หดหายไปทุกปี! เมื่อผืนป่าของบอร์เนียวกับเผชิญวิกฤตจากธุรกิจปาล์มน้ำมัน

แม้จะมีความพยายามในการสร้างความบาลานซ์ระหว่างความเจริญก้าวหน้าและการรักษาสภาพแวดล้อม แต่ดูเหมือนแนวทางทั้งสองจะยังคงเป็นเส้นขนานที่ไม่มีทางลากมาเจอกันได้ แถมมักลงเอยด้วยหายนะของผู้แพ้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอ ซึ่งส่วนใหญ่ธรรมชาติก็มักจะอยู่ในฝั่งที่ต้องยอมก้มหัวให้กับอำนาจทุนนิยมของมนุษย์ และตัวอย่างความพ่ายแพ้ที่ชัดเจนที่สุดคงจะหนีไม่พ้นผืนป่าบนเกาะบอร์เนียว ที่กำลังเผชิญกับการทำลายล้างอย่างหนักจาก ธุรกิจปาล์มน้ำมัน แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากเกาะกรีนแลนด์ และเกาะนิวกินี ทั้งยังอุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่พืชและสัตว์บางสายพันธุ์ไม่อาจพบได้ที่มุมอื่นใดในโลก แต่เนื่องจากปริมาณทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่จัดมามีอยู่มากสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้บอร์เนียวเป็นที่หมายตาของนักลุงทุนจากทั่วโลก ที่หวังหาประโยชน์จากดินแดนนี้ให้ได้มากที่สุด และเมื่อทรัพยากรด้านพลังงานถูกครอบครองจากบางกลุ่มทุนอย่างชัดเจนแล้ว นักแสวงโชคทุนหนารายอื่นๆ ก็ต้องมาหาช่องทางใหม่ในการหารายได้ ซึ่งนั่นก็คือธุรกิจปาล์มน้ำมัน ปฎิเสธไม่ได้ว่าปาล์มนน้ำมันนั้นมีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่มักสอดแทรกอยู่ในหลายๆ กระบวนการผลิตที่เราไม่รู้ตัว ตั้งแต่ ขนมขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมข้นหวาน ครีมและเนยเทียม ไปจนถึงเป็นวัตถุดิบในการผลิตสบู่ ผงซักฟอก เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งอาหารสัตว์ด้วย นอกจากนี้ ปาล์มนน้ำมันยังจัดเป็นพลังงานทดแทนที่มีความสำคัญต่อการเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงานอย่างมาก แม้มันจะแลกมากด้วยการถางพื้นที่สีเขียวจำนวนมาก เพื่อให้ได้ปริมาณการผลิตน้ำมันที่มากพอจะหมุนเวียนในธุรกิจนี้ได้ แต่ก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า การปลูกปาล์มน้ำมันสามารถช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นตัวการของภาวะโลกร้อนได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อโต้แจ้งจากฝ่ายนักอนุรักษ์ทั่วโลก ที่ไม่เห็นความจำเป็นในการทำลายป่าไม้ธรรมชาติ เพื่อทำสวนปาล์มขึ้นมาแทนพื้นที่สีเขียวเดิม โดยอ้างเหตุผลในเรื่องการลดปัญหาโลกร้อน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธุรกิจปาล์มน้ำมันยังคงเฟื่องฟูในบอร์เนียว และกลายเป็นการเปิดช่องให้เกิดการทำลายป่า เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตปาล์มน้ำมันให้ทันต่อความต้องการในตลาดโลก ซึ่งผลลัพท์นั้นถูกสะท้อนผ่านภาพเปรียบเทียบการหายไปของพื้นที่ป่าธรรมชาติในบอร์เนียว โดยทาง โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้คาดการณ์แนวโน้มการหดหายอย่างต่อเนื่องทุกปี และหากอัตราการทำลายป่าเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันยังคงขยายตัวในอัตราเดิมต่อไป ในปี 2020 […]

keyboard_arrow_up