ไม่มีสิ่งใดสูญเปล่า!! เมื่อช้างล้มกลางป่า ก็กลายเป็นอาหารของชาวพื้นเมือง

ถึงช้างจะเป็นสัตว์ที่ได้รับการเคารพและเป็นตัวแทนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งกลุ่มประเทศในแถบแอฟริกาเองก็ให้ความยำเกรงต่อยักษ์ใหญ่ตัวนี้อย่างมาก แต่นั่นก็แค่ในตอนที่พวกมันยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น เพราะเมื่อไหร่ที่มันล้มลง พวกเขาก็พร้อมจะเปลี่ยนมันเป็นอาหารมื้อต่อไปทันที แต่ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออกว่าในโลกนี้มีคนกินช้างจริงๆ หรือเปล่า งั้นลองมาดูตัวอย่างจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นนอกเขตอุทยานในซิมบับเว เมื่อช้างแอฟริกันตัวหนึ่งตายลงเนื่องจากความชรา และกลายมาเป็นอาหารจานโตของชาวพื้นเมืองนับร้อยที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง

เปิดเบื้องหลังเมนูอาหารทะเลจานด่วน “หอยเผาเบนซิน” ของชาวประมงเกาหลีเหนือ

ถึงน้ำมันจะถูกใช้ในการปรุงอาหารมาหลายพันปีแล้วก็ตาม แต่สำหรับเมนูที่ถูกถ่ายภาพโดยนักเขียนชาวญี่ปุ่น Kuzo ที่ได้เดินทางไปเกาหลีเหนือและแวะไปร่วมวงกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่กำลังทำเมนูท้องถิ่นของที่นี่ นั่นคือ “หอยเผา” ที่ใช้วิธีวางเพลิงด้วยน้ำมันเบนซิน (Gasoline) Kuzo บอกว่าภาพนี้เป็นสิ่งที่ชาวเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ไม่อยากเปิดเผยกับคนภาพนอก แต่เนื่องจากเหล้าโซจูที่เขาดื่มด้วยกันไปหลายแก้ว ทำให้มีโอกาสได้ไปดูเบื้องหลังการประกอบอาหารท้องถิ่นประจำฤดูร้อนจานนี้ และถ่ายภาพเก็บมาด้วย แต่ถึงจะถูกราดด้วยน้ำมันเบนซินถึง 2 ขวดและเผาด้วยไฟโดยตรงถึง 5 นาที แต่ Kuzo ก็ยอมรับว่าหอยที่ปรุงด้วยวิธีนี้มีรสอร่อยมาก โดยเฉพาะตอนกินพร้อมกับเหล้าโซจู แถมยังมีบางคนเชื่อด้วยว่าถ้าเจอปูตัวเล็กๆ ในหอยตัวใหญ่ จะถือเป็นเรื่องโชคดีด้วย

เปลี่ยน “น้ำบะหมี่ก้นถ้วย” ให้กลายเป็นอาหารสักมื้อตอนสิ้นเดือน

ใกล้วันสิ้นเดือนแบบนี้ เชื่อว่าหลายคนคงพยายามใช้เงินในกระเป๋าให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และอีกหนึ่งในตัวเลือกชั้นดีที่ทำให้สามารถผ่านช่วงเวลาสิ้นเดือนนี้ไปได้โดยท้องไม่หิว ก็ต้องยกให้บรรดาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหลายนี่แหละ เพราะแค่เติมน้ำร้อนก็พองได้เต็มถ้วย เพียงพอต่อการยาไส้ไม่ให้พยาธิประท้วงได้ดีนักแล…แม้สารอาหารจะไม่ค่อยมีก็ตาม แต่ถ้าแค่นั้นยังประหยัดไม่พอล่ะก็ ลองมาดูวิธีเอาตัวรอดช่วงสิ้นเดือนด้วยบะหมี่ถ้วยที่แอ๊ดวานซ์ไปอีกขั้น และไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดสารอาหารด้วย ส่วนจะทำอย่างไรนั้น เราไปชมพร้อมๆ กันเลย หรือก็ไม่แน่ว่า…อาจจะมีคนกำลังใช้วิธีนี้อยู่แล้วก็ได้ 1. เลือกรสชาติที่ชอบ 2.ต้มบะหมี่ถ้วยเตรียมซด 3.เหลือน้ำกับเครื่องไว้นิดหน่อย 4. เทของเหลือลงไปผสมกับไข่ 5. จากนั้นตีให้เข้ากัน 6. นำเอาอุ่นไมโครเวฟ ก็จะได้เป็นไข่ตุ๋นทรงเครื่อง 7. ทีนี้จะกินเปล่าๆ หรือเก็บไว้กินกับข้าวมื้อต่อไป ก็ตามสะดวกเลย

