เตือนภัยคนรักสัตว์ กับผลของการพาสุนัขไปเดินเล่นบนพื้นร้อนๆ

อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่าสภาพอากาศที่ร้อนเกินไปในนั้นผลกับร่างกายของคนเราอย่างมาก และบางครั้งอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิต เพราะอาการฮีทสโตรก (Heatstroke) หรือโรคลมแดดได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มแสดงอาการเมื่อต้องอยู่ในอุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียส และจะเริ่มเป็นอันตรายต่ออวัยวะภายในเมื่อมีความร้อนมากกว่า 41 องศา (อ่านเพิ่ม้ติม : รับมืออาการ “ฮีทสโตรก” ภัยเงียบช่วงหน้าร้อน เมื่อเมืองไทยอุณหภูมิแตะ 40 องศาฯ) ไม่เพียงแต่คนเราที่เสี่ยงได้รับอันตรายจากอาการฮีทสโตรก เพราะบรรดาสัตว์เลี้ยงเองก็เสี่ยงต่ออาการแบบนี้เช่นกัน และที่สำคัญ…แม้เราจะพยายามไม่เสี่ยงให้สุนัขออกไปโดนแดด แต่การพาสุนัขออกไปเดินเล่นหลังแดดหุบก็ยังเป็นอันตรายต่อสุนัขได้ อย่างเช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับสุนัขตัวหนึ่งที่แม้เจ้าของจะพาออกมาเดินเล่นในช่วงที่ไม่มีแดดแล้ว แต่พื้นคอนกรีตที่ดูดซับความร้อนเอาไว้ตลอดทั้งวัน ก็รุนแรงพอจะทำให้อุ้งเท้าของสุนัขเป็นแบบนี้ได้ แม้กรณีนี้จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเท้าของสุนัขยังไม่เสียหายมากนัก แต่นี่ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความร้อนนั้นอันตรายต่อสุนัขมากกว่าที่เราคิดมาก และถ้าอยากรู้ว่าพื้นนั้นร้อนเกินกว่าจะให้สุนัขออกไปยืนหรือเดินหรือไม่ ลองเอาหลังมือของคุณไปวางบนพื้นที่จะพาสุนัขไปเดินดูสิ เพราะถ้าหลังมือของคุณยังทนไม่ได้เกิน 5 วินาที เท้าของสุนัขก็ไม่มีทางทนได้ความร้อนนี้ได้เหมือนกัน

“สโตนเฮนจ์” กองหินมรดกโลกอายุกว่า 5,000 ปี และยังตั้งตระหง่านจนถึงทุกวันนี้

สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) เป็นอนุสรณ์สถานยุคก่อนประวัติศาสตร์ กลางทุ่งราบกว้างใหญ่บนที่ราบซอลส์บรี (Salisbury Plain) ในบริเวณตอนใต้ของเกาะอังกฤษ ซึ่งประกอบด้วยแท่งหินขนาดยักษ์จำนวน 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันวางนอนลง และบางอันก็ถูกวางซ้อนกัน นักโบราณคดีเชื่อว่ากลุ่มกองหินนี้ถูกสร้างขึ้นจากที่ไหนสักแห่งเมื่อประมาณ 3,000–2,000 ปีก่อนคริสตกาล กล่าวคือ การหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีเมื่อ พ.ศ. 2551 เผยให้เห็นว่าหินก้อนแรกถูกวางตั้งเมื่อประมาณ 2,400 – 2,200 ปีก่อนคริสตกาล ในขณะที่ทฤษฎีอื่น ๆ ระบุว่ากลุ่มหินที่ถูกวางตั้งมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นถึง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และบริเวณที่ราบดังกล่าวไม่มีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมดมาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจาก “ทุ่งมาร์ลโบโร” ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตร สโตนเฮนจ์และบริเวณโดยรอบได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1986 และยังถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางอีกด้วย อีกทั้งสโตนเฮนจ์ก็มีการซ่อมแซมอยู่เป็นระยะๆ เพื่อให้กองหินกลุ่มนี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนับจากมีการค้นพบ […]

“นกชาปีไหน” ญาติสนิทของนกโดโดที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และยังพบได้ในประเทศไทย

