จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าเรายังต้องอยู่ในประเทศที่ “ผู้น้อยไม่ควรถามผู้ใหญ่”

ทำไมต่างประเทศถึงเน้นให้ความสำคัญกับการตั้งคำถาม? เพราะการตั้งคำถามเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการได้มาซึ่งคำตอบหรือการค้นพบสิ่งใหม่

เมื่อย้อนกลับมามองบ้านเรา ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นแนวดิ่ง ไม่เปิดใจกว้าง แทบทุกคนที่เกิดในสังคมไทยถูกปลูกฝังว่า “ผู้น้อยไม่ควรถามผู้ใหญ่” แม้แต่ระบบการศึกษาของประเทศไทยที่เริ่มต้นมาจากวัฒนธรรมไทย เด็กนักเรียนได้รับการอบรมสั่งสอนให้เคารพ เชื่อฟังครูบาอาจารย์ ห้ามเถียง นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้นักเรียนเกิดความกลัว ไม่กล้าถาม ไม่กล้าตอบ จนกลายเป็นระบบที่เชื่อฟังครูอย่างเดียว ไม่มีการแลกเปลี่ยน หรือมีก็น้อยมาก ถ้าเด็กคนไหนที่ถามครูในห้องเรียนมากๆ อาจกลายเป็นตัวตลกที่ทำให้เพื่อนร่วมห้องรำคาญ หรือที่เลวร้ายกว่านั้นคือ “ครูมองว่าเด็กคนนั้นโง่” ระบบการศึกษาแบบป้อนเข้าอย่างเดียว จึงเป็นการปิดกั้นความกล้าที่จะ “ตั้งคำถาม”

ระบบการศึกษาแบบป้อนเข้าอย่างเดียว จึงเป็นการปิดกั้นความกล้าที่จะ “ตั้งคำถาม”

‘ทอมัส แอลวา เอดิสัน’ ยอดนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ที่เริ่มประดิษฐ์สิ่งของเมื่อเขามีอายุเพียง 10 ขวบ ในวัยเด็กเอดิสันเป็นเด็กที่ชอบตั้งคำถามมาก โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่นอกตำรา จนครูของเขาคิดว่าเอดิสันเป็นเด็กโง่ และได้บอกกับแม่ของเอดิสันว่า “ลูกคุณเป็นเด็กหัวขี้เลื่อย” แต่แม่ของเอดิสันไม่ได้คิดเช่นนั้น เอดิสันต้องออกจากโรงเรียนหลังเข้าเรียนได้เพียง 3 เดือน โดยหลังจากนั้นแม่ของเขาเป็นผู้สอนเอดิสันด้วยตนเองในลักษณะแบบ Home School จนเอดิสันกลายเป็นบุคคลสำคัญของโลก นี่จึงเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดว่า “ทำไมจึงควรตั้งคำถามให้เยอะ”

‘เอดิสัน’ เป็นเด็กที่ชอบตั้งคำถามมาก จนครูของเขาคิดว่าเอดิสันเป็นเด็กโง่

สำหรับในด้านธุรกิจแล้ว “คนที่เป็นคนตั้งคำถามจะเป็นคนที่ควบคุม” รวมถึงการ “ตั้งคำถาม” ยังนำไปสู่การคิดในเชิงนวัตกรรมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพราะในการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม การเริ่มต้นตั้งคำถามที่ถูกต้องมีความสำคัญมาก เป็นจุดเริ่มต้นที่อาจทำให้คุณเป็นเจ้าของธุรกิจ Start up ได้ ฉะนั้นแล้วจงผลักดันตัวเองให้หลุดออกจาก Comfort zone แล้วตั้งคำถามให้มาก

“การตั้งคำถาม” นำไปสู่การคิดในเชิงนวัตกรรมสร้างสรรค์สิ่งใหม่