เปิดเมนูประจำฤดูกาล “เบอร์เกอร์ตัวริ้น” ของชาวแอฟริกัน

แน่นอนว่าวัฒนธรรมการกินแมลงไม่ได้จำกัดแค่ในบ้านเรา และมีหลายต่อหลายประเทศที่คิดค้นเมนูแมลงขึ้นมาจนเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง อย่างเช่นอาหารประจำฤดูกาลของชาวแอฟริกัน ที่นำตัวริ้น (midges) แมลงที่มีรูปร่างคล้ายยุงซึ่งจะลอกคราบเข้าสู่ตัวเต็มวัยในช่วงหน้าฝน และยังโผล่ขึ้นมาจากน้ำเป็นจำนวนมหาศาล จนสัตว์อื่นๆ ไม่สามารถกินพวกมันได้หมด กลายเป็นที่มาของเมนูสุดแปลกเรียกกันว่า “เบอร์เกอร์ตัวริ้น” อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าตัวริ้นนั้นจะโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ดังนั้นชาวแอฟริกันจึงสามารถรวบรวมพวกมันได้อย่างไม่ยากเย็น ก่อนจะปั้นให้เป็นก้อนคล้ายการทำเนื้อสำหรับเบอร์เกอร์ แล้วนำไปทอดบนกระทะจนสุก นำมารับประทาน ซึ่งแม้ว่ารูปร่างหน้าตาจะดูไม่น่ากินนัก แต่เบอร์เกอร์ที่ทำจากตัวริ้นนั้นมีคุณท่าทางอาหารสูงไม่แพ้เนื้อสัตว์ ที่สำคัญ…เมนูแบบนี้ยังหากินได้เพียงช่วงสั้นๆ ในแต่ละปีเท่านั้น

หาก “ปูสีฟ้า” ระบาดมาถึงไทย มันจะกลายเป็นเมนูอะไรได้บ้าง!?

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อนักวิทยาศาสตร์จาก University of Alicante Marine Research Centre (CIMAR) ในประเทศสเปน ได้พบการระบาดของ ปูสีฟ้า (Blue Crab) ที่ถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่กลับมาแพร่พันธุ์ใน Ebro Delta ทางเหนือของสเปนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปูตัวหนึ่งวางไข่ได้ถึง 8,000,000 ฟอง ภายใน 2 ปี โดยมีระยะเวลาตั้งท้อง 30-50 วัน ส่งผลให้จำนวนปูเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกมันตะกละเป็นอย่างมาก สามารถกินได้ตั้งแต่ปูท้องถิ่นหรือแม้กระทั่งพวกเดียวกันเอง ด้วยเหตุนี้เองทำให้ปูสีฟ้าเริ่มส่งผลกระทบต่อการประมงในประเทศ เพราะพวกมันสามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมดูเหมือนจะเป็นการหาวิธีจับพวกมันให้ได้เยอะที่สุด โดยการออกใบอนุญาตให้ชาวประมงสามารถใช้ตะกร้าหรือกรงที่เอาไว้จับปูโดยเฉพาะได้มากขึ้น ซึ่งจากข้อมูลพบว่าในหนึ่งสัปดาห์จำนวนปูสีฟ้าที่จับได้ทั้งหมดมีน้ำหนักรวมมากกว่า 12 ตัน ซึ่งเทียบเท่ากับปูที่จับได้ตลอดทั้งปี 2017 ฟังมาถึงตรงนี้ คงเป็นที่แน่นอนแล้วว่าวิธีปรายสายพันธุ์ต่างถิ่นทั้งหลายคงหนึ่งไม่พ้นการนำมันมาทำอาหารแน่ และพี่น้องชาวไทยทั้งหลายคงแอบหวังให้เจ้าปูสีฟ้ารีบๆ ระบาดมาไทยสักที เพื่อจะได้มอบชะตากรรมแบบเดียวกับตั๊กแตนปาทังก้า หอยเชอรี่ และปลาซัคเกอร์ ให้กับมัน แถมดูเหมือนเราจะมีเมนูเอาไว้ต้อนรับพวกมันเอาไว้เยอะเลยทีเดียว เอามาต้มเป็นแกงน้ำข้นแบบนี้ดีมั้ย   หรือจะเอามาผัดพริกไทยดำดี   ผัดผงกะหรี่ก็เข้าท่านะ   […]

