เที่ยวย้อนยุค ห่มสไบ ไป “เมืองมัลลิกา ร.ศ.124”

เที่ยวย้อนยุค ห่มสไบ ไป “เมืองมัลลิกา ร.ศ.124”
เที่ยวย้อนยุค ห่มสไบ ไป “เมืองมัลลิกา ร.ศ.124”

พูดถึงแหล่งท่องเที่ยวของจ.กาญจนบุรี หลายคนคงนึกถึงสะพานข้ามแม่น้ำแควเป็นอย่างแรก หรือไม่ก็สะพานมอญ ทางรถไฟสายมรณะ ฯลฯ แต่คราวนี้ขอบอกว่าลืมที่เที่ยวเก่าๆ แบบนั้นไปได้เลย เพราะจะพามาเช็คอินแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเมืองกาญจน์ นั่นก็คือ “เมืองมัลลิกา ร.ศ.124” งานนี้จะชวนทุกคนมาห่มสไบ ใส่โจงกระเบน ย้อนเวลากลับไปชมเมืองสมัยรัชกาลที่ 5 เปลี่ยนภาษาการพูดจา ถ้าพร้อมแล้วก็ตามมาได้เลยเจ้าค่ะคุณท่าน

แต่งองค์ทรงเครื่องก่อนเข้าเมือง

ก่อนจะเข้าเมืองแนะนำว่าควรเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดไทยซะก่อน เพื่อความสมจริงของการเที่ยวย้อนยุคครั้งนี้ ทั้งคุณผู้หญิง คุณผู้ชาย มีให้เลือกเช่าตามอัธยาศัยทั้งโจงกระเบน แถบสไบ แพรสะพาย เครื่องประดับ ร่ม ผ้าคาดเอว เสื้อคอกระเช้า หรือหากใครมีชุดไทยใส่มาจากบ้านก็ยิ่งดี จะได้ประหยัดเงินในส่วนนี้ แต่ก็ยังคงต้องเสียค่าเข้าชมเมืองเหมือนเดิมนะจ๊ะ แล้วที่สำคัญอย่าลืมแลกอัฐสำหรับจับจ่ายใช้สอยในเมืองกันด้วยล่ะ

11

10

09

ย้อนเวลาหาอดีต

ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 เจ้าค่ะ … ทันทีที่เข้ามาในเมืองนี้ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ดูสมจริงราวกับว่าได้ย้อนยุคกลับมาในช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) หลังที่มีการประกาศเลิกทาส ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การพูดการจา สถาปัตกรรม สิ่งก่อสร้าง และร้านรวงต่างๆ ล้วนจำลองมาจากวิถีชีวิตของผู้คนเมื่อ 100 ปีก่อน ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสรากเหง้าความเป็นไทยอย่างใกล้ชิด

จุดแรกที่เราจะเดินผ่านคือ “สะพานหัน” เป็นสะพานไม้โค้ง 2 ฟากสะพานมีห้องแถวเล็กๆ ให้ขายของ ส่วนตรงกลางเป็นทางเดิน ซึ่งสะพานนี้ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ชอบเสด็จประพาส เพื่อซื้อผลไม้แห้งที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น ลูกพลับแห้ง พุทราแห้ง และผลไม้แห้งนานาชนิด

04

DSC_3829

DSC_3830

DSC_3893

DSC_3894

DSC_3900

DSC_4034

ถัดมาจะเป็นย่านการค้า ในสมัยนั้นจะมี “ย่านการค้า” ที่ขึ้นชื่อ 3 ย่าน ได้แก่ ย่านแพร่ง ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 แพร่ง คือ ถนนแพร่งนรา แพร่งภูธร และแพร่งสรรพศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีย่านเยาวราช และย่านบางรัก ที่มีอาหารคาว อาหารหวาน ของทานเล่น ขนมโบราณ ให้ลองชิมเพียบ เช่น ขนมครก ขนมเบื้อง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง กล้วยทอด ทอดมัน หมูสะเต๊ะ คราวนี้อัฐที่แลกมาตอนก่อนเข้าเมืองก็จะได้นำมาใช้สักที แต่ไม่ต้องห่วงว่าถ้าแลกอัฐมาไม่พอจะทำอย่างไร เพราะในย่านนี้มี “แบงก์สยามกัมมาจล” คอยเปิดให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา

