพื้นบ้านทำให้ไม่สามารถจับมันได้ แถมพวกมันยังสร้างผลกระทบโดยตรงต่อสายพันธุ์ปลาท้องถิ่น อย่างปลากลุ่มหมอสี (Cichlidae) ในทะเลสาบแทนกันยีกาและทะเลสาบวิกตอเรีย ที่บางสายพันธุ์โดนล่าเป็นเหยื่อจนเกือบสูญพันธุ์ เพราะการกินอย่างไม่รู้จักอิ่มของมันนี้เอง ทำให้ปลากะพงแม่น้ำไนล์กลายสัตว์ที่ติด 1 ใน 100 สายพันธุ์อันตรายของทาง สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เพราะมันได้สร้างความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพในหลายทะเลสาบของแอฟริกาไปมากมาย จนเจ้ายักษ์ใหญ่แห่งแม่น้ำไนล์ ติดโผ 1 ใน 100 สายพันธุ์อันตรายอีกด้วย แต่ถึงจะไม่แก้ปัญหาปากท้อง แต่ด้วยขนาดมหึมา และพละกำลังมหาศาล ทำให้ปลากะพงแม่น้ำไนล์เป็นที่นิยมตกเป็นเกมกีฬาอย่างมาก จนได้ชื่อว่าเป็นปลาที่สามารถตกด้วยเบ็ดได้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งเนื้อของมันยังเป็นอาศัยที่บริษัทส่งออกของแอฟิรกาให้ความสนใจอย่างมาก เพราะมันสามารถนำมาขายให้กับประเทศที่ชื่นชอบเนื้อปลาอย่าง ญี่ปุ่น ได้ในราคาที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

สำคัญกว่าแค่ผลิต iPhone เพราะ “แรร์เอิร์ธ” พบอยู่ในสิ่งของต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน

จากกรณีที่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ได้เดินทางไปเยี่ยมโรงงานผลิต แร่แรร์เอิร์ธ (Rare-earth) ที่มณฑลเจียงซี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตแร่ดังกล่าวที่สำคัญของประเทศ และจีนยังเป็นผู้ผลิตในสัดส่วนถึง 90% ของทั้งโลก พร้อมทั้งส่งสัญญาณไปถึง ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับหัวเว่ย ด้วยการขู่ไม่ส่งแร่แรร์เอิร์ธที่ใช้ในการผลิตชิปให้กับสหรัฐฯ ที่หลายฝ่ายมองว่าจะส่งผลกระทบต่อการผลิต iPhone โดยตรง (อ่านเพิ่มเติม : เปิดข้อพิพาท “แร่แรร์เอิร์ธ” เมื่อสหรัฐฯ เคยร้อง WTO กรณีจีนจำกัดการส่งออกแร่หายาก / “แรร์เอิร์ธ” แร่สำคัญในการผลิต iPhone ที่จีนขู่จะระงับการส่งออกให้สหรัฐฯ) ถึงจะบอกว่า แร่แรร์เอิร์ธ (Rare-earth) มีความสำคัญต่อการผลิตไอโฟน ร่วมถึงชิ้นส่วนในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว แร่หายากเหล่านี้มีประโยชน์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงจำนวนมาก และมีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้นทุกปี เนื่องจากแรร์เอิร์ทนั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น 1. เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม 2. ใช้งานด้านโลหกรรม เป็นส่วนประกอบของโลหะผสมซึ่งประกอบด้วยธาตุซีเรียม นีโอดิเมียมแพลเลเดียม แทนทาลัม ซาแมเรียม เทลลูเรียม และอิตเทรียม ในการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิม เหล็กกล้าคาร์บอน […]