6 อาหารจานเสี่ยงที่ควรระวังช่วงหน้าร้อน…ถ้าไม่อยากท้องเสีย

เข้าสู่หน้าร้อนแบบนี้ นอกจากอากาศป่วยที่อาจมาจากสภาพอากาศแล้ว เรื่องอาหารการกินที่จะหยิบนำใส่ปากนั้นก็ต้องใส่ใจเป็นพิเศษเช่นกัน เพราะเผลอวางทิ้งไว้แปปเดียวก็จะเสียของเอาง่ายๆ หรือบางครั้งก็อาจจะมีปัญหาตั้งแต่เราซื้อกลับมาบ้านแล้วก็ได้ ฉะนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าในหน้าร้อนนี้จะไม่ป่วยเป็นโรคท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษ เรามาดูกันสักนิดดีกว่าว่ามีเมนูไหนที่ห้ามตามใจปาก จะได้ไม่ลำบากตอนถ่ายกันบ้าง ส้มตำและยำต่างๆ เรียกว่าเป็นเมนูจานเด็ดของใครหลายคนเลยทีเดียว ซึ่งปกติแค่ระวังเรื่องความสะอาดก็ยากจะแย่แล้ว ยิ่งมาเจออากาศอบอ้าวแบบนี้ ถ้าวัตถุดิบไม่สะอาดรับรองว่าโรคอุจจาระร่วง หรืออาหารเป็นพิษถามหากันง่ายๆ อาหารทะเล ฟังดูไม่น่าอันตราย แถมยังเป็นอาหารประจำฤดูร้อนซะด้วยซ้ำ แต่เพื่อความปลอดภัยในชิวิตและปากท้อง แนะนำว่าควรทานอาหารทะเลที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น และหากจะไปรับประทานตามชายทะเลก็ควรเลือกให้ดีว่าสด สะอาดหรือไม่ หากสงสัยก็ไม่ควรเสี่ยง โดยเฉพาะอาหารทะเลจำพวกหอยที่มักปรุงแบบสุกๆ ดิบๆ ซึ่งอาจแฝงเชื้อโรคมาด้วย อาหารหมักดอง ในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ อาหารหมักดองที่ขายตามท้องตลาดอาจมีเชื้อโรคแฝงมาได้ หากไม่ผ่านกระบวนการผลิตที่ดีพอ เพราะอากาศที่ร้อนส่งผลให้เชื้อโรคเติบโตเร็วเป็นพิเศษ และอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้ง่ายๆ แถมยังเสี่ยงต่อสารเคมีที่ถูกใส่ลงไปทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจอีกด้วย ข้าวราดแกง ถ้าเป็นของที่ทำมาใหม่ทุกวันก็สบายใจได้ ไม่มีอะไรต้องห่วง แต่ถ้าเป็นของที่มีการนำมาอุ่นซ้ำ เมื่อบวกกับอากาศร้อนแถมมีแมลงวันตอม อาจทำให้อาหารเน่าบูดหรือเสียได้ง่ายๆ นอกจากนี้ในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านค้าที่ขายอาหารไม่หมดมีการนำอาหารถุงมาวางขายในช่วงเย็นๆ ดังนั้นอย่าเห็นแก่ราคาที่ถูกลงเพราะมีการลดราคา แต่ต้องแลกกับอาหารอาการเป็นพิษเด็ดขาด ซูชิ สำหรับซูชินี่ ไม่ได้หมายถึงแค่ข้าวปั้นหน้าปลาดิบอย่างเดียวนะครับ แต่รวมถึงซูชิทุกอย่างเลย ยิ่งถ้ามาจากร้ายที่ขายตามตลาดนัดด้วยแล้ว ยิ่งควรพิจารณาให้ดี เพราะนอกจากฝุ่นละอองและอากาศร้อนๆ ที่ปลิวมาติดบนหน้าซูชิแล้ว วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่ใช้ทำซูชิตลาดนัด บางครั้งก็ไม่สะอาดอีกด้วย สลัด ผักส่วนใหญ่นั้นดีต่อสุขภาพ และด้วยเติมเกลือแร่ให้กับร่างกายในช่วงหน้าร้อนได้ดี แต่การเลือกซื้อผักบางชนิดอย่าง […]

25 อาหารที่คุณอาจคิดว่าไม่น่าให้พลังงานถึง 200 แคลอรี่

มีคำพูดเล่นๆ ของคนกลัวน้ำหนักขึ้นบางคนที่มักบอกว่า “กินแค่นี้อ้วนแล้ว” ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของความกังวลในเรื่องปริมาณแคลอรี่ ยิ่งกับคนที่กำลังลดน้ำหนักก็คงจะกังวลมากเป็นพิเศษ ถึงขนาดที่คำนวณแคลอรี่จากวัตถุดิบแบบชิ้นต่อชิ้นกันเลยทีเดียว และหากคุณคือคนหนึ่งที่กำลังคิดจะคำนวณแคลอรี่ในอาหารแบบนี้ แถมยังคิดว่าการกินอาหารบางอย่างเพียงนิดๆ หน่อยๆ ก็คงไม่ได้มีแคลอรี่มากมายละก็ เตรียมสะดุ้งกันได้เลย เพราะอาหารบางหลายก็ให้พลังงานมากกว่าที่คุณคิด แม้จะกินเข้าไปเพียงนิดเดียวก็ตาม Celery 1,425 grams = 200 Calories Broccoli 588 grams = 200 Calories Baby Carrots 570 grams 200 Calories Coca Cola 496 ml = 200 Calories Apples 385 grams = 200 Calories Canned Green Peas 357 grams = 200 Calories Grapes 290 grams […]

เมื่อ “พริก-มะละกอ” ไม่ใช่ของไทย แล้วส้มตำเกิดขึ้นมาได้อย่างไร!?