05

DSC_3918

DSC_3922

DSC_3926

DSC_3944

DSC_3952

DSC_3963

DSC_3960

DSC_3964

DSC_3965

DSC_3969

DSC_3971

DSC_3967

DSC_3932

12

DSC_3974

นอกจากนี้ร้านรวงต่างๆ ยังสาธิตวิธีการทำทั้งอาหารและขนมให้ดูกันสดๆ เลยด้วย เรียกได้ว่าเห็นแล้วอดใจไม่ไหว ต้องลองความอร่อยแบบไทยๆ สักหน่อย ส่วนบางร้านก็โชว์การใช้กระต่ายขูดมะพร้าว บางร้านก็โชว์การโม่แป้ง เพื่อทำน้ำกะทิ ส่งให้ร้านขนมในเมืองมัลลิกา บางร้านก็มีให้บริการนวดแผนไทย บางร้านก็ขายน้ำอบน้ำปรุงแบบไทยๆ ให้ได้ซื้อติดไม้ติดมือกลับไปด้วย

DSC_3908

DSC_3924 DSC_3954

DSC_3956

DSC_3931

เมื่อเดินมาเรื่อยๆ จะพบกับอีกหนึ่งไฮไลท์คือ “หอชมเมือง” ซึ่งจำลองมาจากหอคอยคุก เป็นหอคอยที่ใช้สำหรับตรวจตราป้องกันไม่ให้นักโทษหนี แต่สำหรับเมืองมัลลิกาแห่งนี้ไม่มีนักโทษ จึงใช้เป็นที่สำหรับชมทัศนียภาพรอบเมืองว่าสวยงามเพียงใด ซึ่งกว่าจะขึ้นไปถึงยอดหอคอยทำเอาเหนื่อยหอบไปตามๆ กันเลยทีเดียว เพราะมีบันไดถึง 99 ขั้น

DSC_4016

DSC_3978

DSC_3981

DSC_3983

DSC_4030

หลังจากหายเหนื่อยกันแล้วเราก็มาต่อกันที่ “เรือนคหบดี” เรือนนี้เป็นเรือนของเหล่าเจ้านาย คนมีฐานะ บนเรือนแสดงวิถีความเป็นอยู่ของชนชั้นปกครอง ซึ่งมีกิจกรรม เช่น งานใบตอง งานร้อยมาลัย งานเครื่องแขวน งานแกะสลักผลไม้ เรียกว่าได้เห็นความเป็นอยู่ของคนในสมัยนั้นจริงๆ

DSC_3834

DSC_3843

DSC_3845

ถัดไปด้านในก็จะเป็น “โรงครัว” ที่ประกอบไปด้วยโรงสีข้าว ยุ้งข้าว โรงครัวเตรียมอาหาร มาที่นี่จะได้เห็นกรรมวิธีการฝัดข้าว สีข้าว ตำข้าว พร้อมทั้งวิธีการหุงข้าวด้วยกระทะใบบัว ซึ่งเป็นกระทะขนาดยักษ์สำหรับหุงข้าวเลี้ยงบ่าวไพร่จำนวนมากทั่วทั้งเมือง การประกอบอาหารคาวหวานเพื่อรับรองแขกเหรื่อ โดยทุกอย่างจะทำด้วยเตาถ่านทั้งสิ้น

DSC_3836

DSC_3848

DSC_3853

DSC_3855

DSC_3865

DSC_3875

DSC_3879

DSC_3881

DSC_3840

หากเดินมาอีกหน่อยก็จะพบกับ “เรือนเดี่ยว” ซึ่งเป็นเรือนของชาวบ้าน โดยผู้ที่อาศัยอยู่เรือนนี้คือชนชั้นกรรมาชีพ ต้องทำไร่ ทำนา ทำสวน ปลูกผักหาเลี้ยงชีพ

DSC_4012

DSC_4004

06

DSC_3994

DSC_3995

ถึงตอนนี้อาจจะเหนื่อยและหิวกันแล้ว เราจึงพามาเติมพลังด้วยข้าวแกงและกาแฟตุงฮู ใน “เรือนแพ” เนื่องจากในยุคสมัยนั้นผู้คนมักใช้แม่น้ำในการสัญจร ดังนั้นร้านค้าส่วนใหญ่จึงตั้งอยู่ริมน้ำ โดยเรือนแพแห่งนี้เป็นที่ตั้งของร้านข้าวแกงทรงโปรด และร้านกาแฟตุงฮู ซึ่งเป็นร้านกาแฟที่ทันสมัยในยุคนั้น เพราะจะมีการนำเมล็ดกาแฟสดจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อรองรับนักเดินทางด้วย