นกชาปีไหน หรือ นกกะดง (Nicobar pigeon, Nicobar dove) เป็นนกชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในวงศ์นกพิราบและนกเขา (Columbidae) นับเป็นนกเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่ยังคงดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ในสกุล Caloenas ในขณะที่ชนิดอื่น ๆ สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว โดยมีความใกล้ชิดกับนกโดโดที่สูญพันธุ์ไปแล้วด้วย นกชาปีไหน มีขนาดลำตัวเท่าๆ กับไก่แจ้ มีขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 40-41 เซนติเมตร มีลำตัวขนาดใหญ่ แต่มีหัวขนาดเล็กและมีเนื้อนูนเป็นตุ่มบริเวณจมูก ขนตามลำตัวเป็นสีเขียวเหลือบเทา ขนหางสีขาว แต่จะมีขนบริเวณคอห้อยยาวออกมาเหมือนสร้อยคอ ซึ่งขนนี้จะยาวขึ้นเมื่อนกมีอายุมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีขาขนาดใหญ่แข็งแรง เพราะเป็นนกที่ชอบเดินหากินตามพื้น สีของมันน่าจะมีไว้เพื่อดึงดูดตัวเมีย นกชาปีไหน แม้จะเป็นนกที่หากินบนพื้นดินเป็นหลัก แต่ก็เป็นนกที่สามารถบินได้ มีรายงานว่าสามารถบินข้ามไปมาระหว่างเกาะต่าง ๆ ได้ เป็นนกที่หากตกใจจะบินหรือกระโดดขึ้นบนต้นไม้ โดยพบกระจายพันธุ์เฉพาะหมู่เกาะต่าง ๆ บริเวณทะเลอันดามันและอินโด-แปซิฟิก เช่น หมู่เกาะนิโคบาร์, หมู่เกาะอันดามัน, หมู่เกาะโซโลมอนและปาเลา ในประเทศไทยจัดเป็นนกที่หาได้ยากมากชนิดหนึ่ง โดยจะอาศัยอยู่ในป่าดิบหรือป่าชายหาดของหมู่เกาะสิมิลัน, หมู่เกาะสุรินทร์ หรือหมู่เกาะอ่างทอง รวมถึงอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี เท่านั้น ปัจจุบันนกชาปีไหนถูกจัดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักรราช 2535 แม้จะสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วโดยทางการของไทย […]

Green Sea Slug สัตว์ไร้กระดูกสันหลังที่สามารถ “สังเคราะห์แสง” ได้เหมือนกับพืช

อีกหนึ่งกลยุทธ์การเอาตัวรอดที่สัตว์น้อยชนิดนักจะสามารถทำได้ นั่นการปรับตัวให้สามารถสร้างอาหารเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรที่โลกมอบให้ และนั่นคือความพิเศษของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า Green Sea Slug ทากทะเลที่มีหน้าตาและสีสันเหมือนกับใบไม้ แถมในร่างกายของมันยังประกอบด้วยสาหร่ายสีเขียวจำนวนมาก จนสามารถสังเคราะห์แสงเพื่อผลิตน้ำตาลที่เป็นพลังงานให้กับร่างกาย แถมยังมีปริมาณมากพอที่จะทำให้พวกมันไม่ต้องกินอาหารได้นานนับเดือน อย่างไรก็ตาม พลังงานที่ได้จากการสังเคราะห์แสงนี้ก็เพียงพอแค่ให้มันมีชีวิตได้เท่านั้น แต่ไม่มากพอจะทำให้มันขยายพันธุ์ได้ อีกทั้งการจะสังเคราะห์แสงได้นั้น พวกมันต้องอยู่ในจุดที่น้ำตื้นและมีความใสของน้ำระดับหนึ่ง ซึ่งปกติพื้นที่แบบนี้ก็มักมีทั้งอาหารที่พวกมันกินอยู่แล้ว แต่ถึงโอกาสในการสังเคราะห์แสงของมันจะมีน้อย หรือถูกนำมาใช้เมื่อสภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการหาอาหารตามปกติ แต่สีเขียวบนร่างกายของมันก็ช่วยในการพรางตัวตามกองหินได้เป็นอย่างดีเช่นกัน ที่มา – boredomtherapy.com