แม้ทุกวันนี้ ทั้งพริกและมะละกอจะเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยไปเรียบร้อยแล้ว และยังสามารถปลูกได้ทั่วไปตั้งแต่เหนือจรดใต้ในบ้านเรา แต่หากจะให้เท้าความกลับไปยังจุดเริ่มต้นของพืชทั้งสองชนิดนี้ คงต้องบอกว่าพวกมันนั้นอยู่คนละซีกโลกกับสยามประเทศเลยทีเดียว จนงานนี้ก็อดสงสัยไม่ได้เหมือนกันว่า…แล้วอาหารไทยอย่างส้มตำที่ใส่ทั้งพริกและมะละกอนั้น ควรจะใช่ของไทยโบราณอย่างที่เราเชื่อกันหรือเปล่า!? ก่อนจะข้ามไปรู้จักกับส้มตำ เรามาทำความรู้จักกับวัตถุดิบหลักอย่างพริกและมะละกอกันสักนิดดีกว่า ว่าชาติกำเนิดแท้จริงของมันก่อนจะมาลงหลังปักฐานในสยามประเทศนั้นมันอยู่ที่ไหน จากข้อมูลของ ดร.สุรีย์ ภูมิสมร ที่พูดถึงพรรณพืชในประศาสตร์ไทย ได้ระบุว่า มะละกอนั้นเข้ามาในเมืองไทยช้ากว่าพริกด้วยซ้ำ โดยตามบันทึกของกระทรวงต่างประเทศโปรตุเกสประจำประเทศไทยยืนยัน มะละกอเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนินเดิมอยู่ห่างไปเกือบครึ่งโลกจากสยามประเทศ นั่นคือที่ภูเขาแอนดีส และมีบางสายพันธุ์ที่อยู่เม็กซิโกและหมู่เกาะอินเดียตะวันตก และในปี พ.ศ.2069 มีการระบุในเอกสารเดินเรือของประเทศสเปนว่า นักรบชาวสเปนที่ไปทำสงครามในประเทศเปรู ได้นำพันธุ์มะละกอจากสเปนไปปลูกในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคนในสมัยนั้นเรียกกันว่า “เมลอน ซาโปเต้” จนถึงช่วงปี พ.ศ.2314 มีรายงานจากบันทึกของนักท่องเที่ยวชาวดัตช์ท่านหนึ่ง บอกว่ามีการปลูกมะละกอที่ปลูกในกรุงมะละกา บางส่วนมาปลูกในภาคใต้ของประเทศไทยเป็นครั้งแรก ส่วนพริกนั้นเป็นพืชที่มีตำกำเนิดมาจากทวีปเมริกาใต้ และได้นำไปปลูกที่ประเทศสเปนเมื่อปี พ.ศ. 2096 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิของกรุงศรีอยุธยา และเมื่อมีการค้าขายกันระหว่างประเทศ พริกได้เริ่มย้ายเข้ามาในทวีปเอเชียโดยเริ่มจากประเทศอินเดียก่อน ซึ่งมีการบันทึกว่าประเดียอินเดียมีการปลูกพริกกันครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2143 หรือตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งราชวงศ์สุโขทัยของกรุงศรีอยุธยา เมื่อมีการเพาะปลูกในอินเดียเป็นผลสำเร็จ พริกก็ค่อยๆ แพร่กระจายไปสู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งแปลว่าคนสยามเพิ่งรู้จักครั้งแรกเมื่อประมาณ 400 กว่าปีก่อนเท่านั้น และคนในสมัยสุโขทัยและอยุธยาตอนต้นไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าพริกนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อพริกเข้ามาในไทยเมื่อกว่า 400 […]

ไม่ใช่ของจีน ไม่ใช่ของไทย แล้ว “ขนมจีน” เป็นของใคร!?

เรียกได้ว่าอาหารที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป และยังถูกนำมาใช้ในหลากหลายเมนู แต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังมีข้อสงสัย ว่า “ขนมจีน” ที่เราเรียกๆ กันนั้นมีที่มาเป็นอย่างไรกันแน่ หากว่ากันตามหลักฐานที่พอจะสืบค้นได้ ขนมจีนนั้นเป็น “อาหารมอญ” โดยคำว่าขนมจีนนั้นเพี้ยนมาจากภาษามอญว่า “ขฺนํจินฺ” (คะ -นอม-จีน) ซึ่งคำว่า “คะนอม” นั้นมีความหมายว่าเส้นขนม ส่วนคำว่า “จีน” มีความหมายว่า สุก สำหรับคำว่า “ขนมจีน” หรือ “หนมจีน” นั้นมีบันทึกอยู่ในบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนกินเลี้ยง คราวที่เจ้าล้านช้างถวายนางสร้อยทองแก่พระพันวษา ซึ่งมีความว่า… “ถึงวังยับยั้งศาลาชัย วิเสทในยกโภชนามา เลี้ยงเป็นเหล่าเหล่าลาวคอยชี้ ข้าวเหนียวหักหลังดีไม่เมื่อยขา แจ่วห้าแจ่วหกยกออกมา ทั้งน้ำยาปลาคลุกหนมจีนพลัน” นอกจากที่มาที่ขัดกับชื่อเรียกแล้ว การเรียกขนมจีนในประเทศก็ยังแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่อีกด้วย โดยภาษาเหนือเรียกว่า “ขนมเส้น” ภาษาอีสานเรียกว่า “ข้าวปุ้น” และภาคใต้เรียกว่า “หนมจีน” และไม่เพียงประเทศไทยเท่านั้นมีนิยมชมชอบในเมนูเส้นจานนี้ ประเทศเพื่อนบ้านก็มีขนมจีนในมื้ออาหารประจำวันด้วยเช่นกัน อย่างเช่นใน เวียดนาม ที่มีอาหารเส้นคล้ายขนมจีนที่เรียกว่า “บุ๋น” นิยมรับประทานกับน้ำซุปหมูและเนื้อ ในประเทศลาว เรียกขนมจีนว่า ข้าวปุ้น นิยมรับประทานกับน้ำยาปลาหรือน้ำยาเป็ด ทางหลวงพระบางรับประทานกับน้ำยาผสมเลือดหมูเรียกน้ำแจ๋ว ส่วนในประเทศกัมพูชา […]