“แรร์เอิร์ธ” แร่สำคัญในการผลิต iPhone ที่จีนขู่จะระงับการส่งออกให้สหรัฐฯ

จากกรณีที่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ได้เดินทางไปเยี่ยมโรงงานผลิต แร่แรร์เอิร์ธ (Rare-earth) ที่มณฑลเจียงซี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตแร่ดังกล่าวที่สำคัญของประเทศ และจีนยังเป็นผู้ผลิตในสัดส่วนถึง 90% ของทั้งโลก พร้อมทั้งส่งสัญญาณไปถึง ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับหัวเว่ย ด้วยการขู่ไม่ส่งแร่ผลิตชิปให้กับสหรัฐฯ (อ่านเพิ่มเติม : เปิดข้อพิพาท “แร่แรร์เอิร์ธ” เมื่อสหรัฐฯ เคยร้อง WTO กรณีจีนจำกัดการส่งออกแร่หายาก) มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงเกิดความสงสัยแล้วว่า แร่แรร์เอิร์ธ (Rare-earth) ที่กำลังพูดถึงนี้คืออะไร และทำไมจึงสำคัญมากซะจน ผู้นำจีนกล้านำมาเป็นประเด็นต่อรองกับผู้นำสหรัฐฯ เอาเป็นว่าเราลองมาทำความเข้าใจกับเจ้าแร่ที่ตกเป็นประเด็นพิพาทระหว่างสองชาติยักษ์ใหญ่นี้ ตามที่ได้มีการกำหนดโดย สหภาพเคมีบริสุทธิ์และเคมีประยุกต์ระหว่างประเทศ (International Union of Pure and Applied Chemistry) หรือ ไอยูแพ็ก (IUPAC) ได้กำหนด ธาตุหายาก หรือ ธาตุแรร์เอิร์ท ได้ทั้งหมด 17 ธาตุซึ่งเป็นธาตุทุกธาตุในหมู่แลนทาไนด์และรวมกับสแกนเดียมและอิตเทรียม สแกนเดียมและอิตเทรียมเป็นโลหะเบาที่หายาก เนื่องจากพวกมันมีแนวโน้มว่าจะเกิดในสินแร่เหล็กเช่นเดียวกับธาตุในหมู่แลนทาไนด์และมีสมบัติทางเคมีคล้ายกัน อย่างไรก็ตามธาตุหายาก มีความอุดมสมบูรณ์ของข้างในเปลือกโลกซึ่งมีซีเรียมเป็นธาตุที่มีมากที่สุดประมาณ […]

เปิดข้อพิพาท “แร่แรร์เอิร์ธ” เมื่อสหรัฐฯ เคยร้อง WTO กรณีจีนจำกัดการส่งออกแร่หายาก

จากกรณีที่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ได้เดินทางไปเยี่ยมโรงงานผลิต แร่แรร์เอิร์ธ (Rare-earth) ที่มณฑลเจียงซี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตแร่ดังกล่าวที่สำคัญของประเทศ และจีนยังเป็นผู้ผลิตในสัดส่วนถึง 90% ของทั้งโลก พร้อมทั้งส่งสัญญาณไปถึง ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับหัวเว่ย ด้วยการขู่ไม่ส่งแร่ผลิตชิปให้กับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทเกี่ยวกับ “แร่แรร์เอิร์ธ” นั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเพราะการคว่ำบาตรหัวเว่ยในปีนี้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถย้อนกลับได้ถึง 7 ปีก่อน โดยจากข้อมูลของ ศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้เผยแพร่ข้อมูลเรื่อง “สหรัฐฯ ร้อง WTO กรณีจีนจำกัดการส่งออกแร่ที่มีธาตุโลหะหายาก” เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555 โดยระบุว่า… เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2555 รัฐบาลสหรัฐฯได้ยื่นข้อร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก หรือ WTO ในกรณีที่จีนกำหนดโควต้าส่งออกแร่ที่มีธาตุโลหะหายาก หรือ rare-earth minerals ซึ่งเป็นแร่ที่จำเป็นต่อการผลิตสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์จอแบน รวมไปถึงขีปนาวุธ เนื่องจากสหรัฐฯเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดขวางกลไกตลาด […]

เผยภาพ “คลองบางลำพู” โฉมใหม่ หลังปรับปรุงภูมิทัศน์

วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 รายงานข่าวระบุว่า สมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย ได้เผยภาพ คลองบางลำพู หลังจากทำการปรับปรุงภูมิทัศน์ ที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอย่างมาก ทั้งมีบรรยากาศสวยงาม ร่มรื่น สะอาดตา และดูสดใสกว่าเดิม เพราะมีต้นหางนกยูงโน้มกิ่งลงมาใกล้กับผิวน้ำ จนหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มองผ่านๆ นึกว่าต่างประเทศ ทั้งนี้ คลองบางลำพู เป็นส่วนหนึ่งของคลองรอบกรุงทางตอนเหนือ โดยเป็นคลองขุดขนาดกว้างและลึกพอสมควรที่เชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับคลองมหานาค ด้วยเหตุนี้คลองบางลำพูในอดีตจึงมีเรือจำนวนมากล่องมาค้าขายและจอดเรียงรายอยู่ริมคลอง ด้วยความที่ภูมิสถานของคลองมีต้นลำพูอยู่มาก ยามค่ำคืนก็มีหิ่งห้อยมาเกาะตามต้นลำพูส่องแสงระยิบระยับจึงเรียกชื่อบางดังกล่าวว่า “บางลำพู” ด้วยเหตุนี้เมื่อมีการขุดลอกคลองเพื่อขยายพระนครในปี พ.ศ. 2326 เพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัดสังเวชวิศยารามไปจรดคลองมหานาค จึงเรียกชื่อคลองตามชื่อบางว่า “คลองบางลำพู” รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คลองบางลำพูเคยเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารครอบพระนคร เมื่อ พ.ศ. 2394 หลังจากนั้นเป็นต้นมา บางลำพูก็มีความเจริญเพิ่มขึ้นโดยลำดับ มีผู้คนเข้ามาตั้งบ้านเรือนริมคลอง ด้วยอาศัยคลองเป็นเส้นทางคมนาคมและทำการค้าขายเป็นจำนวนมาก ทั้งเป็นแหล่งค้าขายสินค้าจำพวกผลหมากรากไม้และเรือต่าง ๆ เช่น เรือประทุน หรือเรือสำปั้น เป็นต้น เมื่อล่วงเข้ารัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการตัดถนนและสะพานแทนการคมนาคมด้วยคลองบางลำพู ทำให้เกิดความเจริญและมีตลาดร้านรวงมากมาย ในยุคหลังคลองบางลำพูมีปัญหาด้านมลพิษ อนุชนรุ่นหลังจึงได้มีการจัดกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์คลองไว้ เช่น การปรับสภาพน้ำ และภูมิทัศน์ริมคลอง […]

อุตุฯ เตือนไทยตอนบนอากาศร้อนขึ้น คาด 20-25 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนอง

วันที่ 19 พ.ค. กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศลักษณะทั่วไป ระบุ พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ และประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิสูงขึ้นในตอนกลางวัน สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง อนึ่ง ในช่วงวันที่ 20 – 25 พ.ค. 2562 บริเวณประเทศไทยจะมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมทะเลจีนใต้ ทำให้มีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ประกอบกับมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดเข้าปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยจะมีกำลังปานกลาง

เจ้าของ “ไซบีเรียน” ใจสลาย พบหมาถูกขังตากแดดจนตาย เจอจดหมายขู่เหตุมาอึหน้าบ้าน

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก WATCHDOG THAILAND โพสต์เรื่องราวสะเทือนใจของเจ้าของสุนัขไซบีเรียน ฮัสกี้ วัย 7 เดือน ที่ชื่อว่า “บารอง” ที่เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ต้องช็อกกับสภาพสัตว์เลี้ยงที่ไร้ลมหายใจ และถูกขังไว้ในรั้วที่ดินข้างบ้าน คาดว่าตายทรมานจากความร้อน นอกจากนี้ยังพบจดหมายเตือนทางเจ้าของหมา ที่ระบุว่า “รักหมา กรุณาเลี้ยงไว้ในบ้าน อย่าให้ไปขี้หน้าบ้านคนอื่นเขา ต้องล้างหน้าบ้านกันแทบทุกวัน ขืนปล่อยออกมาอีก จะไม่รับประกันความปลอดภัย (ตาย)” โดยทางเจ้าของสุนัขได้บอกว่า หมาไม่ได้ไปทำอะไรให้ใครเดือดร้อนเลย ถ้าไปขับถ่ายหน้าบ้านคนอื่นจริง เหตุใดจึงไม่มาบอกกัน ทั้งนี้ ทาง WDT ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระอินทร์ราชา รับแจ้งความคดีอาญาทารุณกรรมสัตว์จากเจ้าของ พร้อมรายชื่อผู้ต้องสงสัย และเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ทำการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งฝ่ายที่มองว่าเหตุการณ์เข้าข่ายการทารุณกรรมสัตว์จริงๆ และฝ่ายที่มองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความผิดของเจ้าของสุนัขที่ไม่ดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงดีพอ และไปสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

คนไทยในสหรัฐฯ ร้องทำเนียบขาว “ถอนสัญชาติ” ลูกหมอแอร์ หลังโพสต์ชวนคนไปคลอดที่อเมริกา

จากกรณีที่ หมอแอร์ หรือ พ.ต.ท. พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล แพทย์ประจำกลุ่มจิตเวช และยาเสพติด อดีตรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้โพสต์ภาพการตั้งครรภ์ของตัวเธอ โดยมีข้อความบนท้องเขียนข้อความว่า “แม่ครับผมเกิดที่ไมอามี่ได้ไหมครับ” พร้อมเขียนแคปชั่นของภาพว่า “สำหรับคนที่สนใจคลอดบุตรในสหรัฐอเมริกา เพื่ออนาคตและโอกาสที่ดีของลูกปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ” ลงบนเฟซบุ๊กแฟนเพจ หมอแอร์ แม้ภายหลังจะมีการลบโพสต์ดังกล่าวออกไป แต่เหตุการณ์นี้ก็ได้สร้างความสงสัยต่อผู้คนในโลกโซเชียลอย่างมาก สำหรับการเป็นข้าราชการไทย ที่ต้องการให้ลูกถือสัญชาติอเมริกา เพื่อรับสิทธิประโยชน์บางอย่าง พร้อมกับตั้งคำถามว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายหรือไม่ (อ่านเพิ่มเติม : เปิดเบื้องหลัง “การท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร” หลัง “หมอแอร์” โพสต์ชวนคนไทยไปคลอดที่อเมริกา) อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊กชื่อดัง CSI LA ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “ตอนนี้คนไทยในอเมริกา ได้ทำการล่ารายชื่อแจ้งทำเนียบขาว ให้เอาเรื่องหมอแอร์ กรณีเชิญชวนคนให้มาคลอดลูกที่อเมริกา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฏหมายในขณะที่หมอแอร์เป็นถึงเจ้าหน้าที่รัฐของไทย” พร้อมทั้งเชิญชวน ใครสนใจเชิญช่วยลงนามได้” ทั้งนี้ เนื้อหาที่ปรากฎบนเว็บไซต์ petitions.whitehouse.gov ที่มีการลงนามร้องเรียนได้ระบุเนื้อหาดังนี้…. “อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล เจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย และคนดังบนสังคมออนไลน์ ได้เดินทางเข้าสหรัฐฯ […]