รับมืออาการ “ฮีทสโตรก” ภัยเงียบช่วงหน้าร้อน เมื่อเมืองไทยอุณหภูมิแตะ 40 องศาฯ

อย่างที่หลายคนคงได้ทราบคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาแล้วว่า สภาพอากาศในประเทศไทยจะทวีความร้อนแรงขึ้นอย่างต่อเดียว โดยมีการคาดการว่าภาคเหนืออาจมีอุณหภูมิสูงถึง 43 องศาฯ ส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถแตะได้กว่า 40 องศาฯ และสิ่งที่ตามมาพร้อมกับสภาพอากาศที่ร้อนระอุแบบนี้ นั่นคือ โรคลมแดด หรือ อาการฮีทสโตรก (Heat Stroke) ฮีทสโตรก (Heat Stroke) เป็นอาการเจ็บป่วยจากความร้อนแบบรุนแรงอย่างหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีอุณหภูมิกายสูงเกิน 40.6 องศาเซลเซียส จากการได้รับความร้อนจากสิ่งแวดล้อม โดยสูญเสียการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ภาวะนี้แตกต่างจากไข้ ซึ่งเป็นผลจากกระบวนการทางสรีรวิทยาในร่างกายที่เพิ่มจุดควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้สูงขึ้น สัญญาณเตือนที่สำคัญของ ฮีทสโตรก คือไม่มีเหงื่อออก แม้จะอากาศร้อน หน้าแดง ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน เกร็งกล้ามเนื้อ ชัก มึนงง สับสน รูม่านตาขยาย ความรู้สึกตัว ลดน้อยลง อาจหมดสติ หัวใจเต้นเร็วแต่แผ่วเบา ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและทันเวลา อาจทำให้หัวใจหยุดเต้น และถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งแตกต่างจากอาการเพลียแดดทั่วๆ ไปที่จะมีเหงื่อออกด้วย ทั้งนี้ ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิด […]

เผยภาพหายากของผึ้งงานหาน้ำหวาน ที่กำลังนอนพักในดอกไม้

เท่าที่เราทราบกันในนี้ พบว่ามีผึ้งในโลกนี้ประมาณ 20,000 สปีชี่ส์ และเกือบทั้งหมดมีประโยชน์ต่อโลกอย่างมาก เพราะมันทำหน้าที่ผสมเกสรดอกไม้ต่างๆ ที่จะกลายเป็นอาหารของทั้งคนและสัตว์ จนทำให้เรารู้สึกว่าผึ้งนั้นเป็นแมลงสุดขยัน ที่ทำงานตลอดเวลา แต่ความจริงแล้วผึ้งมักใช้เวลาพักผ่อนในช่วงกลางวันประมาณวันละ 30 นาที โดยมันจะแบ่งเวลานอนพักครั้งละประมาณ 15 วินาทีถึง 30 วินาที แน่นอนว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก และส่วนใหญ่เรามักดูไม่ออกว่าพวกมันกำลังหลับหรือเปล่า แต่ภาพที่ถูกถ่ายโดย Joe Neely ได้แสดงให้เห็นว่าท่าทางการแอบงีบของผึ้งสองตัวในดอก Globe Mallows ซึ่งพวกมันอยู่ในท่าทางขดตัว หนวดไม่ขยับไหวติง และทั่วตัวถูกปกคลุมด้วยละอองเกสรดอกไม้จำนวนมาก

