แสบในสามโลก! โจรอุ้มหมาโชว์เล่ห์เปลี่ยนรหัส ATM ดูดเงินแสน คาดหนีซุกเขมร (คลิป)

จากกรณีนายอภิชาติ บุญเรือง อายุ 42 ปี และนางฑิญาตา บุญเรือง อายุ 38 ปี สามีภรรยา มีพฤติกรรมลักทรัพย์มา 15 ปี ซึ่งกลุ่มชาวบ้านและผู้เสียหายเรียกว่า “โจรอุ้มหมา” ด้วยพฤติกรรมการใช้สุนัขเป็นตัวเบี่ยงเบนความสนใจของเหยื่อในขณะลักทรัพย์ ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนมากเดินทางเข้าแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำหมายบุกค้นบ้านผู้ต้องหาที่ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา พบทรัพย์สินที่ขโมยมากกว่า 100 รายการ แต่คนร้ายสามารถหลบหนีไปได้ และอยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดี

นายอภิชาติ และนางฑิญาตา บุญเรือง ผู้ต้องหา
ของกลางที่ สภ.ปทุมธานี

วันที่ 20 ส.ค. 61 ทีมข่าวเดินทางลงพื้นที่ สภ.ปทุมธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่า 2 ผัวเมีย โจรอุ้มหมา หลบหนีอยู่ที่ใด อยู่ระหว่างการตามสืบ ส่วนของกลางที่ สภ.ปทุมธานี ส่วนมากเป็นของที่ขายไม่ได้ เช่น กระเป๋าสตางค์ พระเครื่อง นาฬิกาข้อมือ รวมถึงโทรศัพท์ที่อีกประมาณ 37 เครื่อง ส่วนของแบรนด์เนม เงิน ทอง คาดว่าคนร้ายน่าจะนำไปขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด

นางสำลี อุดปัญญาโรจน์ ผู้เสียหาย

โดยมีผู้เสียหายเดินทางเข้ามาดูของกลางเพิ่มอีก 1 ราย คือนางสำลี อุดปัญญาโรจน์ พร้อมเปิดเผยว่า ตนเปิดร้านขายยาอยู่ที่ย่านนิมิตใหม่ โดนโจรผัวเมียอุ้มหมาเข้าไปขโมยของเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 60 เวลาประมาณ 12.15 น. เป็นช่วงที่ไม่มีลูกค้า มีผู้หญิงขับรถมาจอดหน้าร้าน จากนั้นเดินเข้าไปในร้านตน แล้วซื้อยาตามปกติ จากนั้นผ่านไป 10 นาที ก็มีผู้ชายอุ้มหมาเดินเข้ามาในร้าน สั่งชุดทำแผล 1 เดือน ซึ่งชุดทำแผล จะมีหลายอย่าง เช่น ผ้าก๊อตทำแผล ยาแดง และอื่น ๆ ซึ่งไม่ได้วางอยู่ในที่เดียวกัน ตนต้องใช้เวลาหาและรวมของ และที่สำคัญคนร้ายจดรายการสินค้ามาให้ด้วย ซึ่งจังหวะที่ตนกำลังหาของเพื่อมาทำชุดทำแผล จังหวะที่หันหลังไปหยิบของ คนร้ายน่าจะขโมยกระเป๋าที่วางอยู่ไป ซึ่งในกระเป๋าก็มีเงินสดประมาณ 3,000 บาท แหวนทองอีก 1 วง มูลค่า 18,000 บาท และโทรศัพท์มือถือ ประมาณ 40,000 บาท และวันนี้ที่มาดูของกลาง ก็ไม่เจอของที่โดนขโมยมา