เกาหลีใต้ จ่อใช้ระบบ ETA คัดกรองนักท่องเที่ยว สกัด “ผีน้อยไทย” ลักลอบเข้าประเทศ

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ มีการเผยแพร่ข่าวการประชุมหารือด้านการกงสุลไทย – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 4 โดย ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ในระดับประชาชนอยู่ในระดับที่ดี โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เดินทางมาไทยประมาณ 1.8 ล้านคนต่อปี และนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเกาหลีใต้ประมาณ 5 แสนคนต่อปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีก ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเกาหลีที่ใกล้ชิดและดำเนินมาครบ 60 ปีแล้ว ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรองบุคคลตั้งแต่ต้นทางเพื่อคุ้มครองนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวโดยสุจริต เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนคนไทยที่ลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมายอยู่ในสาธารณรัฐเกาหลีเป็นจำนวนมากประมาณ 14๐,๐๐๐ คน โดยภายหลังสิ้นสุดการดำเนินมาตรการผ่อนปรนของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีที่ให้แรงงานต่างชาติที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมายเดินทางกลับประเทศโดยไม่ถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้กระทำผิด ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2561 – 31 มีนาคม 2562 ยังมีคนไทยที่อยู่อย่างผิดกฎหมายในสาธารณรัฐเกาหลีถึงร้อยละ 39 ของจำนวนคนต่างชาติทั้งหมดที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายในสาธารณรัฐเกาหลี โดยสาธารณรัฐเกาหลีก็จะบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการลักลอบเข้ามาทำงานและนำคนเข้ามาทำงานผิดกฎหมายให้มากขึ้น ทั้งสองฝ่ายยินดีกับความคืบหน้าของการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงแรงงานกับกระทรวงยุติธรรมสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลในการอำนวยความสะดวกการโยกย้ายถิ่นฐานแบบปกติและการป้องกันการจ้างงานผิดกฎหมายของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะเป็นกลไกที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป โดยคาดว่าจะสามารถลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ได้ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ทั้งนี้ ร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะเป็นความร่วมมือสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันของหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายของทั้งสองประเทศอย่างเป็นทางการ ในโอกาสนี้ฝ่ายไทยได้หารือกับฝ่ายสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อแสวงหาช่องทางการรับแรงงานไทยไปทำงานอย่างถูกกฎหมายในสาธารณรัฐเกาหลีเพิ่มเติมจากระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ (Employment Permit System – […]

กิจกรรมที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติในวันวิสาขบูชา

ในวันวิสาขบูชาถือเป็นวันสำคัญยิ่งที่ พุทธศาสนิกชน ทั่วโลกจะมารวมกันจัดพิธีทำบุญใหญ่หรือจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อบำเพ็ญกุศลระลึกถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งในฐานะที่วันวิสาขบูชาได้รับการยกย่องให้เป็นวันสำคัญสากลของโลก เมื่อถึงวันวิสาขบูชา องค์การสหประชาชาติจะมีการจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วย เช่น สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีการอัญเชิญพระเจดีย์วิสาขบูชานุสรณ์ สกลโลกประกาศบูชาวันวิสาขะ (ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ) ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติเป็นการถาวร มาประดิษฐานให้ประชาชนสักการบูชา เป็นต้น สำหรับในประเทศไทย วันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมทำบุญตักบาตรในตอนเช้า และตลอดวันจะมีการบำเพ็ญบุญกุศลความดีอื่น ๆ เช่น ตั้งใจรักษาศีล 5 ศีล 8 งดเว้นการทำบาปทั้งปวง ทำบุญถวายสังฆทาน ให้อิสระทาน (ปล่อยนกปล่อยปลา) ฟังพระธรรมเทศนา และไปเวียนเทียนรอบโบสถ์ในเวลาเย็น โดยก่อนทำการเวียนเทียนพุทธศาสนิกชนควรร่วมกันกล่าวคำสวดมนต์และคำบูชาในวันวิสาขบูชา โดยปกติตามวัดต่าง ๆ จะจัดให้มีการทำวัตรสวดมนต์ก่อนทำการเวียนเทียน ซึ่งส่วนใหญ่นิยมทำการเวียนเทียนอย่างเป็นทางการ (โดยมีพระภิกษุสงฆ์นำเวียนเทียน) ในเวลาประมาณ 20 นาฬิกา โดยบทสวดมนต์ที่พระสงฆ์นิยมสวดในวันวิสาขบูชาก่อนทำการเวียนเทียนนิยมสวด (ทั้งบาลีและคำแปล) ตามลำดับดังนี้ บทบูชาพระรัตนตรัย (บทสวดบาลีที่ขึ้นต้นด้วย:อรหัง สัมมา ฯลฯ) บทนมัสการนอบน้อมบูชาพระพุทธเจ้า (นะโม ฯลฯ 3 […]

