ใครว่า ‘โรคกระดูก’ เป็นได้เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น ??!!

ใครว่า ‘โรคกระดูก’ เป็นได้เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น ??!!
ใครว่า ‘โรคกระดูก’ เป็นได้เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น ??!!

ปัจจุบันคนไทยมีพฤติกรรมเสี่ยงทำร้ายกระดูกมากขึ้น เช่น การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แต่เชื่อไหมว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้คือหนึ่งในปัจจัย แถมยังเข้าใจผิดๆ อีกว่าผู้สูงอายุเท่านั้นที่จะเป็นโรคกระดูกได้ อย่างนั้นมาดูกันดีกว่าว่าโรคกระดูกเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีวิธีป้องกันอย่างไรบ้าง

นพ.ประพันธ์ โกมลมาลย์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า โรคกระดูก (Osteopathy) คือภาวะที่กระดูกผิดปกติ ทำให้กระดูกมีความแข็งแรงน้อยลง บาง เปราะ ผิดรูป หรือแม้กระทั่งหักได้ ซึ่งโรคกระดูก เป็นได้ทุกเพศทุกวัย วัยเด็กก็สามารถเกิดโรคกระดูกได้ ส่วนมากเป็นเด็กที่ขาดวิตามินดี ด้านวัยทำงานก็เป็นโรคกระดูกได้เช่นกัน เพราะวัยทำงานมีการเดินทางค่อนข้างเยอะ โรคกระดูกที่เกิดเยอะกับคนวัยนี้คือ กระดูกหัก บาดเจ็บ เป็นโรคกระดูกที่เกิดจากอุบัติเหตุ แม้กระทั่งแผลเปิด ติดเชื้อถึงกระดูกเลยก็มี ส่วนผู้สูงอายุแน่นอนว่าโรคกระดูกที่เป็นมากก็คือ กระดูกเสื่อม กระดูกพรุน

h00

ผู้สูงอายุจะไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองมีลักษณะกระดูกพรุน จนญาติหรือคนรอบข้างสังเกตเห็นได้ถึงวามสูงที่ลดลง กระดูกหักง่าย โดยเฉพาะส่วนข้อมือและสะโพก ผลที่ตามมาคือมีอาการปวดมากขึ้น เดินได้น้อยลง คุณภาพชีวิตแย่ลง หรืออาจทำให้เกิดภาวะทุพลภาพได้ ส่วนในวัยทำงานจะไม่ค่อยแสดงอาการโรคกระดูกสักเท่าไหร่นัก

h02

ทั้งนี้โรคเกาต์ (Gout) และโรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) ก็จัดว่าอยู่ในโรคกระดูกและข้อด้วยเหมือนกัน โดยโรคเกาต์ เกิดในผู้ชายได้มากกว่าผู้หญิง 4 เท่า อาการคือข้อบวม ข้อแดง อักเสบ จนเดินไม่ได้ เกิดจากอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่เกิดจากกรรมพันธุ์ และการรับประทานอาหาร โดยอาหารที่ทำให้เป็นเกาต์ได้แก่ สัตว์ปีก เครื่องใน ถั่ว ของหมักดอง เบียร์ ไวน์ เหล้า

h07

ho8

ส่วนโรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) คือโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่มักเกิดในผู้หญิง ลักษณะอาการคล้ายเกาต์ แต่มีวิธีการตรวจที่ละเอียด ทางที่ดีควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการ

ด้านวิธีป้องกันโรคกระดูกและข้อ สำหรับผู้สูงอายุผู้หญิงที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป และผู้ชายที่อายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป รวมไปถึงคนที่หมดประจำเดือนก่อนในภาวะต่างๆ เช่น ภาวะที่ต้องตัดรังไข่ หรือขาดการสร้างฮอรโมนไปแล้วมากกว่า 1 ปี หรือคนไข้บางกลุ่มที่ต้องรับประทานยาสเตียรอยด์ติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน ในปริมาณ 5 มิลลิกรัมต่อวัน หรือกรณีที่สูบบุหรี่หรือดื่มเหล้าหนักมากจริงๆ ล้วนแต่มีปัจจัยเสี่ยงทั้งสิ้น ซึ่งแนะนำให้ไปตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกก่อน จะได้รู้ว่ากระดูกเราปกติ บาง หรือพรุน จะได้ทำการรักษาต่อไป

เบื้องต้นวิธีการป้องกันโรคกระดูกคือ เน้นการออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรงของกระดูก ดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยเรื่องระบบการเผาผลาญในร่างกาย ที่สำคัญคือการกินแคลเซียมกับวิตามินดี แต่จะเน้นให้กินเฉพาะในวัยที่หมดประจำเดือนและผู้สูงอายุ เพราะวัยนี้ต้องการแคลเซียมถึง 1,200-1,500 มิลลิกรัม ต่อวัน ส่วนวันอื่นๆ ได้รับแคลเซียมเพียงในอาหารการกินปกติอยู่แล้ว หากจะกินเสริมก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ไม่ควรกินในปริมาณที่เยอะเกินไป นอกจากนี้การได้รับแสงแดดอ่อนๆ ก็จะช่วยให้ได้รับวิตามินดี ที่ช่วยในการสังเคราะห์แคลเซียมได้เหมือนกัน

h03

h04

h05

h06

 

h09

ข้อมูลจากและภาพจาก รายการ อยู่เป็นลืมป่วย ทางช่อง Amarin TV HD 34

h7

keyboard_arrow_up