นายต้อม อินทร์ศิริ และ น.ส.ดรุณี หอมดอกไม้ ผู้เสียหาย

ทีมข่าวลงพื้นที่ต่อ บริเวณคลอง 15 จ.นครนายก น.ส.ดรุณี หอมดอกไม้ และนายต้อม อินทร์ศิริ เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว ซึ่งก่อนหน้านี้เปิดร้านขายของชำ เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 58 เวลาประมาณ 15.00 น. มีรถเก๋งสีดำ ป้ายแดง ขับมาจอดที่หน้าร้านของตน จากนั้นก็มีผู้หญิงเดินเข้ามาในร้าน มองไปรอบร้าน แต่ไม่ซื้อของ แล้วก็เดินกลับไปขึ้นรถ ผ่านไป 10 นาที รถคันเดิมขับมาจากท้ายซอย แล้วก็มาจอดหน้าร้านตนเช่นเดิม มีผู้ชายเดินลงมาจากรถ พร้อมกับอุ้มลูกสาว อายุประมาณ 2 ขวบลงมาด้วย และมีผ้าอ้อมเด็กพาดไหล่ จากนั้นก็เดินเข้าร้าน แล้วพูดว่า “อากาศร้อนจัง” ตนเห็นว่ามีเด็กอ่อนมาด้วย จึงสงสารเด็ก เอาพัดลมมาเปิดให้ สักพักชายคนดังกล่าวก็ลุกจากเก้าอี้ แล้วเดินไปที่ตู้แช่เครื่องดื่มที่อยู่ในร้าน ใกล้กับกระเป๋าเงินที่วางไว้ ตนก็เลยเดินเข้าไปหาชายคนดังกล่าวแล้วถามว่า “รับอะไรดีคะ” จากนั้นชายคนดังกล่าวนี้ก็สั่งน้ำหลายอย่าง 20 กว่าขวด ตนก็หาให้ตามสั่ง ขณะที่ตนกำลังหาน้ำอยู่ ชายคนดังกล่าวก็บอกว่า “เดี๋ยวกลับเข้ามาเอาน้ำที่สั่งไว้นะครับ” ขณะที่พูดก็มีสีหน้าตื่นกลัว เมื่อพูดเสร็จชายคนดังกล่าวก็เดินออกจากร้านทันที หลังจากนั้นตนก็เตรียมของรอ ผ่านไปสักพักก็ยังไม่กลับมา

เมื่อตนจะใช้โทรศัพท์ เดินไปที่จุดที่วางกระเป๋าไว้ แต่ปรากฏว่ากระเป๋าหายไป กุญแจรถก็กระเด็นตกพื้น ตนจึงรู้ว่าชายดังกล่าวขโมยไป เพราะขณะเกิดเหตุ ไม่มีคนอยู่ในร้าน โดยในกระเป๋ามีเงินสด 13,000 บาท บัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต บัตรประชาชน และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง

จากนั้นผ่านไป 15 นาที ตนรีบโทรไปอายัดบัตรกับธนาคาร เจ้าหน้าที่ธนาคารก็แจ้งว่า มีคนโทรเข้ามาขอเปลี่ยนรหัสบัตรเอทีเอ็มก่อนหน้านี้แล้ว และข้อมูลทุกอย่างถูกต้อง และที่สำคัญขอเปลี่ยนวงเงินอีกด้วย ตอนแรกตั้งวงเงินไว้แค่ 20,000 บาท แต่คนร้ายเปลี่ยนเป็น 200,000 และกดเงินสดออกจากบัตรจำนวน 125,000 บาท

น.ส.ดรุณี เล่าต่อว่า เงินที่คนร้ายกดออกไป ตนได้มาเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 58 ต่อมาวันที่ 2 ก.ย. 58 คนร้ายก็กดออกไปทันที นอกจากนี้ ยังมีคนมาทวงหนี้บัตรเครดิตกับตนถึงหน้าบ้าน ตนก็งงว่าไปเป็นหนี้ตอนไหน ไปเช็กบัตร ก็ปรากฏว่าคนร้ายได้เอาบัตรเครดิตของตน ไปใช้ซื้อแอร์ติดบ้านอีก 18,000 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ ตนทำบัตรเครดิตไว้ แต่ไม่เคยได้ใช้ และทุกวันนี้ ตนก็ต้องผ่อนจ่ายหนี้ให้คนร้ายเดือนละ 500-700 บาท นอกจากนี้ ตนก็ได้เดินทางไปแจ้งความที่ สภ. องครักษ์ และได้เดินทางไปดูของกลางที่ สภ.ปทุมธานีแล้ว แต่ไม่พบของที่โดนขโมยมา ส่วนเงินที่คนร้ายได้ไปรวม 156,000  บาท