เหตุใด “วันวิสาขบูชา” จึงถือเป็น “วันสำคัญสากล” ของโลก

การกำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็น“วันสำคัญสากล”ของโลก เริ่มต้นขึ้นจากการที่ผู้แทนจากประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาพุทธ คือ บังคลาเทศ จีน ลาว เกาหลีใต้ เวียดนาม ภูฎาน อินโดนีเซีย เนปาล กัมพูชา อินเดีย ปากีสถาน และไทย ได้มีมติร่วมกันที่จะเสนอให้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติประกาศรับรองข้อมติกำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดของสหประชาชาติ ในการประชุมพุทธศาสนาระหว่างประเทศ (International Buddhist Conference) ณ กรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของประเทศศรีลังกา ระหว่างวันที่ 9-14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ต่อมา คณะทูตถาวรศรีลังกาประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก จึงได้จัดเตรียมร่างข้อมติ และได้ขอเสียงสนับสนุนจากประเทศต่าง ๆ เพื่อให้มีการรับรองข้อมติเรื่องการประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดของสหประชาชาติในที่ประชุมงสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 55 แต่คณะผู้แทนจากศรีลังกาเปลี่ยนเสนอให้ประกาศวันวิสาขบูชาเป็น “วันสำคัญสากล” แทน เนื่องจากวันหยุดของสหประชาชาติมีมากแล้ว และจะกระทบต่อการดำเนินงานของสหประชาชาติ และได้ดำเนินการให้คณะผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติจำนวน 16 ประเทศ คือ ศรีลังกา บังคลาเทศ ภูฎาน กัมพูชา ลาว มัลดีฟส์ มองโกเลีย […]

ความเป็นมา และความสำคัญของ “วันวิสาขบูชา”

วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกนิกายทั่วโลก ทั้งเป็นวันหยุดราชการในหลายประเทศ และวันสำคัญในระดับนานาชาติตามข้อมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เพราะเป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในศาสนาพุทธ 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระโคตมพุทธเจ้า ทั้งสามเหตุการณ์ได้เกิด ณ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่า เป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ยิ่ง และเรียกการบูชาในวันนี้ว่า “วิสาขบูชา” ย่อมาจาก “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ” อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย และมักตรงกับเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนตามปฏิทินจันทรคติของไทย โดยในประเทศไทย ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 7 แต่ประเทศอื่นที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท และไม่ได้ถือคติตามปฏิทินจันทรคติไทย จะจัดพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 แม้ในปีนั้นจะมีเดือน 8 สองหนตามปฏิทินจันทรคติไทยก็ตาม ส่วนในกลุ่มชาวพุทธมหายานบางนิกายที่นับถือว่า เหตุการณ์ทั้ง 3 นั้นเกิดในวันต่างกันไป จะมีการจัดพิธีวิสาขบูชาต่างวันกันตามความเชื่อในนิกายของตน ซึ่งไม่ตรงกับวันวิสาขบูชาตามปฏิทินของชาวพุทธเถรวาท วันวิสาขบูชา นั้นได้รับการยกย่องจากพุทธศาสนิกชนทั่วโลกให้เป็นวันสำคัญสากลทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นวันที่บังเกิดเหตุการณ์สำคัญ […]

