พระราชโองการโปรดเกล้าฯ “พ.ร.บ. มาตรฐานจริยธรรม” ของข้าราชการ

เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ซึ่งมีความว่า… สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ทั้งนี้ พระราชบัญญัตินี้ ใช้ชื่อเรียกว่า “พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒” และประกาศใช้ตั้งแต่บัดนี้เป็นไป ซึ่งมีผลบังคับใช้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐในฝ่ายบริหาร แต่ไม่รวมถึง หน่วยงานธุรการของรัฐสภา องค์กรอิสระ ศาล และองค์กรอัยการ นอกจากนี้ ภายใน พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องประพฤติปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรม 7 ประการ ซึ่งประกอบด้วย 1. ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2. ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่ […]

พระราชโองการฯ ให้ “ทหาร-ตำรวจ” พ้นตำแหน่งราชองครักษ์พิเศษ 1,261 นาย พบชื่อ “ปรีชา-พัชรวาท”

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศให้นายทหารสัญญาบัตร และนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นายทหารราชองครักษ์พิเศษ และนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ ความว่า… สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตร และนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นายทหารราชองครักษ์พิเศษ และนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 6 และมาตรา 7 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 มาตรา 4 มาตรา 6 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัตินายตำรวจราชสานัก พ.ศ.2495 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นายทหารราชองครักษ์พิเศษ และนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ จำนวน 1,261 นาย ตามบัญชีรายชื่อที่แนบ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2562 ประกาศ ณ วันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช 2562 เป็นปีที่ 4 […]

พระราชโองการฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “ทักษิณ ชินวัตร”

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศ เรื่อง เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยข้อความระบุว่า… สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายหน้า และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูล อื่นเนื่องจากนายทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ด ารงต าแหน่งทางการเมืองพิพากษาถึงที่สุดลงโทษจ าคุก และยังมีข้อหาฐานอื่น ๆ อีกหลายคดี อีกทั้งได้หลบหนีออกนอกราชอาณาจักรซึ่งเป็นพฤติการณ์การกระท าที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง อาศัยอ านาจตามความในมาตรา ๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายหน้า ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือกประถมาภรณ์ช้างเผือกจัตุรถาภรณ์ช้างเผือกเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ชั้นปฐมดิเรกคุณาภรณ์และเหรียญลูกเสือสดุดีชั้นที่๑ของนายทักษิณชินวัตรทั้งนี้ตั้งแต่วันที่๒๙มีนาคมพุทธศักราช๒๕๖๒ประกาศณวันที่๓๐มีนาคมพุทธศักราช๒๕๖๒เป็นปีที่๔ในรัชกาลปัจจุบัน    

ม.ล.ปนัดดา เผยพระราชโองการเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด วอนหยุดพาดพิงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการกระทรวงยุติธรรม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Panadda Diskul ถึงเหตุการณ์ระหว่างการสนทนาและบรรยายพิเศษ เรื่อง “พระมหากษัตริย์ พ่อของแผ่นดิน” แก่ข้าราชการ ลูกหลานเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้มีความสนใจ ณ พิพิธภัณฑ์และหอสมุดสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ วังวรดิศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ในเรื่องพระบรมราชโองการและพระราชโองการของพระมหากษัตริย์ โดย ม.ล.ปนัดดา ได้ตอบว่า… ได้รับการสั่งสอนอบรมมาแต่เด็กจากบิดา คือ อดีตเอกอัครราชทูต หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล ผู้เป็นหลานชายใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ผู้มีศักดิ์เป็นท่านย่าของ ม.ล.ปนัดดา ว่า พระบรมราชโองการและพระราชโองการ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า ‘The Royal Command’ ของพระมหากษัตริย์ถือเป็นเรื่องอันมีความศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดินมาช้านาน ในทางจารีตประเพณีถือเป็นที่เทิดทูนบูชาสูงสุดแห่งชีวิต ปวงชนชาวไทยจักน้อมนำใส่เกล้าใส่กระหม่อม หรืออาจกล่าวได้ว่า เทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมในเรื่องใดๆ อันเป็นพระบรมราชโองการและพระราชโองการของพระมหากษัตริย์ “เมื่อครั้งพ่อของกระผมยังมีชีวิตอยู่ […]

หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ทรงโพสต์ “ทรงพระปรีชายิ่ง” หลังมีพระราชโองการ

สืบเนื่องจากกรณีที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เรื่อง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่าพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์…ไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดใดในทางการเมืองได้ (อ่านเพิ่มเติม : สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการ “ทูลกระหม่อมฯ” ต้องอยู่เหนือการเมือง) ซึ่งได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ ตามที่ได้มีการนำเสนอไปก่อนหน้านี้ ล่าสุด ในช่วงดึกของวันเดียวกันนั้น (8 กุมภาพันธ์ 2562) ผู้สื่อข่าวได้รายงานเพิ่มเติมว่า หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล พระโอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ กับหม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา เป็นพระนัดดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chulcherm Yugala โดยระบุข้อความว่า…ทรงพระปรีชายิ่ง ขอจงทรงพระเจริญ ข้าพระพุทธเจ้า ม.จ. จุลเจิม ยุคล

พระราชโองการถอดยศ ‘สันธนะ’ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้ถอดยศ พ.ต.ท. สันธนะ ประยูรรัตน์ พร้อมริบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา มีการเผยแพร่ความในพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้ถอดอดีตข้าราชการตำรวจออกจากยศตำรวจ ตามมาตรา 28 แห่งพรบ.ตำรวจแห่งชาติ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา โดยให้ถอดพ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ ออกจากยศตำรวจตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่ลงโทษไล่ออกจากราชการ เนื่องจากได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเบญจมาภรณ์ช้างเผือก ทั้งนี้ เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา พ.ต.ท.สันธนะ กลายเป็นข่าวดังอีกครั้ง ระหว่างตำรวจเข้าตรวจค้นตลาดใหม่ดอนเมือง เนื่องจากมีการจำหน่ายอาหารเสริม และเครื่องสำอางไม่ได้มาตรฐาน โดยพ.ต.ท.สันธนะ อ้างว่า ตนเองเป็นที่ปรึกษาเจ้าของตลาด นำชายฉกรรจ์ขัดขวางการปฏิบัติงานของตำรวจ พร้อมปะทะคารมกับนายตำรวจที่นำกำลังเข้าตรวจค้นจนนำไปสู่การออกหมายจับข้อหากรรโชกทรัพย์

keyboard_arrow_up