น.ส.นริสา หัสดี เจ้าของร้านสะดวกซื้อ ผู้เสียหาย

ขณะที่ น.ส.นริสา หัสดี เจ้าของร้านสะดวกซื้อ ผู้เสียหาย เล่าว่า เมื่อปี 2558 โจรสองผัวเมียเข้ามาที่ร้านของตน แต่ไม่ได้ขโมยของ จนผ่านไป 1 ปี คือปี 2559 โจรสองผัวเมียกลับมาอีกครั้ง โดยวันเกิดเหตุ ประมาณ 10.00 น. ตนออกไปทำธุระ จึงให้แม่มาเฝ้าร้านแทน จากนั้นก็มีรถฟอจูนเนอร์ สีขาวมาจอดหน้าร้าน ผ่านไป 20 นาที ตนกลับเข้ามาในร้าน แล้วถามแม่ว่า “รถใคร มาจอดนานหรือยัง” แม่ก็บอกว่า “มาจอดได้ ครึ่งชั่วโมงแล้ว” หลังจากนั้น 20 นาที แม่ตนก็กลับบ้าน แล้วมีผู้ชายเดินลงมาจากรถคันดังกล่าว พร้อมกับอุ้มลูกลงมา มีผ้าอ้อมพาดไหล่มาด้วย เดินเข้าไปในร้าน แล้วเดินตรงไปที่จุดวางสังฆทานที่อยู่ด้านในสุดของร้าน จากนั้นตนก็เดินตามเข้าไป ชายคนดังกล่าวสั่งซื้อสังฆทาน 9 ชุด อ้างว่าจะนำไปทำบุญ แต่ที่ร้านมีสังฆทานสำเร็จอยู่เพียง 3 ชุด ตนจึงจะจัดเพิ่มให้ครบ 9 ชุด ขณะที่ตนอยู่ด้านในสุดของร้าน ด้านหน้าร้านที่เป็นเคาเตอร์ก็ไม่มีคนอยู่ ชายคนดังกล่าวจึงหยิบเอากระเป๋าที่วางอยู่หน้าเคาเตอร์ไป ภายในกระเป๋ามีบัตรเอทีเอ็ม บัตรประจำตัวประชาชน และแหวนทองหนัก 2 บาท มูลค่าเกือบ 40,000 บาท ตนรู้ตัวอีกครั้งตอนที่กระเป๋าไม่อยู่แล้ว แต่ยังโชคดีที่วันนั้นตนนำเงินออกจากกระเป๋าแล้ว ซึ่งปกติตนจะใส่เงินไว้ในกระเป๋าตลอด

หลังจากเกิดเหตุ ตนแจ้งความที่ สภ.องครักษ์ แต่ยังไม่ได้เดินทางไปดูของกลางที่ สภ.ปทุมธานี นอกจากนี้ ขอฝากบอกคนที่ทำการค้าขายว่า ให้ระวังตัวมากขึ้น เพราะทุกวันนี้ คนแต่งตัวดูดี ก็ไว้ใจไม่ได้แล้ว

สภ.ปทุมธานี

ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปทุมธานี เปิดเผยว่า ส่วนกรณีที่ได้รับข้อมูลว่า 2 สามีภรรยาอยู่บ่อนฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะเป็นไปได้หรือไม่นั้น ส่วนตัวต้องสืบหาเบาะแสก่อน แต่หากข้ามฝั่งไปจริง ก็จะเร่งประสานทาง ตม. เพื่อติดตามต่อไป ทั้งนี้ ยอดผู้เสียหายที่เข้ามาร้องเรียน ล่าสุดประมาณ 23 ราย

keyboard_arrow_up