Wistman’s Wood แห่งดาร์ทมัวร์ ป่าโบราณที่คุณอาจคิดว่ามันไม่มีอยู่จริง

หากใครเคยชมภาพยนตร์แนวย้อนยุคที่มีเรื่องราวของสิ่งลี้ลับมาเกี่ยวข้อง เชื่อว่าคงต้องคุ้นตากับภาพของผืนป่าที่เต็มไปด้วยไอหมอก และต้นไม้รูปทรงชวนขนลุก ที่ส่วนใหญ่ก้คงเชื่อว่าในชีวิตจริงนั้นคงไม่มีต้นไม้หน้าตาแบบนี้แน่ๆ หรืออาจเป็นเพราะว่ายังไม่รู้จักกับ “ป่าวิสท์แมน” ก็เป็นได้ ป่าวิสท์แมน (Wistman’s Wood) คือผืนป่าโบราณอันสวยงามและแปลกตา ตั้งอยู่บนเนินเขาริมชายฝั่งแม่น้ำเวสต์ดาร์ท (West Dart River) ในเขตอุทยานแห่งชาติดาร์ทมัวร์ (Dartmoor National Park) เมืองเดวอน (Devon) ประเทศอังกฤษ มีพื้นที่ประมาณ 3.5 ไร่ เชื่อกันว่า ป่าวิสท์แมนแห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อราว 7,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยเดิมทีผู้เป็นเจ้าของป่าวิสท์แมนคือ ขุนนางแห่งคอร์นวอลล์ ต่อมาในปีค.ศ. 1961 สภาอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งอังกฤษได้เข้ามาฟื้นฟูและดูแลผืนป่าแห่งนี้เรื่อยมา โดยจุดเด่นของป่าวิสท์แมนก็คือจะมีต้นโอ๊คที่มีอายุเก่าแก่ถึง 400-500 ปี รูปร่างแคระแกร็นยืนต้นอยู่เต็มไปหมดและกิ่งก้านของต้นโอ๊คเหล่านี้มีรูปทรงที่แปลกประหลาดมาก มันแผ่ขยายแตกกิ่งออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ของผืนป่าจนทำให้แสงแดดไม่สามารถส่องลงมายังพื้นผิวด้านล่างได้เลย ส่งผลให้โคนต้นของต้นโอ๊คเหล่านี้เต็มไปด้วยมอสส์ และเฟิร์นสีเขียวชอุ่มราวกับว่าผืนป่าแห่งนี้ไม่ใช่พื้นที่บนโลก มันดูขลังและน่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก ถึงจะชวนขนลุก แต่ป่าวิสท์แมนแห่งนี้คือป่าศักดิ์สิทธิ์ของชาวเคลต์ (Celts) ชนชั้นดรูอิดส์ (Druid’s) ชนยุโรปดั้งเดิมในยุคเหล็ก ที่อาศัยอยู่แถบตอนกลางของทวีปยุโรป ในบางตำนานบอกเอาไว้ว่า ป่าวิสท์แมนยังเป็นถิ่นอาศัยของ “Wisht Hounds” สุนัขสีดำตัวใหญ่ยักษ์ […]

ย้อนชมความงาม “มหาวิหารนอร์ทเทอร์-ดาม” ก่อนจะลุกไหม้ในกองเพลิง

กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความสลดใจไปทั่วโลก เมื่อ มหาวิหารนอร์ทเทอร์-ดาม ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เกิดเหตุเพลิงลุกไหม้ในช่วงเย็นของวันจันทร์ (ที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ในขณะที่มีการซ่อมแซมปรับปรุงตัวอาคารของมหาวิวหารอายุกว่า 850 ปี ทำให้เห็นกลุ่มควันพวยพุ่งเหนืออาคารสไตล์กอทิกเก่าแก่ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ารัฐบาลและเอกชน เพิ่งระดมทุนเมื่อปีที่แล้ว เพื่อปรับปรุงตัวโบสถ์ที่ทรุดโทรมหนัก ซึ่งอาจต้องมีการระดมทุนจากทั่วโลกอีกครั้งเพื่อสร้างและซ่อมแซมมหาวิหารแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ ซึ่งทำให้ภาพสวยๆ  ที่เคยถูกบันทึกไว้ในมหาวิหารแห่งนี้ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ไม่รู้สมัยนี้เป็นยังไง แต่เมื่อ 50 ปีก่อน…เชียงใหม่เขาเล่นสงกรานต์กันแบบนี้

ก่อนจะเต็มไปด้วยปืนฉีดน้ำหลากสี และแป้งดินสอพองที่ปะกันจนเปรอะไปทั้งตัว นี่คือภาพบรรยากาศการเล่นน้ำในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของเมืองเชียงใหม่ 50 ปีก่อน ที่ถูกเผยแพร่โดยเพจ กล้องฟิล์มดีดี ที่แม้จะไม่ครื้นเครงเมื่อเช่นทุกวันนี้ แต่ก็ได้เห็นว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กๆ ในยุคนั้น และทำให้เราได้รู้ว่า…สมัยก่อนนั้นคนไทยเขาเล่นน้ำสงกรานต์กันยังไง