DSC_3986

DSC_3999

DSC_4002

DSC_3989

DSC_3991

 

DSC_3997

และโซนสุดท้ายที่เราจะพบมาชมก็คือ “เรือนหมู่” เป็นเรือนสำหรับรับรองแขกบ้านแขกเมืองของคหบดี ซึ่งมีทั้งขุนนาง ผู้ทรงศักดิ์ หรือคหบดีผู้มั่งคั่ง โดยในสมัยนั้น เรือนหมู่นิยมมีคณะนาฎศิลป์เป็นของตนเอง เพื่อร่ายรำการแสดง และสร้างความรื่นเริงบันเทิงใจให้บรรดาแขกบ้านแขกเมืองเหล่านั้น แอบกระซิบว่าหากนักท่องเที่ยวคนใดอยากจะทานอาหารเย็นพร้อมชมโชว์การแสดงก็จะต้องมาที่เรือนนี้ ซึ่งต้องติดต่อซื้อตั๋วตั้งแต่ตอนแรก เพราะราคาค่าเข้าก็จะเพิ่มขึ้นจากค่าเข้าชมปกติทั่วไป

DSC_4028

02

1

03

07

หลังจากได้ย้อนเวลาเที่ยวแบบย้อนยุคกันเต็มอิ่มแล้วก็ถึงเวลากลับไปเผชิญโลกแห่งความจริง แต่ก่อนจะออกจากเมืองอย่าลืมแลกเงินคืนที่แบงก์สยามกัมมาจลกันด้วยนะจ๊ะ เพราะด้านนอกให้แลกเฉพาะจากเงินไทยเป็นเงินอัฐเท่านั้น ไม่มีบริการแลกคืน แล้วถ้าใครยังไม่ได้นั่ง “รถเจ๊ก” ก็ควรจะลองนั่งสักครั้ง เพื่ออรรถรสครบสูตร ถึงแม้อากาศจะร้อนไปนิด อบอ้าวไปหน่อย แต่ก็เป็นประสบการณ์การย้อนเวลาที่สนุกและคุ้มค่ามากเลยทีเดียว

08

วันและเวลาเปิด-ปิด

– เวลาการขายบัตรเข้าชมเมือง : 9.00 – 17.30 น.

– เวลาเปิด – ปิดเมือง : 9.00 – 19.00 น.

– เวลาอาหารเย็นและการแสดง : 18.00 – 20.00 น.

พิกัดเมือง

ตั้งอยู่ตรงทางเข้าปราสาทเมืองสิงห์ ติดกับปั๊มบางจาก ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี 32 กิโลเมตร

ราคาค่าเข้าชม

– ผู้ใหญ่ ค่าเข้า 1 วัน 250 บาท

– เด็กและผู้สูงอายุ ค่าเข้า 120 บาท (เด็กสูงต่ำกว่า 100 ซม. เข้าฟรี / สูงระหว่าง 100 – 130 ซม.- ราคาเด็ก / ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป)

– ค่าเข้า + อาหารเย็นพร้อมชมโชว์การแสดง สำหรับผู้ใหญ่ 700 บาท สำหรับเด็ก 350 บาท

หมายเหตุ : ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นของแต่ละช่วงเวลา

ราคาค่าเช่าชุด

ผู้หญิง มีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่

– ราคา 200 บาท : ผ้าสไบ โจงกระเบน เครื่องประดับ เข็มรัด และร่ม

– ราคา 300 บาท : เสื้อแขนหมูแฮม พร้อมแพรสะพาย โจงกระเบน เครื่องประดับ เข็มขัด และร่ม

ผู้ชาย มีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่

– ราคา 100 บาท : เสื้อกุยเฮง โจงกระเบน และผ้าคาดเอว

– ราคา 300 บาท : เสื้อราชปะแตน โจงกระเบน

เด็ก

– ราคา 50 บาท : เสื้อคอกระเช้าสำหรับผู้หญิง เสื้อกุยเฮงสำหรับผู้ชาย และโจงกระเบน

หมายเหตุ : ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

โทร.034-540-884

เฟซบุ๊ก @MallikaR.E.124

เว็บไซต์ www.mallika124.com

 

keyboard_arrow_up