“ฟัวกรา” อาหารระดับเวิลด์คลาส ที่ดูเหมือนจะล้ำเส้นวัฒนธรรมการกิน

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเมนูสุดหรู และยังเป็นอาหารฝรั่งเศสที่จัดดีที่สุดเช่นเดียวกับทรัฟเฟิล แต่ ฟัวกรา (foie gras) ก็ยังเป็นหนึ่งในอาหารที่ถูกตั้งคำถามถึงความถูกต้องการในการได้มา ว่าขัดต่อศีลธรรมและวัฒนะรรมการกินของมนุษย์หรือไม่ ฟัวกรา หรือที่แปลว่า “ตับอ้วน” นั้นคือตับห่านหรือเป็ดที่ถูกขุนให้อ้วนเป็นพิเศษ จนมีลักษณะนุ่มนิ่ม มีไขมันสูง และมีรสชาติที่แตกต่างจากตับของทั่วไป จึงไม่แปลกที่ฟัวกราจะกลายเป็นวัตถุดิบที่มีความต้องการจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งแต่เดิมแหล่งผลิตฟัวกราที่ดีที่สุด คือ เมืองตูลูซ ทางภาคใต้ของฝรั่งเศส แต่ปัจจุบันนี้สามารถหารับประทานได้เกือบทุกที่ โดยในปี ค.ศ. 2005 ทั่วโลกมีการผลิตฟัวกราประมาณ 23,500 ตัน ในจำนวนนี้ ประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้ผลิตมากที่สุดคือ 18,450 ตัน หรือร้อยละ 75 ของทั้งหมด โดยร้อยละ 96 ของฟัวกราจากฝรั่งเศสมาจากตับเป็ด และร้อยละ 4 มาจากตับห่าน ส่วนประเทศฮังการีผลิตฟัวกรามากเป็นอันดับสอง และส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่ง คือ 1,920 ตันใน ค.ศ. 2005 แต่ที่น่าสนใจคือเกือบทั้งหมดส่งออกไปที่ฝรั่งเศส แม้จะมีรสชาติล้ำเลิศและเป็นที่โหยหาของนักชิมทั่วโลก แต่ในแง่ของโภชนาการ ฟัวกราจัดเป็นอาหารที่มีไขมันสูงเกินจำเป็น แถมวิธีการได้มาของตับนี้ยังถูกต่อต้านจากองค์การสิทธิสัตว์และสวัสดิการสัตว์ ที่ถือว่าขั้นตอนการผลิตฟัวกรานั้นโหดร้าย เนื่องจากเป็นการบังคับป้อนอาหารให้ห่านหรือเป็ดด้วยข้าวโพดเพื่อให้มีตับใหญ่กว่าปกติ แต่ถึงจะมีกระแสต่อต้าน […]

เมื่อแรงกดดันไม่สามารถชนะวัฒนธรรมการกิน “เนื้อโลมา” ในญี่ปุ่น

ถึงการกินจะเป็นพื้นฐานและธรรมชาติของมนุษย์ แต่บางครั้งการคิดค้นเมนูประทังชีวิตของคนบางกลุ่ม ก็ไปกระทบกับจริยธรรมและจิตสำนึกของคนในอีกสังคมนึงเช่นกัน อย่างเช่นวัฒนธรรมการกินเนื้อวาฬและเนื้อโลมาของชาวญี่ปุ่น ที่แม้จะมีกระแสต่อต้านทั้งภายในและภายนอกประเทศ แต่นั่นก็ไม่อาจหยุดความชื่นชอบในรสชาติของเนื้อจากสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เพราะการล่าได้ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากคณะกรรมาธิการล่าวาฬระหว่างประเทศ หรือ International Whaling Commission : IWC ที่ขอรัฐบาลญี่ปุ่นยื่นหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่า การล่าวาฬของญี่ปุ่นเป็นไปตามวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่ท่าทีล่าสุดของคณะผู้ประสานงานของรัฐบาลญี่ปุ่นประจำคณะกรรมาธิการล่าวาฬระหว่างประเทศ ยืนยันว่าแผนการเดินหน้าล่าวาฬในปีนี้ จะยังคงดำเนินต่อไปตามปกติโดยจะไม่มีการลดจำนวนวาฬเป้าหมายลง ซึ่งก่อนหน้านี้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ International Court of Justice : ICJ จะมีคำตัดสินในปี 2014 ที่ระบุให้ญี่ปุ่นต้องงดเว้นจากการออกใบอนุญาตล่าวาฬเพิ่มเติม และต้องเพิกถอนใบอนุญาตของเดิมที่ออกไปแล้วทั้งหมด แต่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำตัดสินดังกล่าว และทำให้การล่าวาฬและโลมาโดยไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยยังดำเนินต่อไป ถึงจะมีแรงกดดันจากผู้ไม่เห็นด้วยทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาการล่าโลมาและวาฬ และตามรายงานของเว็บไซต์ bluevoice.org ยังระบุด้วยว่ารัฐบาลของแดนปลาดิบทำเพียงแค่ให้หยุดการล่าไว้ชั่วคราว เพื่อรอให้กระแสต่อต้านหายไป และจะเปิดฤดูการล่าครั้งใหม่แบบเงียบๆ ทั้งยังมีการจำกัดปริมาณการล่าในบางพื้นที่ที่มีการล่าน้อยหรือแทบไม่มีเลยเพื่อลดแรงกดดันจากนานาชาติลง แต่กับพื้นที่ที่มีการล่าอย่างรุนแรง กลับไม่มีการใช้นโยบายดังกล่าว และยังคงมีการล่าอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่รับรองโดยรัฐบาลญี่ปุ่น