ไทยมีสงกรานต์ ชาติอื่นๆ ก็มีเทศกาล “สาดน้ำ” สนุกๆ แบบนี้เหมือนกัน

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเทศกาลวันหยุดยาวที่หลายคนตั้งตารอคอยเลยก็ว่าได้ สำหรับเทศกาลสงกรานต์ หรือวันปีใหม่ไทย ที่หลายคนยกให้เป็นเทศกาลประจำชาติไทยที่ไม่ซ้ำแบบใครในโลก ไม่ว่าจะเพราะเป็นช่วงหยุดยาวหลาย หรือเพราะกิจกรรมต่างๆ ที่ดูเฉพาะตัวมากในเทศกาลนี้ แต่ถ้าลองมองกันให้ดี…ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีแค่ที่เมืองไทยเท่านั้นที่มีความพิเศษแบบนี้ ถึงจะเรียกว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย แต่ความจริงแล้วเทศกาลสงกรานต์นั้น นับเป็นประเพณีขึ้นปีใหม่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ที่นับถือพระพุทธศาสนา อย่าง ลาว เขมร มอญ พม่า รวมทั้งลังกา และสิบสองปันนาในประเทศจีน และถูกเรียกในชื่อที่แตกต่างกันไป เช่นคนในกลุ่มลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจะเรียกกันว่า ‘สงกรานต์’ คนล้านนาเรียกว่า ‘ปี๋ใหม่เมือง’ คนกัมพูชาเรียกว่า ‘ซ็องกราน’ คนมอญเรียกว่า ‘ซงกราน’ และคนพม่าเรียกว่า ‘ทิงยัน’ แต่ไม่ว่าจะเรียกต่างกันแค่ไหน เทศกาลนี้ก็ล้วนแต่เฉลิมฉลองวันสำคัญดังกล่าวด้วยการสาดน้ำเหมือนกันทั้งสิ้น ไม่เพียงจะเป็นประเพณีร่วมกันในอุษาคเนย์เท่านั้น แต่ทั่วโลกยังมีเทศกาลคล้ายๆ กันนี้ ที่แม้ว่าจะถูกเรียกในชื่อที่ไม่เหมือนกันเลย หรือมีจุดประสงค์ในในเทศกาลดังกล่าวต่างกันไป แต่กลับมีรายละเอียดต่างๆ ที่มีความใกล้เคียงกับ ‘เทศกาลสงกรานต์’ อย่างปฎิเสธได้ อย่างเช่น ‘เทศกาลโฮลิ’ หรือ โฮลิปูรณิมา หรือ สงกรานต์อินเดีย ที่แม้จะไม่มีน้ำมาเกี่ยวข้อง แต่นี่แหละต้นกำเนิดของเทศกาลสงกรานต์ไทย และสงกรานต์ในแถบอุษาคเนย์ทั้งหมด ทั้งนี้เทศกาลโฮลิ นั้นจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ […]

ย้อนรอยบรรยากาศวันสงกรานต์ในอดีต มาดูสิว่าสมัยก่อนเขาเล่นน้ำกันยังไง

เชื่อว่าหลายคนคงเตรียมนับถอยหลังสำหรับเทศกาลวันหยุดยาวที่จะมาถึงกันแล้ว และคงมีอีกหลายคนเหมือนกันที่กำลังวางแผนว่าวันสงกรานต์นี้จะเป็นทำอะไรกันบ้าง แต่ถ้านึกไม่ออกล่ะก็ วันนี้เราลองมาย้อนกลับไปดูเมืองไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนกันสักหน่อยดีกว่า ว่าก่อนจะมาเป็นวันสงกรานต์ในแบบที่เรารู้จักกันนั้น บรรยากาศในวันสำคัญนี้เมื่อก่อนนั้นเป็นยังไงกันบ้าง แม้ทุกวันนี้วันสงกรานต์จะถูกนำเสนอในแง่ของการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติ และกระจายเม็ดเงินไปตามแหล่งต่างๆ แต่หากย้อนกลับไปในช่วงแรกๆ ที่เกิดประเพณีนี้ขึ้น วันสงกรานต์นั้นเป็นการใช้น้ำเป็นตัวแทนความหมายของหลายๆ อย่าง เช่นเพื่อแก้ความหมายของฤดูร้อน ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่นและมีการขอพรจากผู้ใหญ่ รวมทั้งในวันสำคัญนี้ คนไทยยังใช้เพื่อรำลึกและแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ จึงทำให้วันสงกรานต์ถูกนับเป็นวันครอบครัวด้วย

