ขบวนการ BRN. ยอมรับก่อเหตุวางระเบิด 7 จังหวัดชายแดนใต้

แกนนำอาร์เคเคของขบวนการบีอาร์เอ็นยอมรับว่า เป็นผู้ก่อเหตุระเบิดหน้าโรงเรียนตาบา จ.นราธิวาส รวมถึงวางระเบิดในหลายจังหวัดภาคใต้ในช่วงวันที่ 10 -12 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยต้องการแสดงความไม่พอใจถึงความไม่จริงใจของรัฐบาลในการพูดคุยสันติสุขวันนี้ (7 ก.ย.2559) เว็บไซต์ เบนาร์นิวส์ (http://www.benarnews.org) รายงานว่า เหตุลอบวางระเบิดจักรยานยนต์บอมบ์ หน้าโรงเรียนบ้านตาบา อ.ตากใบ จ.นราธิวาส จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน โดยอ้างถึงแหล่งข่าวแกนนำ
อาร์เคเค RKK ของกลุ่มขบวนการ BRN ที่ไม่เปิดเผยชื่อให้สัมภาษณ์โดยยอมรับว่า เหตุดังกล่าวเป็นฝีมือของกลุ่มตน รวมถึงการโจมตีหลายพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ ในช่วงวันที่ 10 – 12 ส.ค. ซึ่งต้องการแสดงความไม่พอใจต่อความไม่จริงใจของรัฐบาลในการพูดคุยสันติสุข และการก่อเหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวกับประชามติหรือเรื่องอื่น โดยเหตุที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านตาบา จนทำให้ 2 พ่อลูกเสียชีวิตเป็นเรื่องสุดวิสัยไม่ได้ต้องการให้เกิดกับประชาชนเพราะเป้าหมายคือเจ้าหน้าที่

แกนนำอาร์เคเค คนดังกล่าวยังระบุว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอตากใบ ยอมรับว่าขบวนการก่อความไม่สงบทำ รวมทั้ง เหตุระเบิดรถไฟ และเหตุป่วน ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนด้วย เพราะต้องการตอบโต้การเจรจาที่ไม่มีความคืบหน้า และเป็นการคุยเพียงเพื่ออำนาจทางการเมือง ไม่ได้หวังให้เกิดความสงบสุขจริง”

ด้านองค์การยูนิเซฟ แสดงความเสียใจพร้อมประณามการก่อเหตุรุนแรงดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า องค์การยูนิเซฟมีความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย และผลกระทบของความรุนแรงที่มีต่อเด็กๆ รวมถึงเหตุระเบิดล่าสุดใน จ.นราธิวาสได้คร่าชีวิตเด็กหญิงวัย 4 ขวบพร้อมพ่อของเธอ

รายงานข่าวจากสื่อต่างๆ ระบุว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ย.เช้านี้ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นราธิวาส ส่งผลให้พ่อและลูกสาววัย 4 ขวบที่กำลังมาโรงเรียนเสียชีวิต แรงระเบิดยังทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 10 ราย ซึ่งเป็นครู ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ยูนิเซฟรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะโรงเรียนควรเป็นสถานที่สำหรับการเรียนรู้ การค้นพบสิ่งใหม่ๆ ตลอดจนกิจกรรมสันทนาการสำหรับเด็ก นอกจากนี้ โรงเรียนทุกแห่งควรเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยไม่ควรมีเด็ก ผู้ปกครอง หรือเจ้าหน้าที่การศึกษาคนใดต้องใช้ชีวิตและเรียนรู้ภายใต้ความหวาดกลัวต่อเหตุรุนแรง

ทั้งนี้ ยูนิเซฟขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กๆ จะได้รับความคุ้มครอง และไม่มีเด็กคนใดต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงอีกต่อไป

keyboard_arrow_up