สวยจนกลืนน้ำลาย!! ชมศิลปะการเสิร์ฟซาซิมิที่เป็นมากกว่าแค่จานใส่ปลาดิบ

มีคนกล่าวว่าญี่ปุ่นนั้นกินอาหารเป็นศิลปะ จึงไม่แปลกหากทุกท่วงท่าและจังหวะในลีลาอาหารของประเทศนี้จะมีความอาร์ทซ่อนอยู่ในทุกอณู อย่างเช่นการเสิร์ฟซาซิมิของเชฟชาวญี่ปุ่นที่ใช้ชื่อใน instagram ว่า mikyoui00 ที่ได้นำไอเดียการแล่ชิ้นปลาลักษณะต่างๆ ของญี่ปุ่น มาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะที่แปลกตาและน่ากินอย่างไม่น่าเชื่อ

รวมอุปกรณ์ “คนดี” 10 ชิ้น ที่มี “หน้าที่” ของตัวเองแตกต่างกัน

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าวัฒนธรรมการกินนั้นอยู่คู่กับสังคมมนุษย์มานานแสนนาน และแม้จะเป็นสังคมบ้านป่าเมืองเถื่อนแค่ไหน ผู้คนก็ล้วนแต่สร้างอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการบริโภคและรับประทานอาหารกันขึ้นมาทั้งสิ้น ซึ่งอุปกรณ์แต่ละชิ้นนั้นก็มีหน้าที่ของตัวเองแตกต่างกันออกไป บ้างก็ใช้ตัดดี บ้างก็ใช้หั่นดี บ้างก็ตักดี และบ้างก็ใช้คนดี ถึงจะมีการแบ่งประเภทกันใช้งานเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วก็ตาม แต่ในรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ นั้น อุปกรณ์ในประเภทด้วยกันก็ยังมีหน้าที่เฉพาะของตัวเองแตกต่างกันไป อย่างเช่นเหล่าเครื่องใช้ “คนดี” ทั้งหลายที่ Amarin TV นำมาให้รู้จักกันนี้ แม้จะใช้เพื่อคนเหมือนกัน แต่ก็มีหน้าที่คนแตกต่างกันออกไป และบางหน้าที่ก็ไม่สามรารถใช้อุปกรณ์คนอื่นมาแทนที่ได้อีกด้วย ช้อนกาแฟ – ด้วยขนาดเล็ก เหมาะกับขนาดของถ้วยกาแฟทรงสวย สามารถจับได้ถนัดมือ ทั้งยังไม่ต้องออกแรงมาก ทำให้สามารถใช้คนกาแฟได้สะดวก ช้อนกลาง – แม้จะรูปร่างไม่ต่างจากช้อนทั่วไป แต่หน้าของช้อนนี้ไม่เพียงจะใช้เพื่อตักอาหารมาวางในจานของใครของมัน แต่ยังใช้เพื่อกวาดและคนอาหารที่กระจายอยู่ในจานให้เป็นระเบียบ ทัพพี – ปกติเราใช้เพื่อตักข้าว แต่ทัพพีในหลายวัฒนธรรมการกินนั้นมีประโยชน์มากกว่านั้น เช่นในญี่ปุ่นที่ใช้ทัพพีเอาไว้คนข้าวซูชิให้แยกเม็ดกัน กระบวย – เจตนาการสร้างอุปกรณ์ชิ้นนี้ขึ้นมานั้นมีความชัดเจนอยู่แล้วว่ามีไว้เพื่อคนแกงในหม้อที่มีปริมาณมากๆ ตะหลิว – รูปร่างอาจคล้ายกระบวย แต่หน้าที่ของอุปกรณ์ชิ้นนี้มีไว้คนและผัดอาหารในกระทะ ไม้พาย – รูปร่างและหน้าที่อาจไม่มีความชัดเจนเหมือนอย่างตะหลิวและกระบวย แต่ในเมนูบางชนิด…คนครัวมักเลือกใช้ไม้พายในการคนอาหารเป็นหลัก ก้านพลาสติก – ถ้าใครเคยกินเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมต่างๆ ประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก คงจะเคยเห็นก้านพลาสติกแข็งๆ […]

น้ำลายสอ! ‘บิงซูหมูกรอบ’ เมนูชวนหิวหนึ่งเดียวในขอนแก่น (คลิป)