ชมบรรยากาศเล่นน้ำสงกรานต์บน ‘ท้ายรถกระบะ’ ที่ลำปางเมื่อกว่า 50 ปีก่อน

แม้ว่าจะมีคำสั่งห้ามไม่มีการเล่นน้ำสงกรานต์บนท้ายกระบะรถแบบที่หลายๆ คนคุ้นเคยกัน และกลายเป็นประเด็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว ซึ่งงานนี้คงไม่สามารถบอกได้ความเชื่อของใครผิดหรือถูกประการใด แต่ถ้าพูดถึงการเล่นน้ำสงกรานต์บนท้าบรถกระบะแล้วล่ะก็ ต้องยอมรับนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทยเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังมีหลักฐานที่สามารถสืบย้อนกลับไปได้หลายสิบปีก่อนเลยทีเดียว อย่างภาพเก่าๆ ที่อ้างว่าเป็นบรรยากาศการเล่นสงกรานต์ที่จังหวัดลำปางเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นภาพและกิจกรรมที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่เมื่อมีคำสั่งห้ามและการข้อความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ไม่ควรละเลยหรือมองข้ามไป เพราะอย่างไรนี่ก็เป็นขั้นการที่ทำไปเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง และเพื่อร่วมทางทั้งสิ้น

ไม่มีสิ่งใดสูญเปล่า!! เมื่อช้างล้มกลางป่า ก็กลายเป็นอาหารของชาวพื้นเมือง

ถึงช้างจะเป็นสัตว์ที่ได้รับการเคารพและเป็นตัวแทนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งกลุ่มประเทศในแถบแอฟริกาเองก็ให้ความยำเกรงต่อยักษ์ใหญ่ตัวนี้อย่างมาก แต่นั่นก็แค่ในตอนที่พวกมันยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น เพราะเมื่อไหร่ที่มันล้มลง พวกเขาก็พร้อมจะเปลี่ยนมันเป็นอาหารมื้อต่อไปทันที แต่ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออกว่าในโลกนี้มีคนกินช้างจริงๆ หรือเปล่า งั้นลองมาดูตัวอย่างจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นนอกเขตอุทยานในซิมบับเว เมื่อช้างแอฟริกันตัวหนึ่งตายลงเนื่องจากความชรา และกลายมาเป็นอาหารจานโตของชาวพื้นเมืองนับร้อยที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง

เปิดปริมาณอาหารแปรรูปที่เรากินกัน ซึ่ง WHO ยืนยันว่า…แค่นี้ก็เสี่ยงมะเร็งแล้ว!!

อย่างที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกประกาศเตือนอย่างเป็นทางการถึงอันตรายที่จะมาพร้อมกับ อาหารประเภทเนื้อสัตว์แปรรูป ซึ่งมีสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป จนทำให้เกิดความตื่นตัวในเรื่องของการเลือกรับประทานอาหารประเภทที่ว่านี้มากขึ้น ซึ่งจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกที่ระบุว่าการทานอาหารประเภทนี้เพียงวันละ 50 กรัม ก็สามารถทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ และจากตัวเลขนั้นอาจยังไม่สามารถทำให้เห็นภาพว่า ปริมาณอาหารแค่ไหนที่ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ งั้นลองมาดูปริมาณตัวอย่างของอาหารกลุ่มเสี่ยงปริมาณที่องค์การอนามัยโลกกำหนดว่าเป็นอันตรายกันดีกว่า – มีทบอลที่ซื้อมาจากร้านค้าเกือบๆ สองลูก ก็ทำให้เสี่ยงมะเร็งได้ – แฮมรมควันสองชิ้นก็เกินพอแล้ว – ไส้กรอกโชริโซได้เต็มที่ 10 ชิ้น – แฮมหมักแค่ชิ้นครึ่งแบบสไลด์บางๆ ก็เป็นอันตรายตามประกาศขององค์การอนามัยโลก – ตามประกาศขององค์การอนามัยโลก แค่ฮอทด็อกครึ่งชิ้นก็เสี่ยงแล้ว – ไก่ปรุงรสที่ซื้อมาจากร้านค้า แค่ 1 ใน 8 ของบรรจุภัณฑ์ก็เป็นอันตรายได้