กรอบๆ มันๆ!! เปิดเมนูต้อนรับหน้าฝน “แมงอีนูน” แมลงศัตรูพืชที่สามารถกินได้

ย่างเข้าสู่ฤดูฝนแบบนี้ อีกหนึ่งเมนูบ้านๆ ที่หลายคนน่าจะชื่นชอบแล้วเฝ้ารอมาตลอด นั่นคือ แมงอีนูน หรือ แมงนูน แมลงปีกแข็งที่ชาวบ้านทั่วไปนิยมรับประทาน เพราะเชื่อว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย มีคุณค่า ทางอาหารสูง นำไปคั่วทอดกรอบในน้ำมันกินทั้งตัว หรือนำไปเผาให้สุกแล้วตำกับน้ำพริก และด้วยช่วงเวลาที่สามารถจับได้เพียงไม่นานนัก ทำให้แมงนูนมีราคาค่อนข้างสูงในท้องตลาด ซึ่งอาจมีราคากว่ากิโลกรัมละ 1,000 บาท ในประเทศไทยนั้น แมงอีนูน (Cockchafer) จัดเป็นแมลงศัตรูพืช เพราะกัดแทะใบของพืชที่เป็นพืชเศรษฐกิจ อาทิ มะขามเทศ, มะขาม, อ้อย, มันสำปะหลัง, พุทรา แมงอีนูนมีวงจรชีวิตเป็นหนอนอยู่ใต้ดินนานนับปี ก่อนจะเข้าสู่ระยะดักแด้และเป็นตัวเต็มวัยในช่วงต้นฤดูฝนของทุกปี ซึ่งจะพบแมงอีนูนเป็นจำนวนมากในเวลานี้ จึงทำให้พวกมันจัดเป็นอาหารประจำฤดูกาลตามวิถีชีวิตของผู้คนในภาคเหนือและภาคอีสาน สำหรับการจับแมงอีนูนจะกระทำในช่วงหัวค่ำ ใช้แสงไฟจากนีออนเป็นตัวล่อ หรือเขย่าจากต้นไม้ที่มีแมงอีนูนจำนวนอาศัยอยู่ก็จะหล่นลงมาให้จับได้ง่าย ๆ ซึ่งการปรุงแมงอีนูนทำได้ทั้งวิธีการต้มและทอด ในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดกำแพงเพชร มีการค้าขายกันเป็นล่ำเป็นสันด้วย

ศิษย์พระจอมเกล้าฯ ร่วมล่าชื่อ “ประณาม-ถอดถอน” นักการเมืองรายหนึ่ง เหตุทำเสียชื่อสถาบัน

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2562 ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Nattawut Phothong ได้โพสต์ข้อความลงในกลุ่มเฟซบุ๊ก วิศวกรรมศาสตร์ พระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยระบุข้อความว่า…อยากรวบรวมรายชื่อ ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ประณามและถอดถอน นักการเมืองท่านนึงที่ทำลายชื่อเสียงสถาบัน ทั้งนี้ ภายในโพสต์ดังกล่าวได้มีผู้คนในโลกออนไลน์ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และร่วมแสดงความเห็นชอบในการลงชื่อเพื่อเสนอถอดถอนนักการเมืองรายดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

โซเชียลร่วมล่าชื่อ นำ “ซีอุย” ออกจาก รพ.ศิริราช หวังล้างตราบาป “มนุษย์กินคน”