ที่ตลาดหลังมหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น มีร้านอาโจ๋ “ทุกอย่างหมูกรอบ” มากกว่า30 เมนู เอาใจคนรักหมูกรอบ เปิดเมนูเด็ด บิงชูหมูกรอบ ถูกใจวัยรุ่นต้องมาลิ้มลองจนลูกค้าแน่นร้านทุกวัน นายชนินทร์ ประเสริฐสังข์ ผู้จัดการร้าน บอกว่า ร้านแห่งนี้เปิดให้บริการมาได้เพียง 3เดือน แต่ได้รับความสนใจและความนิยมจากกลุ่มลูกค้าทุกเพศทุกวัย แวะเวียนมาใช้บริการกันอย่างต่อเนื่อง ด้วยเสน่ห์ของร้านที่ชูความเป็นร้านหมูกรอบที่นำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ประกอบกับราคาจำหน่ายที่ไม่แพง เริ่มต้นที่เมนูข้าวหมูกรอบราคาจานละ 45บาท ข้าวกะเพราะหมูกรอบจานละ 50 บาท ข้าวลาบหมูกรอบ จานละ 55 บาท แต่ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้า และจัดเป็นจุดขายของร้านคงหนีไม่พ้น “ข้าวหมูกรอบบิงซู” ที่ร้านคิดค้นขึ้นมาเองในราคาจำหน่ายจานละ 169 บาท ร้านอาโจ๋ ทุกอย่างหมูกรอบ ให้บริการมากกว่า30เมนู ทั้งเมนูแบบอาหารจานด่วน,เมนูกับข้าวและเมนูทานเล่น ซึ่งหากจะเพิ่มไข่ที่ร้านก็มีบริการไข่ดาวหรือไข่เจียวฟองละ 10 บาท หากจะเป็นไข่ข้นหรือไข่ออนเซน ก็จะคิดเพิ่มฟองละ 15 บาท  นอกจากนี้ที่ร้านยังคงมีการคิดค้นเมนูหมูกรอบได้มากมายหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นหมูกรอบผัดพริกไทยดำ,หมูกรอบผัดผงหมาล่า,หมูกรอบผัดพริกสามสี,หมูกรอบราดแกงกระหรี่หรือแม้กระทั่งต้มยำหมูกรอบที่ร้านก็มีให้บริการได้ตลอดทั้งวัน ข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34  

น่าห่วงยิ่งกว่า!! เมื่อ “ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน” ยังเป็นเมนูขึ้นภัตตาคาร ทั้งที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์

จากกรณีที่รายการ มาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ ได้นำ “ปลากระเบนนก” มาใช้เป็นวัตถุดิบให้ผู้เข้าแข่งขันทำเป็นเมนูอาหาร จนกลายเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ถึงความเหมาะสมที่นำปลาหายากและมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์มาใช้อาหาร แต่ขณะเดียวกัน หม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัตน์ ได้มีการชี้แจงว่าปลาทะเลชนิดดังกล่าวสามารถนำมาทำเป็นอาหารได้ และในบ้านเราก้มีขายด้วยเช่นกัน (อ่านเพิ่มเติม : ม.ล.ภาสันต์ แจงปม “ปลากระเบนนก” โผล่รายการทำอาหาร ชี้หาไม่ยาก / พลิกปมดราม่า “ปลากระเบนนก” ตลาดมีขายหรือไม่ ผัดเผ็ดได้หรือเปล่า!?) แม้เหตุการณ์นี้จะกระตุ้นให้คนจำนวนมากหันมาให้ความสำคัญ และมีความตื่นตัวต่อกระแสการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลมากยิ่งขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เป็นที่น่าสังเกตว่า…ยังมีปลาอีกหลายชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ยิ่งกว่าปลากระเบนนก และยังถูกนำมาใช้เป็นอาหารจานโปรดของให้หลายๆ คนที่มีกำลังทรัพย์มากพอจะจ่ายเพื่อให้ได้ลิ้มลองมัน นั่นคือ ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน ท่ามกลางหมู่มวลมัจฉามากมาย ปลาทูน่านับเป็นอาหารทะเลที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และสามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดทั้งตัว ไม่ว่าเป็นส่วนเนื้อแดง เนื้อติดมัน เนื้อติดกระดูก ก้าง หัว หรือแม้แต่เครื่องในก็ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ จึงไม่แปลกที่ปลาทูน่าจะเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารสด และอาหารแปรรูป แต่ก็ด้วยความนิยมอย่างล้นหลามนี้เองที่ทำให้ปลาทูน่าขนาดใหญ่อย่าง ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน ได้รับผลกระทบจากการประมงเกินขนาด ซึ่งจากข้อมูลของ World Wildlife Fund (WWF) หรือ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ได้รายงานปริมาณการบริโภคปลาทูน่าที่เพิ่มขึ้นจากไม่ถึง […]

พลิกปมดราม่า “ปลากระเบนนก” ตลาดมีขายหรือไม่ ผัดเผ็ดได้หรือเปล่า!?