เปิดเบื้องหลังเมนูอาหารทะเลจานด่วน “หอยเผาเบนซิน” ของชาวประมงเกาหลีเหนือ

ถึงน้ำมันจะถูกใช้ในการปรุงอาหารมาหลายพันปีแล้วก็ตาม แต่สำหรับเมนูที่ถูกถ่ายภาพโดยนักเขียนชาวญี่ปุ่น Kuzo ที่ได้เดินทางไปเกาหลีเหนือและแวะไปร่วมวงกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่กำลังทำเมนูท้องถิ่นของที่นี่ นั่นคือ “หอยเผา” ที่ใช้วิธีวางเพลิงด้วยน้ำมันเบนซิน (Gasoline) Kuzo บอกว่าภาพนี้เป็นสิ่งที่ชาวเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ไม่อยากเปิดเผยกับคนภาพนอก แต่เนื่องจากเหล้าโซจูที่เขาดื่มด้วยกันไปหลายแก้ว ทำให้มีโอกาสได้ไปดูเบื้องหลังการประกอบอาหารท้องถิ่นประจำฤดูร้อนจานนี้ และถ่ายภาพเก็บมาด้วย แต่ถึงจะถูกราดด้วยน้ำมันเบนซินถึง 2 ขวดและเผาด้วยไฟโดยตรงถึง 5 นาที แต่ Kuzo ก็ยอมรับว่าหอยที่ปรุงด้วยวิธีนี้มีรสอร่อยมาก โดยเฉพาะตอนกินพร้อมกับเหล้าโซจู แถมยังมีบางคนเชื่อด้วยว่าถ้าเจอปูตัวเล็กๆ ในหอยตัวใหญ่ จะถือเป็นเรื่องโชคดีด้วย

หลุมดำ คืออะไร ทำไมทั่วโลกถึงต้องให้ความสนใจ แต่บางคนกลับมองข้าม

จากกรณีที่เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์อีเวนต์ฮอไรซัน แถลงข่าวการถ่ายภาพหลุมดำครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยกล้อง Event Horizon Telescope ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครถ่ายภาพ หลุมดำ ได้ โดยภาพของหลุมดำที่เห็นกันในทุกวันนี้ เกิดจากการมโนภาพตามนิยามทฤษฎีทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ การค้นพบดังกล่าวจึงนับว่าเป็นครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ของโลก (อ่านเพิ่มเติม : เผยภาพ “หลุมดำ” ของจริง! ครั้งแรกในประวัติศาสตร์) หลุมดำ (black hole) หมายถึงเทหวัตถุในเอกภพที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมาก ไม่มีอะไรออกจากบริเวณนี้ได้แม้แต่แสง ยกเว้นหลุมดำด้วยกัน เราจึงมองไม่เห็นใจกลางของหลุมดำ หลุมดำจะมีพื้นที่หนึ่งที่เป็นขอบเขตของตัวเองเรียกว่าขอบฟ้าเหตุการณ์ ที่ตำแหน่งรัศมีชวาร์สชิลด์ ถ้าหากวัตถุหลุดเข้าไปในขอบฟ้าเหตุการณ์ วัตถุจะต้องเร่งความเร็วให้มากกว่าความเร็วแสงจึงจะหลุดออกจากขอบฟ้าเหตุการณ์ได้ แต่เป็นไปไม่ได้ที่วัตถุใดจะมีความเร็วมากกว่าแสง วัตถุนั้นจึงไม่สามารถออกมาได้อีกต่อไป เมื่อดาวฤกษ์ที่มีมวลมหึมาแตกดับลง มันอาจจะทิ้งสิ่งที่ดำมืดที่สุด ทว่ามีอำนาจทำลายล้างสูงสุดไว้เบื้องหลัง นักดาราศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า “หลุมดำ” เราไม่สามารถมองเห็นหลุมดำด้วยกล้องโทรทรรศน์ใดๆ เนื่องจากหลุมดำไม่เปล่งแสงหรือรังสีใดเลย แต่สามารถตรวจพบได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ และคลื่นโน้มถ่วงของหลุมดำ (ในเชิงทฤษฎี โครงการแอลไอจีโอ) และจนถึงปัจจุบันได้ค้นพบหลุมดำในจักรวาลแล้วอย่างน้อย 6 แห่ง หลุมดำเป็นซากที่สิ้นสลายของดาวฤกษ์ที่ถึงอายุขัยแล้ว สสารที่เคยประกอบกันเป็นดาวนั้นได้ถูกอัดตัวด้วยแรงดึงดูดของตนเอง จนเหลือเป็นเพียงมวลหนาแน่นที่มีขนาดเล็กยิ่งกว่านิวเคลียสของอะตอมเดียว ซึ่งเรียกว่า ภาวะเอกฐาน หลุมดำแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ หลุมดำมวลยวดยิ่ง […]