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ สำหรับกระแสการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ “ซีอุย” เจ้าของตำนานเรื่องเล่า “มนุษย์กินคน” ในประเทศทไทยที่มีมาอย่างยาวนาน โดยล่าสุดเว็บไซต์ Change.org ได้มีผู้ใช้ชื่อ “ฟาโรห์ จักรภัทรานน” ได้ตั้งแคมเปญชื่อ “นำร่างของซีอุย แซ่อึ้ง ออกจากพิพิธภัณฑ์ศิริราช เพื่อคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และล้างฉายามนุษย์กินคน” พร้อมกับให้เหตุผลถึงการเกิดแคมเปญดังกล่าวว่า… ผมเชื่อว่ามีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก”ซีอุย” ชายที่แม้แต่เด็กที่ร้องไห้ยังต้องหยุดร้องเมื่อได้ยินชื่อของเขา พร้อมกับประโยคสุดคลาสสิกของพ่อแม่ “ถ้าไม่หยุดร้อง เดี๋ยวซีอุยมากินตับนะ!!” ตำนานฆาตกรฆ่าเด็กผ่าท้องเอาหัวใจและตับเด็กไปต้มกิน ถูกสื่อสำนักพิมพ์ต่างๆในยุคนั้นโหมกระหน่ำใส่สีตีไข่กันอย่างสนุกสนาน ประกอบกับการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะนั้นที่เต็มไปด้วยข้อกังขามากมายว่า เหตุใดคำสารภาพในหลายๆคดีของซีอุยนั้น จึงไม่ตรงกับพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หลายคดีแม้แต่ครอบครัวของเหยื่อที่เสียชีวิตยังปฏิเสธว่าซีอุยนั้นไม่ใช่ฆาตกร หรือในบางคดีที่เขารับสารภาพ สามารถจับตัวผู้กระทำความผิดตัวจริงได้แล้วเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งยังปรากฏในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ว่าคดีที่ซีอุยถูกพิพากษาประหารชีวิตนั้นคือคดีฆาตกรรมเด็กชายสมบุญ บุณยกาญจน์ คดีสุดท้ายเพียงคดีเดียว และในคดีนั้นซีอุยไม่ได้กินตับและหัวใจของเด็กชายสมบุญแต่อย่างใด ต่อมาได้มีการนำเรื่องราวของซีอุยมาผลิตซ้ำผ่านสื่อทั้งภาพยนต์ ละคร และนวนิยายอีกมากมาย ทั้งที่จวบจนปัจจุบันนี้ยังไม่มีหลักฐานใดเลยที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าซีอุย เคยได้ลิ้มลองรสชาติของเนื้อมนุษย์ เกือบ 60 ปีแล้วนับแต่วันที่ซีอุยถูกประหารชีวิต แม้เขาจะได้รับโทษประหารไปแล้วแต่ร่างของเขายังถูกจองจำในตู้โชว์ของพิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ อาคารอดุลเดชวิกรม โรงพยาบาลศิริราช และตราหน้าบนป้ายชื่อเหนือตู้โชว์ว่าว่าชายผู้นี้คือ “มนุษย์กินคน” ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะมาร่วมกันลงชื่อรณรงค์ให้พิพิธภัณฑ์ยุติการจัดแสดงร่างของซีอุย และคืนศักดิ์ศรีและความยุติธรรมให้กับชายผู้นี้ด้วยการนำร่างของเขาไปประกอบพิธีทางศาสนา และลบล้างตราบบาป”มนุษย์กินคน” ด้วยการเผยแพร่ความเข้าใจที่ถูกต้องในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีนี้ เพื่อให้สังคมไทยได้เรียนรู้จากความผิดพลาดว่า ในอดีตเคยมีชายคนหนึ่งตกเป็นจำเลยสังคมเพราะการเผยแพร่ข่าวลือที่ไม่มีพยานหลักฐานของสื่อสำนักพิมพ์ […]

ทั้งหลอนทั้งสงสาร!! เมื่อหัวตุ๊กตากลายเป็นบ้านจากขยะของ “ปูเสฉวน”

อีกหนึ่งคลิปที่ถูกแชร์ออกไปอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Joseph Cronk ได้โพสต์คลิปวิดีโอที่เผยให้เห็นหัวของตุ๊กตาชิ้นหนึ่งที่ถูกทิ้งอยู่บนชายหาด และกำลังขยับเคลื่อนไหว เพราะมันได้กลายเป็นบ้านจากเศษขยะของปูเสฉวนไปแล้ว คลิปดังกล่าวกลายเป็นที่สนใจจากผู้คนบนโลกโซเชียลอย่างมาก และมีการแชร์กันไปกว่า 6.2 หมื่นครั้ง และท่ามกลางการแสดงความเห็นถึงความหลอดของหัวตุ๊กตาที่ขยับได้นี้ ด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะในขณะที่เปลือยหอยซึ่งเป็นบ้านตามธรรมชาติของปูเสฉวนถูกเก็บไปสะสม และทำเป็นเครื่องประดับ มนุษย์กลับทิ้งขยะที่อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์เอาไว้ให้พวกมันใช้แทนซะอย่างงั้น

keyboard_arrow_up