จากกรณีที่รายการ มาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ ได้นำ “ปลากระเบนนก” มาใช้เป็นวัตถุดิบให้ผู้เข้าแข่งขันทำเป็นเมนูอาหาร จนกลายเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ถึงความเหมาะสมที่นำปลาหายากและมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์มาใช้อาหาร แต่ขณะเดียวกัน หม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัตน์ ได้มีการชี้แจงว่าปลาทะเลชนิดดังกล่าวสามารถนำมาทำเป็นอาหารได้ และในบ้านเราก้มีขายด้วยเช่นกัน (อ่านเพิ่มเติม : ม.ล.ภาสันต์ แจงปม “ปลากระเบนนก” โผล่รายการทำอาหาร ชี้หาไม่ยาก) จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า ปลากระเบนยี่สน หรือ ปลากระเบนนกจุดขาว (spotted eagle ray) นั้นมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aetobatus narinari เป็นปลากระเบนในวงศ์ปลากระเบนนก (Myliobatidae) ถูกพบได้ในหลายพื้นที่ทั่วโลกทั้งในฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก, มหาสมุทรแอตแลนติก, มหาสมุทรอินเดีย ตั้งแต่ฮาวาย, อ่าวเม็กซิโก, ชายฝั่งทะเลของแอฟริกาตะวันตก, ชายฝั่งทะเลของสหรัฐอเมริกา และโอเชียเนีย ลักษณะภายนอกเป็นปลากระเบนผิวหนังเรียบ ใกล้โคนหางด้านบนมีเงี่ยง 1–4 เงี่ยงเรียงติดกัน ด้านหลังสีดำมีจุดสีขาวกระจายอยู่ส่วนท้าย ด้านท้องสีขาว หางเรียวยาวมาก มีส่วนหัวที่แยกออกจากครีบเห็นได้ชัดเจน จึงทำให้ว่ายน้ำไปมาได้อย่างอิสระเหมือนนกบิน มีขนาดกว้างได้ถึง 1.5 เมตร เคยพบสูงสุดถึง 3 […]

ม.ล.ภาสันต์ แจงปม “ปลากระเบนนก” โผล่รายการทำอาหาร ชี้หาไม่ยาก เป็นอาหารได้

จากกรณีที่รายการ มาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ ได้นำ “ปลากระเบนนก” มาใช้เป็นวัตถุดิบให้ผู้เข้าแข่งขันทำเป็นเมนูอาหาร จนกลายเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ถึงความเหมาะสมที่นำปลาหายากและมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์มาใช้อาหาร อย่างไรก้ตาม ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า หม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัตน์ หรือ คุณอิ๊งค์ ได้ไขข้อข้องใจผ่านลูกสาว โดยการนำไลน์ที่สอบถามกรณีดังกล่าวจากคุณพ่อมาให้ชม โดยมีเนื้อหาชี้แจงว่า…พ่อบอกว่ากระเบนหาไม่ยากเด้ออออชนิดนี้ พ่อก็คือพี่อิ๊งค์จ้าาาาาา5555 #MasterChefThailand #MasterChefThailandSeason3 เรารักสัตว์มากและแคร์โลกมากเหมือนกัน เลยไปถามพ่อ

ร้านสเต๊กแจง หนุ่มโวยสั่งผ่านแกร็บดันไม่ตรงปก รับพลาดลืมใส่ผัก ให้อิ่มฟรีแทนคำขอโทษ (คลิป)

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Teerapart Klaiwong โพสต์เรื่องปัญหาที่เจอหลังจากสั่งอาหารออนไลน์ โดยระบุว่า สั่งของกับ Grabfood กี่ครั้งไม่เคยเจออะไรที่น่าเกลียดขนาดนี้มาก่อน ทางร้านที่จัดโปรโมชั่นร่วมกับ Grab ลดราคา แต่ว่าให้ของแบบนี้อ่ะเหรอครับ เหมือนเศษๆอะไรสักอย่างนะครับ * โพสนี้ไม่ได้ต่อว่าทาง Grab และคนขับ Grab ที่มาส่งนะครับ เพียงแต่อยากให้ Grab ดูแลคุณภาพอาหารและร้านที่ร่วมโปรโมชั่นให้ดีกว่านี้ครับ ** ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ไม่มีการโกหก หรือดิสเครดิตใดๆครับ ไม่มีการนำผัก หรืออะไรอื่นๆออกไป หากมีการกินอะไรไป จะมีรายละเอียดไว้ที่รูปนะครับ #แย่โคตรๆ #เสียดายเงิน #เสียความรู้สึกจริงๆ วันที่ 17 ม.ค. 62 นายธีรภาส คล้ายวงษ์ ผู้โพสต์ เปิดเผยว่า ปกติตนสั่งสินค้าผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าว อย่างน้องสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เนื่องจากร้านอาหารในแอปพลิเคชันดังกล่าวมักมีการลดราคา จัดโปรโมชั่น ตนมองว่าคุ้มค่า และที่สั่งมาก็ไม่เคยมีปัญหา ส่วนครั้งนี้ตนสั่งสเต๊กร้านหนึ่ง เมื่อช่วงเย็นวันที่ 15 ม.ค. โดยสั่งให้ไปส่งที่หน้าห้างสรรพสินค้าย่านพระราม 9 […]

keyboard_arrow_up