เปลี่ยน “น้ำบะหมี่ก้นถ้วย” ให้กลายเป็นอาหารสักมื้อตอนสิ้นเดือน

ใกล้วันสิ้นเดือนแบบนี้ เชื่อว่าหลายคนคงพยายามใช้เงินในกระเป๋าให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และอีกหนึ่งในตัวเลือกชั้นดีที่ทำให้สามารถผ่านช่วงเวลาสิ้นเดือนนี้ไปได้โดยท้องไม่หิว ก็ต้องยกให้บรรดาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหลายนี่แหละ เพราะแค่เติมน้ำร้อนก็พองได้เต็มถ้วย เพียงพอต่อการยาไส้ไม่ให้พยาธิประท้วงได้ดีนักแล…แม้สารอาหารจะไม่ค่อยมีก็ตาม แต่ถ้าแค่นั้นยังประหยัดไม่พอล่ะก็ ลองมาดูวิธีเอาตัวรอดช่วงสิ้นเดือนด้วยบะหมี่ถ้วยที่แอ๊ดวานซ์ไปอีกขั้น และไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดสารอาหารด้วย ส่วนจะทำอย่างไรนั้น เราไปชมพร้อมๆ กันเลย หรือก็ไม่แน่ว่า…อาจจะมีคนกำลังใช้วิธีนี้อยู่แล้วก็ได้ 1. เลือกรสชาติที่ชอบ 2.ต้มบะหมี่ถ้วยเตรียมซด 3.เหลือน้ำกับเครื่องไว้นิดหน่อย 4. เทของเหลือลงไปผสมกับไข่ 5. จากนั้นตีให้เข้ากัน 6. นำเอาอุ่นไมโครเวฟ ก็จะได้เป็นไข่ตุ๋นทรงเครื่อง 7. ทีนี้จะกินเปล่าๆ หรือเก็บไว้กินกับข้าวมื้อต่อไป ก็ตามสะดวกเลย

เปิดเมนูประจำฤดูกาล “เบอร์เกอร์ตัวริ้น” ของชาวแอฟริกัน

แน่นอนว่าวัฒนธรรมการกินแมลงไม่ได้จำกัดแค่ในบ้านเรา และมีหลายต่อหลายประเทศที่คิดค้นเมนูแมลงขึ้นมาจนเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง อย่างเช่นอาหารประจำฤดูกาลของชาวแอฟริกัน ที่นำตัวริ้น (midges) แมลงที่มีรูปร่างคล้ายยุงซึ่งจะลอกคราบเข้าสู่ตัวเต็มวัยในช่วงหน้าฝน และยังโผล่ขึ้นมาจากน้ำเป็นจำนวนมหาศาล จนสัตว์อื่นๆ ไม่สามารถกินพวกมันได้หมด กลายเป็นที่มาของเมนูสุดแปลกเรียกกันว่า “เบอร์เกอร์ตัวริ้น” อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าตัวริ้นนั้นจะโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ดังนั้นชาวแอฟริกันจึงสามารถรวบรวมพวกมันได้อย่างไม่ยากเย็น ก่อนจะปั้นให้เป็นก้อนคล้ายการทำเนื้อสำหรับเบอร์เกอร์ แล้วนำไปทอดบนกระทะจนสุก นำมารับประทาน ซึ่งแม้ว่ารูปร่างหน้าตาจะดูไม่น่ากินนัก แต่เบอร์เกอร์ที่ทำจากตัวริ้นนั้นมีคุณท่าทางอาหารสูงไม่แพ้เนื้อสัตว์ ที่สำคัญ…เมนูแบบนี้ยังหากินได้เพียงช่วงสั้นๆ ในแต่ละปีเท่านั้น

keyboard_arrow_up